การคืนสู่สุขภาวะ และการคบคิดแห่งหวัง (Recovery and the Conspiracy of Hope) ตอนที่ 2 | สมาคมสายใยครอบครัว

การคืนสู่สุขภาวะ และการคบคิดแห่งหวัง (Recovery and the Conspiracy of Hope) ตอนที่ 2

-A +A

(ความเดิม: http://www.thaifamilylink.net/web/node/145
การป่วยครั้งแรก รักษาในโรงพยาบาล และ...ไม่ช้าเราก็ได้ออกจากโรงพยาบาลจริงๆ เรายืนอยู่ที่บันไดหน้าบ้าน กระเป๋าเสื้อผ้าอยู่ในมือ เรากล้าหาญขนาดนั้น การมองโลกในแง่ดีของวัยเยาว์โบกสะบัดเหมือนธงชัยรับขบวนนักกีฬากลับบ้าน เราจะทำได้สำเร็จ เราจะไม่มีวันกลับเข้าโรงพยาบาลอีกแล้ว)

 

          บางคนก็ทำได้ แต่พวกเราส่วนใหญ่กลับบ้าน และพบว่า อะไรๆ ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว เพื่อนๆ กลัวเรา หรือไม่ก็ทำตัวห่างหายอย่างประหลาด เวลาเข้าใกล้เรา เขาก็จะระวังตัวเสียเหลือเกิน ครอบครัวของเราทุกข์ใจและแตกสลายด้วยความรู้สึกผิด พวกเขาไม่ได้นอนเลย ตายังบวมเป่งจากการร้องไห้ ส่วนเรา เราเหนื่อยล้าสิ้นพลัง แต่เราก็เต็มใจจะพยายาม ฉันสาบานได้ว่า ด้วยความหาญกล้าทั้งหมดที่รวบรวมได้ เราพยายามกลับไปทำงาน ไปโรงเรียน เราพยายามจะเก็บรวบรวมเศษเสี้ยวต่างๆ เข้าด้วยกัน และเราอธิษฐานขอกำลังและความมานะบากบั่นที่จะพยายามต่อไป แต่ดูเหมือนว่า พระเจ้าไม่ทรงฟังคำอธิษฐานของเราเลย ความทุกข์แสนสาหัสกลับมีอีกและชีวิตเราก็แตกเป็นเสี่ยงๆ อีกครั้ง

          แล้วตอนนี้ฤดูหนาวของเราก็ล้ำลึกเหน็บหนาวถึงกระดูก บางสิ่งบางอย่างในเราเริ่มตายไป อะไรบางอย่างลึกลงไปเริ่มแตกร้าว ข่าวสารความสิ้นหวังและตราบาปเริ่มแผ่ซ่านไปทั่วสถานที่เราไปรับการบำบัดรักษา และเริ่มฝังตัวลงข้างใน ดูเหมือนว่า ระบบพยายามจะควบคุมบังคับจิตวิญญาณของเราให้ยอมจำนน และมุ่งมั่นมากขึ้นที่จะทำให้เราร่วมมือ ถึงขั้นบีบบังคับด้วยซ้ำ แทนที่จะฟังเรา ว่าความต้องการจำเป็นของเราคืออะไร

          เราพบว่าถูกถอดสภาพมนุษย์ที่เป็นบุคคลกลายเป็นโรคไปแล้ว คือ โรคจิต หลายบุคลิก ไบโพลาร์ (ดีแกน 1992) ความเป็นบุคคลและความรู้สึกถึงตัวตนลีบฝ่อลงเรื่อยๆ เราถูกนักวิชาชีพฝึกให้เรียนรู้ที่จะพูดว่า ฉันเป็นจิตเภท ฉันเป็นไบโพลาร์ และแต่ละครั้งที่เราย้ำเพลงสวดทำลายความเป็นมนุษย์นี้ ความสำนึกว่าเป็นบุคคลคนหนึ่งของเราก็เลือนหายไปทีละน้อย ขณะที่โรคทาบเงาว่า มันนั้น ทรงสรรพอำนาจ เป็นตัวตนต่างหากออกไป เป็นตัวตนของมันเอง ที่เราถูกสอนว่า เราไร้พลังอำนาจเหนือมันอย่างสิ้นเชิง

          นักวิชาชีพบอกว่า เราก้าวหน้าขึ้น เพราะเราเรียนรู้ว่าตัวเราเองนั้นเท่ากับความเจ็บป่วยของเรา พวกเขากล่าวว่า นั่นเป็นความก้าวหน้าเพราะเราเรียนรู้ที่จะพูดว่า ฉันเป็นจิตเภท แต่ในเรื่องนี้เราไม่รู้สึกว่าก้าวหน้าอะไร เรารู้สึกว่าเวลาหยุดนิ่งกับที่ ตัวตนของเราดูเหมือนเลือนห่างออกไปทุกทีๆ เหมือนกับความฝันที่เป็นของคนอื่น อนาคตดูเหมือนสิ้นหวังและว่างเปล่า ไม่มีคำสัญญาอะไรอื่นนอกจากทนทุกข์มากขึ้น ปัจจุบันกลายเป็นชั่วขณะที่มีบุหรี่ตัวถัดไปและถัดไปเป็นเครื่องหมายต่อเนื่องกันไม่สิ้นสุด

          ความทุกข์ยากส่วนใหญ่ของเราถูกมองข้าม สภาพแวดล้อมชีวิตเราส่วนใหญ่ถูกเพิกเฉยละเลย นักวิชาชีพที่ทำงานกับเราเรียนศาสตร์แห่งวัตถุสิ่งของ ไม่ใช่มนุษยศาสตร์ พวกเขาไม่เข้าใจสิ่งที่นักประสาทวิทยาทที่ชื่อโอล‘เวอร์ สักส์ (1970) กล่าวไว้อย่างแจ่มแจ้งว่า การฟื้นมนุษย์ตรงใจกลางของการศึกษานั้นให้คืนสู่สภาพดี คือ มนุษย์ที่เราศึกษาที่กำลังทนทุกข์ เจ็บป่วย และกำลังต่อสู้ เราต้องทำให้ประวัติของกรณีลึกลงเป็นเรื่องราวหรือนิทาน เมื่อเป็นอย่างนั้นแล้วเราก็มีส่วนของใคร พอๆ กับอะไร คนจริงๆ คนไข้ ที่เกี่ยวข้องกับโรค เกี่ยวข้องกับสภาพกายภาพ... การศึกษาโรคกับอัตลักษณ์ไม่อาจแยกจากกันได้... (เรื่องราว) นำเรามาถึงจุดบรรจบของกลไกกับชีวิต มาถึงความสัมพันธ์ของกระบวนการทางสรีรวิทยากับชาวประวัติ แต่ไม่มีใครถามเรื่องราวของเรา ตรงกันข้ามเขาคิดว่าชาวประวัติของเราในฐานะผู้ป่วยโรคจิตเภทนั้นถูกเขียนไว้เรียบร้อยแล้วเมื่อเกือบหนึ่งศตวรรษมาแล้วโดยแครปพลีนและบลูเลอร์

          แต่สิ่งที่เรากำลังฟันฝ่านั้นส่วนใหญ่เป็นเพียงประสบการณ์มนุษย์ ประสบการณ์อย่างการสูญเสียและความเศร้าเสียใจ ช็อคและกลัวและว้าเหว่ เพื่อน ญาติ และบางครั้งแม้แต่ครอบครัวค่อยๆ ทิ้งเราทีละคน นักวิชาชีพในชีวิตเราก็เลื่อนขั้น ย้ายไปทีละคน และการไว้วางใจใครก็กลายเป็นเรื่องยากเกินไป ความฝันและความหวังของเราถูกบดขยี้ไปทีละอย่าง ดูเหมือนเราสูญเสียทุกสิ่ง เรารู้สึกถูกทอดทิ้งไว้ในฤดูหนาวที่หนาวเหน็บขึ้นทุกที

          เวลาเป็นสัปดาห์ๆ เป็นเดือนๆ หรือปีๆ เริ่มผ่านเราไป ตอนนี้การสูงวัยขึ้นของเราไม่ได้มีหลักไมล์แห่งความสำเร็จของแต่ละปีเป็นเครื่องหมายอีกต่อไป แต่เครื่องหมายกลับกลายเป็นความเจ็บจนชาของความล้มเหลวที่เข้ามาเป็นระลอก เราพยายามแล้วล้มเหลว พยายามแล้วล้มเหลว จนเจ็บเกินที่จะพยายามอีกต่อไป ตอนนี้เมื่อเราออกจากโรงพยาบาล คำถามไม่ใช่อยู่ที่ว่า เราจะกลับมาหรือเปล่า? แต่คำถามมีเพียงว่า เราจะกลับมาเมื่อไร ด้วยความพยายามอย่างสิ้นหวังครั้งสุดท้ายเพื่อปกป้องตัวเรา เราเลิกทุกอย่าง เราเลิกพยายามด้วย การเลิกพยายามเป็นทางออกของเรา ทำให้ชาไม่เจ็บ เราเต็มใจที่จะสละส่วนใหญ่โตของเราเพื่อที่จะพูดว่า ฉันไม่สน ความเป็นบุคคลของเรายังฝ่อลงต่อไปผ่านกลยุทธปรับตัวให้ไม่สนใจไยดีนี้ เราจึงนั่งเก้าอี้ สูบบุหรี่ ดื่มกาแฟ และสูบบุหรี่อีกหน่อย นี่เป็นราคาสูงที่เราจ่ายเพื่อให้อยู่รอด เราเลิกพยายามเสียเท่านั้นเอง และฤดูหนาวก็ปกคลุมเราไว้เหมือนความเจ็บปวดรวดร้าวเย็นยะเยือก ยืดยาว

          ฉันแน่ใจว่า พวกเราหลายๆ คนเป็นคนพิการทางจิตเวชที่หลงทางอยู่ในฤดูหนาวแห่งความเจ็บปวดรวดร้าวและเฉยชาที่เพี่งบรรยายไป นี่เป็นเวลามืดมนและท้อแท้อย่างแท้จริง เหมือนกับกุหลาบทะเลในเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ เป็นเวลาที่ดูเหมือนไม่มีอะไรเติบโตนอกจากความมืด เป็นเวลาของการยอมแพ้เลิกพยายาม การเลิกพยายามทำให้ความเจ็บปวดชาเพราะเราเลิกถามว่า ฉันจะไปต่อทำไม และจะไปอย่างไร ในเวลานี้แม้แต่ภารกิจง่ายๆ ที่สุดก็ท่วมท้นเหลือรับ คนเรียนรู้ที่จะช่วยตัวเองไม่ได้เพราะทำแบบนั้นปลอดภัยกว่าการอยู่ในภาวะสิ้นหวังอย่างสิ้นเชิง

          ฤดูหนาวแห่งความเจ็บปวดรวดร้าวและความสำนึกในตัวตนที่ฝ่อไปที่พูดถึงนั้นเป็นนรกไม่เพียงสำหรับคนที่มีชีวิตอยู่ แต่ยังเป็นนรกสำหรับคนที่เรารักและห่วงใยเราด้วย ทั้งเพื่อน ญาติ และกระทั่งนักวิชาชีพ ฉันบรรยายว่าชีวิตที่เป็นไปภายในเป็นอย่างไร แต่เพื่อน ญาติ และนักวิชาชีพเห็นแต่ความเจ็บปวดรวดร้าวและความไม่ไยดีจากภายนอก

          จากภายนอก ดูเหมือนคนนั้นไม่พยายามอีกต่อไปแล้วเท่านั้นเอง บ่อยครั้ง คนที่ไปชมรมและโครงการฟื้นฟูสมรรถภาพอื่นๆ นั้นจมอยู่ในความสิ้นหวังและความเจ็บปวดรวดร้าวเพียงครึ่งเดียว ในวันดีๆ เราอาจไปปรากฏตัวที่สถานที่จัดโครงการ แต่ก็แค่นั้นแหละ เรานั่งบนโซฟา สูบบุหรี่ และดื่มกาแฟ หลายครั้งเราไม่ลำบากไปที่ชมรมเลยด้วยซ้ำ ดูจากภายนอกเราอาจดูเหมือนเป็นหนึ่งในคนตายที่ยังเป็นอยู่ เราดูไม่สนใจอะไร และไร้ชีวิตชีวา ในฐานะนักวิชาชีพ เพื่อน และญาติ เขาอาจคิดว่าคนเหล่านี้มีแต่คำแก้ตัว ดูไม่พยายามอะไรแล้ว ดูไม่คงเส้นคงวาเอาเลย และดูว่ามีแรงจูงใจอย่างเดียวคือ ความไม่สนใจ บางครั้งคนเหล่านี้ดูจะเหินสู่ฝันเฟื่องเกี่ยวกับการหันเหชีวิตกลับมา แต่สิ่งเหล่านี้ดูเป็นเพียงความฝันเฟื่อง เป็นการลี้ภัยจากความเหนื่อยหน่ายเรื้อรังไปชั่วขณะ เมื่อความฝันเฟื่องแฟบไปเหมือนลูกโป่งเก่าๆ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเพราะไม่มีการกระทำจริงๆ แต่อย่างใดเลย ความไม่รู้ร้อนรู้หนาวกลับคืนมาและวงจรของความเจ็บปวดรวดร้าวดำเนินต่อไป

          เจ้าหน้าที่ ครอบครัว และเพื่อน มีปฏิกิริยารุนแรงต่อบุคคลที่หลงอยู่ในฤดูหนาวแห่งความเจ็บปวดรวดร้าวและความไม่สนใจ ดูจากภายนอก ยากจะเชื่อจริงจังว่ามีตัวบุคคลอยู่ตรงนั้นจริงๆ เมื่อพบคนที่ดูเหมือนไม่สนใจอะไรเอาเลย เราอาจถูกกระตุ้นให้ถามคำถามที่โอลิเวอร์ สักส์ตั้งไว้ว่า คุณคิดว่าวิลเลียมส์มีจิตวิญญาณไหม หรือเขาถูกโรคคว้านไส้ ควักวิญญาณออกไปแล้ว ฉันถามเราทุกคนด้วยคำถามนี้วันนี้ว่า บุคคลข้างในกลายเป็นโรคได้หรือ? เราแต่ละคนต้องพบการท้าทายที่จะตอบคำถามนี้ด้วยตัวเราเอง เดิมพันนั้นสูงมาก ความเป็นบุคคลของเราเอง ความเป็นมนุษย์ของเราเองแขวนอยู่กับคำตอบเรื่องนี้ ขออธิบายดังต่อไปนี้ว่า...

          ขณะนั่งอยู่ในห้องพักผู้ป่วยช่วงกลางวัน เรียกว่าหมอบอยู่ในม่านควันบุหรี่ทีเดียว ความไม่สนใจไยดีและความเย็นชาที่เราอาจเผชิญในอีกคนหนึ่งจะท้าทายความเป็นมนุษย์ของเราเองและความสามารถของเราเองที่จะเป็นคนเมตตา เราอาจถามว่าการอยู่ตรงนั้นเป็นบุคคลหนึ่งจริงๆ หรือไม่ ในการเผชิญหน้าแบบนั้น มาร์ติน บูเบอร์ (1958) สอนเราว่า ความสัมพันธ์แบบ ฉัน-เธอ นั้นถูกท้าทาย ถ้าเราเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับบุคคลหนึ่งราวกับว่าเขาเป็นโรค เราก็เข้าไปในความสัมพันธ์แบบฉัน-มัน ซึ่งลบเลือนความเป็นมนุษย์ของเราเอง แน่นอน งานอันยิ่งใหญ่ที่เราเผชิญคือ รักษาความศักดิ์สิทธิ์ของบุคคลว่าเป็นเธอ แม้เมื่อบุคคลนั้นสูญเสียตนเองไป นั่นคือ การกระทำที่เปี่ยมด้วยเมตตายิ่งใหญ่ ที่จะประคองความเป็นบุคคลของคนหนึ่งไว้แม้เมื่อเขาอาจสูญเสียตนเองไป นี่ทำให้ความเป็นมนุษย์ของเราลึกล้ำขึ้น หรือถอดความคำพูดของมาร์ติน บูเบอร์ได้ว่า ฉันกลายเป็นฉันโดยการพูดว่า เธอ

          อย่างไรก็ตาม เมื่อเผชิญกับบุคคลที่หลงทางอยู่ในความเจ็บปวดรวดร้าวและความไม่สนใจไยดี มีการตอบสนองแบบหนึ่งที่พบบ่อยกว่าการหาทางสถาปนาความสัมพันธ์แบบฉัน-เธอ บ่อยครั้งการตอบสนองเป็นแบบที่ฉันเรียกว่า การตอบสนองในลักษณะผู้ช่วยกู้แบบเป็นบ้าเป็นหลัง เราทุกคนเคยรู้สึกแบบนี้ไม่ครั้งใดก็ครั้งหนึ่งในการทำงานกับคนที่อยู่ภาวะนี้ การตอบสนองแบบนี้จะดำเนินไปในทำนองว่า ยิ่งบุคคลนั้นไร้ชีวิตชีวาและไม่สนใจไยดีเท่าไร เราก็ยิ่งแข็งขันเป็นบ้าเป็นหลังมากขึ้น ยิ่งเขาถอนตัว เราก็ยิ่งรุกเข้าไปหา ยิ่งเขาไม่เต็มใจ เราก็ยิ่งตั้งใจมากขึ้น ยิ่งเขาเลิกพยายาม เราก็ยิ่งพยายามมากขึ้น ยิ่งเขาท้อแท้มากขึ้น เราก็ยิ่งปล่อยตัวให้มองในแง่ดีแบบตื้นๆ มากขึ้น ยิ่งเขาทำให้แผนการรักษาล้มเหลว เราก็ยิ่งวางแผนให้เขามากขึ้น ไม่ต้องพูดเลยว่า ไม่ช้าเราก็หมดไฟ หมดแรง แล้วความโกรธของเราก็เข้าเกาะกุม

          ความโกรธของเราก็กรุ่นอยู่ตลอดแล้ว เมื่อความคาดหวังอันงดงามและยอดเยี่ยมของเราถูกคนที่หลงอยู่ในความทุกข์แสนสาหัสและความเฉยชาขวางกั้นไปทุกอย่าง  เรารู้สึกว่าถูกใช้เป็นเครื่องมือและช่วยอะไรไม่ได้เลย เราโกรธ อัตลักษณ์ของเราในฐานะคนที่คอยช่วยเหลือคนอื่นถูกทดสอบอย่างจริงจังโดยคนที่หลงอยู่ใน ฤดูหนาวแห่งความทุกข์แสนสาหัสและความไม่สนใจไยดีตรงจุดนี้ พบทั่วไปว่าเราเริ่มกล่าวโทษคนที่พิการทางจิต เราพูดอะไรทำนองว่า พวกเขาขี้เกียจ พวกเขาไม่มีวันดีขึ้น พวกเขาไม่ได้ป่วย เพียงแต่กำลังควบคุมคนอื่นให้ได้ดังใจตนเอง พวกเขาเรื้อรัง พวกเขาต้องทนทุกข์กับผลสืบเนื่องจากการกระทำของตนเองเป็นธรรมดา พวกเขาชอบใช้ชีวิตแบบนี้ พวกเขาไม่ได้บ้า พวกเขาเป็นคนไม่ดี ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ความช่วยเหลือที่เราหยิบยื่นให้ ปัญหาคือว่าพวกเขาเป็นคนที่ไม่อาจช่วยเหลืออะไรได้แล้ว พวกเขาไม่ต้องการความช่วยเหลือ พวกเขาควรถูกโยนออกไปจากโครงการนี้ จะได้ตกต่ำให้ถึงที่สุด เมื่อนั้นพวกเขาจะตื่นขึ้นในที่สุดและยอมรับความช่วยเหลือดีๆ ที่เราหยิบยื่นให้มาโดยตลอด

          ในช่วงแห่งความโกรธและกล่าวโทษนี้ มีสิ่งน่าสนใจที่สุดเกิดขึ้น เราเริ่มประพฤติตนเหมือนกับคนที่เราพยายามอย่างหนักที่จะช่วยให้รอด เหมือนกันทุกอย่าง บ่อยครั้ง เจ้าหน้าที่จะยอมแพ้ไปเลยตรงจุดนี้ เราเข้าสู่ความท้อแท้และความทุกข์ของเราเอง ความเป็นบุคคลของเราเริ่มฝ่อ เรายอมแพ้ด้วย เราเลิกพยายาม เจ็บปวดเกินกว่าจะพยายามช่วยบุคคลนั้นต่อไป ในเมื่อเขาดูไม่ต้องการความช่วยเหลือ เจ็บปวดเกินไปที่จะพยายามช่วยต่อไปแล้วล้มเหลว เจ็บปวดเกินไปที่จะเฝ้าห่วงใยพวกเขาในเมื่อพวกเขาดูไม่ห่วงใยตัวเองเลย ตรงจุดนี้เราทรุดลงในฤดูหนาวแห่งความทุกข์แสนสาหัสของเราเอง และความหนาวเหน็บก็ฝังตัวมั่นคงในหัวใจเรา

          เมื่อเราใช้ชีวิตอยู่ในความสิ้นหวัง เราก็ไม่ได้ดีไปกว่าคนที่พิการทางจิต เราไม่สามารถทนได้ เราจึงยอมแพ้ด้วย บางคนก็เพียงแต่เลิกทำงานอาชีพด้านนี้ ให้เหตุผลว่าคอมพิวเตอร์ไฮเทคทำตามคำสั่ง ทั้งยังได้ค่าตอบแทนสูงกว่าอีกด้วย

          ส่วนบางคนก็ตัดสินใจไม่เลิกงานอาชีพ แต่เราใจแข็งใจดีขึ้น เรามีแนวทางการทำงานเหมือนอย่างคนในโฆษณาดังกิ้นโดนัทที่บอกว่า ถึงเวลาทำโดนัท ถึงเวลาทำโดนัท ส่วนอีกพวกหนึ่งก็สิ้นศรัทธาในความดีความงามอย่างเรื้อรัง เราลอยไปในงานเหมือนขอนไม้ตายซากลอยอยู่ในทะเล เฝ้าดูผู้บริหารมาแล้วไปเหมือนสภาพอากาศ แอบลิงโลดที่ได้เฝ้ามองการริเริ่มด้านสุขภาพจิตอีกด้านหนึ่งตกท่อไป และไม่ทำอะไรเพื่อช่วยเปลี่ยนระบบในทางสร้างสรรค์ ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นการยอมแพ้แนวทางต่างๆ กันในทุกๆ ทางเหล่านี้ เราใช้ชีวิตที่บอกถึงความสิ้นหวังของเราเอง

          นอกจากนั้น โครงการ ระบบให้บริการ และโมเดลการบำบัดรักษาทั้งหมดอาจติดอยู่กับความสิ้นหวังและความทุกข์แสนสาหัสนี้ด้วยเช่นกัน ระบบเหล่านี้เริ่มทำตัวแบบเดียวกับคนพิการทางจิตที่เลิกหวังแล้วทุกอย่าง ระบบที่เลิกหวังใช้เวลาคัดกรองผู้เข้าร่วมโครงการมากกว่าเชื้อเชิญพวกเขาเข้ามา เกณฑ์ทั้งหมดตายตัวและไม่ยืดหยุ่น หากคุณอ่านความนัยที่แฝงอยู่ระหว่างบรรทัดของเกณฑ์ทุกข้อของโครงการเหล่านั้น จะพบว่าเนื้อความก็คือ หากคุณมีปัญหา กลับมาใหม่เมื่อแก้ไขปัญหาได้แล้ว เราจะยินดีที่จะช่วยคุณ ระบบบริการที่เลิกหวังพยายามจะรับมือกับความท้อแท้สิ้นหวัง

          การเอาตัวออกห่างและโดดเดี่ยวคนที่เขาควรจะต้องช่วยนั้นเอง แค่ฟังภาษาที่เราใช้อย่างในระบบสุขภาพจิต เรามี คนรักษาประตู ซึ่งงานของเขาก็คือ คัดกรอง และ เบี่ยงเบน ผู้ใช้บริการ อันที่จริง เราใช้ภาษาสงครามในงานของเรา ตัวอย่างเช่น เราพูดเรื่องการส่งเจ้าหน้าที่แนวหน้า เข้าสู่สนามเพื่อพัฒนายุทธวิธีการบำบัดรักษาสำหรับประชากรเป้าหมาย

          มีทางเลือกอื่นๆ ไหม? เราต้องตอบสนองต่อความทุกข์แสนสาหัสและความเฉยชาของคนพิการทางจิตด้วยความทุกข์แสนสาหัสและความเฉยชาของเราหรือ? ฉันคิดว่ามีทางเลือก ทางเลือกอื่นของความท้อแท้คือความหวัง ทางเลือกอื่นของความเฉยชาก็คือความห่วงใย การสร้างสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความหวังและความห่วงใยอันหล่อเลี้ยงและเชื้อเชิญการเติบโตและการคืนสู่สุขภาวะคือทางเลือกอื่น

          จำกุหลาบทะเลได้ไหม? ระหว่างความหนาวเย็นของฤดูหนาวเมื่อโลกทั้งมวลแข็งเป็นน้ำแข็ง ไร้สิ้นสัญญาณของฤดูใบไม้ผลิ เมล็ดพันธุ์นั้นเพียงแต่รอคอยในความมืด เพียงแค่รอคอย รอคอยให้ดินอ่อนตัว คอยให้ฝนโปรย เมื่อแผ่นดินโลกร้าวเป็นเสี้ยนน้ำแข็ง กุหลาบทะเลไม่สามารถเริ่มเติบโตได้ สิ่งแวดล้อมรอบกุหลาบทะเลต้องเปลี่ยนก่อนที่ชีวิตใหม่จะแทงยอดออกมาได้

          คนพิการทางจิตกำลังเฝ้าคอยเหมือนกันเลยกับกุหลาบทะเล เรารอคอยให้สภาพแวดล้อมเราเปลี่ยนแปลง เพื่อให้ตัวบุคคลภายในเราสามารถโผล่ออกมาและเติบโต


อ่านต่อตอนที่ 3 (จบ) >>>  http://www.thaifamilylink.net/web/node/206

 

ที่มา:

คอลัมน์:

ผู้เขียน: