โรคจิตเภท (Schizophrenia)

-A +A

           โรคจิตเภท หมายถึง กลุ่มอาการของโรคที่มีความผิดปกติของความคิด ผู้ป่วยจะมีความคิดและการรับรู้ไม่ตรงกับความเป็นจริง ทำให้มีผลเสียต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน เช่น การดูแลตัวเอง การใช้ชีวิตในสังคม ส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะเริ่มเป็นเมื่ออายุประมาณ 14-16 ปี หรือช่วงปลายวัยรุ่น โรคนี้พบได้ประมาณร้อยละ 1 ของประชากร อายุขัยโดยเฉลี่ยของผู้ป่วยน้อยกว่าคนทั่วไปอยู่ 12-15 ปี ซึ่งเป็นผลจากปัญหาสุขภาพและอัตราการฆ่าตัวตายที่มากขึ้นประมาณร้อยละ 5

           ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของโรคจิตเภท เชื่อว่าโรคจิตเภทเป็นกลุ่มอาการซึ่งเป็นมาจากหลายๆ สาเหตุ แนวคิดที่ยอมรับกันในปัจจุบัน stress-diathesis model เชื่อว่า ผู้ป่วยนั้นมีแนวโน้มหรือจุดอ่อนบางอย่างอยู่แล้ว  เมื่อพบกับสภาพกดดันบางประการทำให้เกิดอาการของโรคจิตเภทขึ้นมา โดยแนวโน้มหรือสภาพกดดันนี้อาจเป็นเรื่องทางร่างกาย ยาหรือสารต่างๆ เรื่องของจิตใจหรือสภาพแวดล้อมที่กดดัน หรือเป็นจากหลายๆ ปัจจัยร่วมกัน สาเหตุหลักเป็นเรื่องของความผิดปกติของระบบในร่างกายซึ่งเป็นมาจาก

  

1. กรรมพันธุ์  

           จากการศึกษาพบว่าญาติของผู้ป่วยมีโอกาสเป็นโรคจิตเภทสูงกว่าประชากรทั่วไป ยิ่งมีความใกล้ชิดทางสายเลือดมากยิ่งมีโอกาสสูง คือ หากติดตามคนทั่วๆ ไป ไปเรื่อยๆ 100 คนจะพบว่ามีผู้ที่เกิดป่วยเป็นโรคจิตเภท 1 คน หากติดตามพี่น้องของผู้ที่ป่วยเป็นโรคจิตเภทไปเรื่อยๆ 100 คนจะพบว่าเกิดป่วยเป็นโรคจิตเภท 8 คน แต่กรรมพันธุ์ก็ไม่ได้เป็นสาเหตุไปทั้งหมด ในแฝดไข่ใบเดียวกัน(คู่แฝดที่มีหน้าตาเหมือนกัน เพศเดียวกัน) คนหนึ่งเป็นอีกคนหนึ่งก็ไม่ได้พบว่าเป็น 100 เปอร์เซ็นต์ ขณะนี้ได้มีการค้นพบ marker ที่อยู่บนโครโมโซมที่ 5 ว่าน่าจะเชื่อมโยงกับจิตเภท สิ่งแวดล้อมทั้งทางจิตวิทยาและทางชีวภาพจะทำหน้าที่เป็นความเครียดที่กระตุ้นการแสดงออกของยีนส์จนทำให้เกิดอาการของโรคจิตเภท



2. สาเหตุทางชีวภาพ

           2.1 ความผิดปกติของสมอง ระบบสารเคมีในสมอง  เชื่อว่าโรคนี้เป็นจากสารเคมีในสมองที่ชื่อว่าโดปามีน (dopamine) ในบางบริเวณของสมองมีการทำงานมากเกินไป (dopaminergic system hyperactivity) จากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์พบการเพิ่มขึ้นของจำนวน D2 receptor ใน basal ganglia และ hippocampus ในสมองคนไข้จิตเภทที่เสียชีวิตแล้ว และพบว่าการที่ยารักษาโรคจิตรักษาโรคนี้ได้เนื่องจากยาไปออกฤทธิ์ยับยั้งการออกฤทธิ์ของสารโดปามีน

           ภาพเอกซเรย์ศีรษะของผู้ป่วยโรคจิตเภทจำนวนหนึ่งที่มีช่องในสมอง (ventricle) โตกว่าปกติ ซึ่งสัมพันธ์กับอาการด้านลบ การศึกษาบางเรื่องพบว่าผู้ป่วยเหล่านี้มีเลือดไปเลี้ยงสมองส่วนหน้าลดลง และการทำงานของสมองส่วนหน้ามีไม่เต็มที่ซึ่งสัมพันธ์กับอาการด้านบวก การศึกษาทางสัณฐานวิทยาของสมองของคนไข้หลังเสียชีวิตแล้วพบมีการเสื่อมแบบหนึ่งเกิดขึ้นที่ limbic system และ basal ganglia ลักษณะของการเสื่อมที่พบคือ มี gliosis จำนวนเซลล์สมองลดลงและปริมาตรของเนื้อสมองบริเวณนั้นๆ ลดลง สัมพันธ์กับภาพเอกซเรย์ศีรษะพบมีปริมาณลดลงของ amygdala และ hippocampus  แต่มีปริมาณเพิ่มขึ้นของ basal-ganglia nuclei

           การศึกษาคลื่นไฟฟ้าสมองของผู้ป่วยจิตเภทจำนวนหนึ่งมีความผิดปกติ กล่าวคือ สมองมีสภาพไวต่อการถูกกระตุ้น เช่น ถ้าหากกระตุ้นด้วยการให้อดนอนแล้วบันทึกคลื่นไฟฟ้าของสมองจะพบคลื่นไฟฟ้าชนิด spike เพิ่มขึ้น ความผิดปกติชนิดอื่นๆ ที่พบคือ คลื่นไฟฟ้าชนิด alpha ลดลง ส่วน theta และ delta เพิ่มขึ้น นอกจากนี้คลื่นไฟฟ้าของสมองอาจจะคล้ายของโรคลมบ้าหมูหรืออาจจะพบความผิดปกติดังที่กล่าวมาอยู่ที่สมองซีกซ้ายซีกเดียวก็ได้

           2.2 ความผิดปกติของฮอร์โมน มีการพบว่าผู้ป่วยจิตเภทมีความผิดปกติของระดับฮอร์โมน luteinizing hormone (LH) และระดับ follicle stimulating hormone (FSH) ในทั้งช่วงก่อนป่วย ช่วงที่เริ่มป่วย และขณะที่ป่วยเป็นโรคจิตเภทลดลง

           2.3 การติดเชื้อ เช่น ภาวะฤดูกาลขณะคลอดมักจะมีการติดเชื้อไวรัส และผู้ป่วยจิตเภทผู้ใหญ่มักจะพบเป็นกลุ่มตามสภาพภูมิศาสตร์ ฤดูที่ผู้ป่วยอยู่โรงพยาบาลก็มักเป็นช่วงที่มีการติดเชื้อไวรัสเม็ดเลือดขาว อย่างไรก็ตามจนกระทั่งปัจจุบันก็ยังไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดกว่านี้ที่แสดงว่ามีการติดเชื้อเกิดขึ้น

 

3. สาเหตุทางจิตสังคม

           3.1 สภาพแวดล้อมในครอบครัว มีผลต่อการกำเริบของโรคโดยในครอบครัวของผู้ป่วยที่อาการกำเริบบ่อยๆ พบว่า มีการใช้อารมณ์ต่อกันสูง ได้แก่ ชอบตำหนิติเตียนผู้ป่วย มีท่าทีไม่เป็นมิตร หรือเข้าไปจู้จี้ยุ่งเกี่ยวกับผู้ป่วยมากเกินไป

           การสื่อสารภายในครอบครัวเป็นแบบ double blind communication เป็นการสื่อสารชนิดที่บังคับบุตรให้อยู่ในสถานการณ์ที่ต้องเลือก 2 ทาง ซึ่งทางเลือกในแต่ละทางมีความขัดแย้งในตัวมันเองก่อให้เกิดความรู้สึกเจ็บปวดพอๆ กัน ไม่ว่าจะเลือกทางใดก็ผิด แต่ต้องเลือกโดยหมดโอกาสแสดงความคิดเห็น

           พบความสัมพันธ์ที่บกพร่องของบิดามารดาเป็นปัจจัยนำของการเกิดโรคจิตเภทในบุตร ได้แก่  1) บิดามารดาพึ่งพิงกันอย่างมีพยาธิสภาพ คือ มีความขัดแย้งกันอย่างชัดเจน ขาดความไว้วางใจและขาดการสื่อสารกัน  2) บิดามารดาซ่อนความไม่ลงรอยกันอย่างเรื้อรัง (Marital skew) คือ มีบิดาหรือมารดาคนหนึ่งเป็นฝ่ายเหนือกว่า (dominant) ส่วนบิดาหรือมารดาอีกฝ่ายหนึ่งยอมเจ็บปวด (masochistic) 

 

           3.2 สภาพแวดล้อมทางสังคม สังคมอุตสาหกรรมและวิถีคนเมือง เป็นความเครียดที่กระตุ้นให้เกิดอาการโรคจิตเภทและมีผลต่อการดำเนินโรคของจิตเภท

           อาการของโรคจิตเภท T.J. Crow (1980) ได้แบ่งความผิดปกติเป็น 2 กลุ่มอาการหลัก คือ กลุ่มอาการที่เพิ่มมากกว่าคนปกติทั่วไปหรืออาการทางบวก (positive symptoms) และกลุ่มอาการที่ขาดหรือบกพร่องไปจากคนปกติทั่วไป หรือ อาการลบ (negative symptoms) แสดงในภาพ อาการเริ่มต้นอาจเกิดในแบบเฉียบพลันทันที หรือเกิดแบบค่อยเป็นค่อยไปก็ได้ ในกรณีที่อาการเริ่มต้นเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป จะมีอาการเริ่มต้นอย่างช้าๆ อาจมีอาการสับสน มีความรู้สึกแปลกๆ ไม่อยู่ในความเป็นจริง อาการจะค่อยๆ มากขึ้นทำให้ครอบครัวและคนรอบข้างรู้สึกว่า ผู้ป่วยเปลี่ยนไปจากบุคลิกภาพเดิม อาทิเช่น แยกตัว ไม่อยากสุงสิงกับใครมีอาการ ระแวงคนอื่น มีปัญหาการนอนหลับ ไม่สามารถรับผิดชอบหน้าที่การงาน การเรียน ได้เหมือนปกติ ค่อยๆ หมดความสนใจสิ่งต่างๆ รอบตัว รวมถึงการดูแลสุขภาพอนามัยส่วนตัว

 

           ในระยะอาการกำเริบ อาการส่วนใหญ่จะเป็น กลุ่มอาการที่เพิ่มมากกว่าคนปกติทั่วไป ส่วนกลุ่มอาการที่ขาดหรือบกพร่องไปจากคนปกติทั่วไปมักพบในระยะหลังโรค หากท่านหรือผู้ใกล้ชิดมีอาการดังกล่าว ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อรับการรักษา

           การวินิจฉัยโรคใช้เกณฑ์วินิจฉัยตามสมาคมจิตแพทย์อเมริกัน ลักษณะของโรคในระยะยาวพบว่า ประมาณร้อยละ 20-30 สามารถดำรงชีวิตประจำวันได้แทบเป็นปกติ ร้อยละ20-30 ยังคงมีอาการอยู่บ้างซึ่งมักไม่รุนแรง และ  ร้อยละ40-60 ยังคงมีอาการมากอยู่ตลอด 

           เป้าหมายของการรักษาผู้ป่วยจิตเภทเพื่อบรรเทาอาการ ป้องกันการกลับป่วยซ้ำ และฟื้นฟูสมรรถภาพให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น ผู้ป่วยจิตเภทบางรายเท่านั้นต้องให้การรักษาภายในโรงพยาบาลซึ่งจะมีลักษณะต่อไปนี้ คือ มีปัญหาในการวินิจฉัย ผู้ป่วยมีอาการรุนแรงจนพฤติกรรมเสียระบบ (disorganized) และไม่เหมาะสมจนไม่สามารถจัดหาความต้องการพื้นฐานให้ตนเอง ผู้ป่วยอาจจะฆ่าตัวตายหรือทำร้ายผู้อื่น การรักษาประกอบด้วย การรักษาทางกาย (somatic treatment) ประกอบด้วย

 

           1. การใช้ยาต้านโรคจิต (antipsychotic) ทำให้อาการโรคจิต ดีขึ้น แต่ไม่ได้ทำให้จิตเภทหาย ผู้ป่วยต้องรับการรักษานาน โดยมีหลักการคือ รักษาอาการเฉียบพลัน และให้ยาระยะยาวเพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำ

           2. การทำให้ชักด้วยไฟฟ้า (ECT) ใช้ได้ผลดีมากสำหรับ จิตเภทชนิด catatonia ผู้ป่วยที่ไม่สามารถใช้ยาต้านโรคจิต และผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายสูง

           3. วิธีอื่นๆ เช่น จิตศัลยกรรม (psychosurgery) โดยเฉพาะ frontal lobotomy ซึ่งปัจจุบันไม่ใช้วิธีนี้ ในการรักษาจิตเภทแล้ว

 

           การรักษาทางจิตสังคมควบคู่กับการรักษาทางกายเพื่อให้อาการทางจิตดีขึ้น มีการนำจิตบำบัดตามแนวคิดทฤษฎีต่างๆ มาใช้ในการบำบัด เช่น พฤติกรรมบำบัด กลุ่มบำบัด ครอบครัวบำบัดเพื่อให้ครอบครัวเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลและช่วยเหลือผู้ป่วย และอาชีวบำบัดเป็นการฟื้นฟูสมรรถภาพเพื่อให้ผู้ป่วยพึ่งตัวเองได้มากที่สุด

 

           ผู้ป่วยจิตเภทที่เกิดอาการกำเริบบ่อยครั้ง การทำงานของสมองจะเสื่อมถอยลง โดยพบว่าเนื้อสมองสีเทา (Gray matter) จะมีปริมาณลดลง ทำให้ผู้ป่วยมีความยากลำบากในการคิด การตัดสินใจอย่างมากซึ่งส่งผลต่อการดำรงชีวิตของผู้ป่วยจิตเภท ญาติผู้ใกล้ชิดจึงควรรีบปรึกษาจิตแพทย์เพื่อให้การรักษาอย่างเต็มที่ตั้งแต่ครั้งแรกจะเป็นผลดีที่สุด หากทิ้งไว้นานอาการกำเริบครั้งต่อมาจะรักษาไม่ได้ผลดีเท่ากับการรักษาครั้งแรกและยิ่งเป็นมากครั้ง ต้องใช้เวลารักษานานขึ้น

 

เกณฑ์การวินิจฉัยตามสมาคมจิตแพทย์อเมริกัน ฉบับที่ 5 (DSM V)

           ผู้ที่เป็นโรคจิตเภท จะต้องมีอาการที่เข้าเกณฑ์ ดังนี้

           ก. มีอาการต่อไปนี้ ตั้งแต่ 2 อาการขึ้นไป นาน 1 เดือน

  1. อาการหลงผิด
  2. อาการประสาทหลอน
  3. พูดจาสับสนมาก มักเปลี่ยนเรื่องจนฟังไม่เข้าใจ
  4. พฤติกรรมเรื่อยเปื่อย วุ่นวาย หรือมีท่าทางแปลกๆ
  5. อาการด้านลบ ได้แก่ อารมณ์เฉยเมย ไม่ค่อยพูด หรือเฉื่อยชา

หมายเหตุ หากเป็นอาการหลงผิดที่มีลักษณะแปลกพิลึก หรือหูแว่วเสียงคนคุยกันเรื่องผู้ป่วย หรือแว่วเสียงวิจารณ์ผู้ป่วย แม้มีเพียงอาการเดียว ก็ถือว่าเข้าเกณฑ์

 

           ข. กิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวกับหน้าที่การงาน การคบหาพูดคุยกับผู้อื่นแย่ลงมาก หรือไม่สนใจดูแลสุขอนามัยของตนเองอย่างมาก

           ค. มีอาการต่อเนื่องกันนาน 6 เดือนขึ้นไป โดยต้องมีระยะอาการกำเริบ (ตาม ข้อ ก) นานอย่างน้อย 1 เดือน และระยะที่เหลือ อาจเป็นระยะเริ่มมีอาการ หรือระยะอาการหลงเหลือ

 

ที่มา:

คอลัมน์:

ผู้เขียน:

frontpage: