ยารักษาโรคจิตเภท

-A +A

          โรคจิตเภท (Schizophrenia) เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของสารสื่อประสาทในสมอง ผู้ป่วยจะมีอาการหลงผิด ประสาทหลอน มองโลกผิดไปจากความเป็นจริง มีการแสดงอารมณ์ไม่เหมาะสม หรือในบางรายอาจมีความคิดเรื่องการฆ่าตัวตาย ซึ่งในปัจจุบันได้มีการแบ่งอาการของโรคจิตเภทออกเป็น 2 ลักษณะ คือ

          1.ลักษณะอาการทางบวก คือ ผู้ป่วยจะมีอาการที่มาก กว่าคนปกติทั่วไป ได้แก่ ประสาทหลอน เช่น ได้ยินเสียงคนพูดคุย หรือพูดโต้ตอบเสียงนั้นเพียงคนเดียว อาการหลงผิด เช่น คิดว่ามีเทพหรือวิญญาณอยู่ในร่างกาย คอยบอกให้ทำสิ่งต่างๆ มีความคิดผิดปกติ เช่น พูดไม่เป็นเรื่องเป็นราว พูดไม่ต่อเนื่อง เปลี่ยนเรื่องพูดโดยไม่มีเหตุผล หรือมีพฤติกรรมผิดปกติ เช่น อยู่ในท่าแปลกๆ หัวเราะหรือร้องไห้ สลับกันเป็นพักๆ

          2.ลักษณะอาการทางด้านลบ คือ ผู้ป่วยจะมีอาการที่ขาดหรือบกพร่องไปจากคนปกติทั่วๆไป ได้แก่ มีสีหน้าอารมณ์เฉยเมย ชีวิตไม่มีจุดหมาย ไม่มีสัมพันธภาพกับผู้อื่น เก็บตัว ไม่พูด หรือไม่มียินดียินร้าย

 

          การรักษาโรคจิตเภทที่นิยมมากที่สุดในปัจจุบัน คือ การรักษาด้วยยา เพื่อไปปรับสมดุลของสารสื่อประสาทในสมองที่ผิดปกติ ให้กลับมาอยู่ในระดับปกติ ซึ่งยารักษาโรคจิตเภทสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่ม คือ

          1.ยารักษาโรคจิตเภทกลุ่มเก่า หรือกลุ่มดั้งเดิม เป็น กลุ่มยาที่มีการใช้มานาน ตัวอย่างยาในกลุ่มนี้ ได้แก่ chlorpromazine, thioridazine, perphenazine, trifluoperazine, fluphenazine, pimozide, haloperidol, flupentixol, zuclopentixol เป็นต้น โดยการออกฤทธิ์ส่วนใหญ่ จะไปปิดกั้นการทำงานของสารสื่อประสาท ทำให้มีระดับสารสื่อประสาทโดปามีนลดลง ซึ่งยาในกลุ่มนี้จะใช้ได้ผลดีในผู้ป่วยที่มีลักษณะอาการทางด้านบวก แต่จะให้ผลไม่ค่อยดีนักในผู้ป่วยที่มีลักษณะอาการทางด้านลบ อาการข้างเคียงที่อาจจะพบได้ ได้แก่ อาการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อที่ผิดปกติ โดยอาจมีอาการเกร็งของกล้ามเนื้อ ตัวแข็ง มือสั่น ซึ่งแก้ไขได้โดยการรับประทานยา เช่น trihexyphenidyl หรือ diphenhydramine นอกจากนี้ยังอาจพบอาการข้างเคียงอื่นๆ เช่น ง่วง ท้องผูก ปากแห้ง คอแห้ง มีอาการความดันต่ำหรือหน้ามืดเมื่อเปลี่ยนอิริยาบถ จากนั่งเป็นยืน ประจำเดือนไม่มา น้ำนมไหล และในผู้ชายอาจมีเต้านมโตขึ้น

          2.ยารักษาโรคจิตเภทกลุ่มใหม่ ได้แก่ clozapine, risperidone, olanzapine, quetiapine, ziprasidone, aripiprazole และ paliperidone โดยการออกฤทธิ์ของยากลุ่มนี้ จะไปปิดกั้นการทำงkนของสารสื่อประสาท ทั้งโดปามีนและซีโรโทนิน ทำให้สามารถควบคุมได้ทั้งลักษณะอาการทางด้านบวก และลักษณะอาการทางด้านลบ นอกจากนี้ยังมีข้อดีกว่ายารักษาโรคจิตเภทในกลุ่มเก่า คือ เกิดอาการข้างเคียงที่เกี่ยวข้องกับอาการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อที่ผิดปกติน้อยกว่า แต่อาจพบอาการข้างเคียงอื่นๆ ได้ ได้แก่ ง่วง น้ำหนักตัวเพิ่มสูงขึ้น น้ำลายไหลมาก

 

          โดยทั่วไปการเกิดอาการข้างเคียง อาจพบแตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละราย เนื่องจากความทนต่อยาของผู้ป่วยแต่ละคนไม่เท่ากัน บางคนใช้ยาชนิดเดียวกัน ขนาดเท่ากัน อีกคนอาจเกิดอาการข้างเคียง ในขณะที่อีกคนกลับไม่เกิดอาการก็เป็นได้ ซึ่งอาการข้างเคียงบางอย่าง อาจสามารถรักษาหรือแก้ไขเบื้องต้นได้ด้วยตนเอง ในกรณีที่อาการข้างเคียงนั้นมีความรุนแรงน้อย เช่น

          1. อาการปากแห้ง คอแห้ง โดยส่วนใหญ่อาการจะค่อยๆ ดีขึ้น หลังได้รับยาไป 1-2 สัปดาห์ อาจแก้ไขโดยการดื่มน้ำครั้งละน้อยๆ แต่จิบบ่อยๆ เคี้ยวหมากฝรั่งที่ไม่มีน้ำตาล และหมั่นรักษาสุขภาพช่องปากให้ดี

          2. อาการท้องผูก อาจแก้ไขโดยการรับประทานอาหารที่มีกากใยมากๆ หรือ ผัก ผลไม้ที่มีฤทธิ์ช่วยให้ระบาย เช่น ส้มโอ มะละกอ มะขาม

          3. อาการง่วงนอน โดยส่วนใหญ่อาการง่วงนอนจะลดลงหลังจากได้รับยาไป 2-3 สัปดาห์ ควรระมัดระวังในการขับขี่ยานพาหนะหรือทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักร เพราะอาจเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุได้ นอกจากนี้อาจลองสังเกตอาการง่วงนอนในตอนเช้า อาจแก้ไขโดยการปรับยามื้อก่อนนอนให้เร็วขึ้น เช่น ปกติรับประทานยามื้อก่อนนอนตอน 4 ทุ่ม แล้วตื่นเช้ามามีอาการง่วง อาจลองปรับเวลาลงเป็น 2 ทุ่ม หรือ 3 ทุ่ม

          4. อาการความดันต่ำหรือหน้ามืดเมื่อเปลี่ยนอิริยาบถ โดยอาจทำให้หน้ามืดเมื่อลุกขึ้นยืนเร็วๆ อาจทำให้ผู้ป่วยเป็นลมล้มลง หรือเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย โดยเฉพาะกับผู้ป่วยสูงอายุ สามารถแก้ไขด้วยการลุกช้าๆ เช่นในขณะที่ตื่นนอน หรือลุกเข้าห้องน้ำ

          5. อาการน้ำหนักตัวเพิ่มสูงขึ้น อาจเกิดขึ้นได้เนื่องจากยาทำให้ผู้ป่วยหิวบ่อย เห็นอาหารก็จะรู้สึกอยากรับประทาน สามารถแก้ไขได้โดยให้ผู้ป่วยรับประทานอาหารพวกผัก ผลไม้ หลีกเลี่ยงอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีรสหวานจัด หรืออาหารที่มีไขมันสูง

          6. อาการน้ำลายไหลมาก โดยส่วนมากมักพบตอนกลางคืนขณะนอนหลับ อาจแก้ไขโดยการนอนยกหมอนสูงขึ้น และทำความสะอาดปลอกหมอนเป็นประจำ

 

          ถ้าหากผู้ป่วยมีอาการข้างเคียงเหล่านี้มากขึ้น หรือมีอาการมากจนกระทบกับการใช้ชีวิตประจำวัน ควรกลับมาพบแพทย์ เพื่อปรับการรักษา ไม่ควรปรับเพิ่มหรือลดขนาดยาเอง เพราะอาจจะทำให้เกิดอันตรายขึ้นได้ ส่วนอาการข้างเคียงอื่นๆ ที่อาจพบได้ จะแตกต่างกันไปตามลักษณะของยาแต่ละชนิด เช่น clozapine อาจทำให้เกิดภาวะเม็ดเลือดขาวลดต่ำลง ในช่วง 16 สัปดาห์แรกหลังจากเริ่มได้รับยา จึงต้องมีการเจาะเลือด เพื่อดูผลค่าเม็ดเลือดว่ามีความผิดปกติหรือไม่ หรือ Chlorpromazine อาจทำให้เกิดผื่นที่ผิวหนังบริเวณที่สัมผัสกับแสงแดดได้หากได้รับยาชนิดนี้ จึงอาจต้องหลีกเลี่ยงการสัมผัสถูกแสงแดด เป็นต้น ดังนั้น หลังจากที่ผู้ป่วยรับประทานยาไปแล้ว ควรสังเกตอาการข้างเคียงต่างๆ หรืออาการผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นด้วย ถ้าหากพบว่ามีอาการผิดปกติ หรือมีข้อสงสัย ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร

          แต่อย่างไรก็ตาม ยารักษาโรคจิตเภทเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้ผู้ป่วยควบคุมอาการของตัวเองได้ ไม่อาละวาด หรือแสดงพฤติกรรมที่ผิดปกติ ส่วนที่สำคัญอีกส่วน คือ คนในครอบครัวหรือคนรอบข้าง ควรมีความเข้าใจในเรื่องลักษณะอาการของโรคที่ผู้ป่วยเป็น ดูแลให้ผู้ป่วยรับประทานยา หมั่นสังเกตอาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น และมาตรวจรักษาตามนัด เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตอยู่ในครอบครัวและในสังคมได้อย่างมีความสุข

 

ที่มา:

คอลัมน์:

ผู้เขียน: