ได้มา เพราะยอมแลก | สมาคมสายใยครอบครัว

ได้มา เพราะยอมแลก

-A +A

           งานบ่งเสี้ยนครั้งนี้ ดิฉันขอเปลี่ยนแนวทางจาก การทำงานที่บำบัดรักษาผู้ป่วยเป็นราย มาเป็นการเปลี่ยนแบบแผนการทำงานของทีมสหวิชาชีพ ซึ่งเมื่อมีกรณีผู้ป่วยที่ยาก ซับซ้อน เรามักจะนำกรณีของเขามาประชุมหารือกันเพื่อหาแนวทางการดูแลรักษา

           โดยทั่วไปการประชุมหารือของนักวิชาชีพ เรามักจะรวบรวมประวัติการเจ็บป่วย การรักษา การส่งตรวจ การไปหาข้อมูลเพิ่มเติมจากครอบครัว ชุมชนที่ผู้ป่วยพักอาศัย เมื่อทบทวนข้อมูลเหล่านี้ด้วยกันแล้ว เราอาจทำการสัมภาษณ์ผู้ป่วยเพิ่มเติมในที่ประชุม แล้วทีมก็จะร่วมกันอภิปรายในแง่มุมต่างๆ จนหาข้อสรุปได้ว่า เราควรให้การดูแลรักษา ฟื้นฟูผู้ป่วยอย่างไรที่จะเป็นผลดีที่สุด เจ้าของไข้ก็จะได้แนวทางกลับไปทำงานต่อและมีข้อมูลที่จะสื่อสารกับผู้ป่วยและญาติ

           เนื่องจากโรงพยาบาลได้กำหนดให้นำแนวคิดการฟื้นคืนสู่สุขภาวะ (Recovery) มาใช้ในการฟื้นฟูผู้ป่วย ดิฉันและทีมงานได้หาความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ ซึ่งด้านหนึ่งของความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ได้มาจากประสบการณ์ตรงของผู้ใช้บริการที่ป่วยเป็นโรคจิตเวชในหลายประเทศ ซึ่งได้รับผลกระทบจากอาการความเจ็บป่วย จากยาที่รักษา รวมทั้งการถูกปฏิบัติจากเจ้าหน้าที่ จากเพื่อนร่วมงาน จากผู้คนในสังคม รวมทั้งจากนโยบายและกฎหมายของประเทศ เมื่อเขาฟื้นตัวจากความเจ็บป่วย เขาได้ทำหลายอย่างที่จะผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น พวกเขาได้ส่งเสียง เรียกร้อง แสดงตัวตน ซึ่งเป็นการทำให้ประจักษ์ว่า การคืนสู่สุขภาวะของบุคคลที่ป่วยด้วยโรคจิตเวชรุนแรงนั้นเป็นไปได้

           การเรียกร้องประเด็นหนึ่งคือ ความเท่าเทียมและการมีสิทธิตัดสินใจสิ่งที่เกี่ยวข้องกับตนเอง ไม่มีอะไรที่เกี่ยวกับเราโดยเราไม่มีส่วน (Nothing about Us without Us.)

           ความเท่าเทียมและให้สิทธินั้นมาจากความเชื่อในคุณค่าความเป็นมนุษย์ และให้การเคารพในสิทธิของเขา

           ดังนั้น ดิฉันจึงเชิญชวนทีมงานทดลองใช้แนวทางใหม่ในการประชุมหารือกรณีผู้ป่วยที่ยาก โดยหลักการ คือ ผู้ป่วยมีความเท่าเทียมกับทีม เราจะเริ่มการประชุมเมื่อผู้ป่วย ญาติ ผู้ดูแล และทีมสหวิชาชีพมาอยู่ในที่ประชุมพร้อมหน้ากัน

           ต่อไปเราสัมภาษณ์พูดคุยกับผู้ป่วย เพื่อรู้จักเขาในแง่ของชีวิต ซึ่งเป็นข้อมูลที่มักไม่อยู่ในความสนใจของบุคลากร ปกติแล้วเรามักมุ่งหาข้อมูลที่เป็นอาการ ปัญหา เพื่อมาทำการวินิจฉัย แก้ไข รักษา ส่วนข้อมูลในแง่ของชีวิตที่เราได้ถาม ได้แก่ เขามีเป้าหมายชีวิตอย่างไร เขาเคยมีประสบการณ์ผ่านเหตุการณ์ยากๆ มาก่อนหรือไม่ ผ่านมาได้อย่างไร  สิ่งที่เขาภาคภูมิใจในตัวเองและครอบครัวคืออะไรบ้าง  ซึ่งเป็นการค้นหาพลังและสิ่งดีๆ ในชีวิตของเขา หากสมาชิกครอบครัวอยู่ด้วย เขาก็ได้มีส่วนยืนยัน เชื่อมโยงกันใหม่ด้วยต้นทุนดีๆ เหล่านั้น พวกเราเองก็เกิดความตื่นเต้น ยินดีที่ได้ฟังข้อมูลด้านนี้ ทำให้เรามีท่าทีต่อผู้ป่วยและครอบครัวเปลี่ยนไป

           แล้วเราค่อยวกมาดูปัญหา แล้วเรียนรู้ด้วยกันว่าเขาและครอบครัวได้รับมือ จัดการกับปัญหานี้มาอย่างไรกันบ้าง เชื่อมโยงกับประวัติการรักษาที่ผ่านมา อะไรใช้ได้ดี อะไรไม่ได้ผล

           ต่อไปก็ดูเป้าหมายที่ผู้ป่วยต้องการ ซึ่งจากต้นทุนดีๆ ร่วมกับบทเรียนที่ผ่านมา และสิ่งทที่มีอยู่ในปัจจุบัน จะช่วยให้มีการปรับแต่งเป้าหมายให้มีความเหมาะสม และความน่าจะเป็นไปได้มากขึ้น จนเป้าหมายนั้นมีความชัดเจนและผู้ป่วยเห็นว่ามันสำคัญสำหรับตัวเขาที่จะต้องทำให้ไปถึงเป้าหมายนั้นให้ได้

           แล้วการพูดคุย วางแผนว่าจะทำอะไรก่อนหลัง โดยใคร อย่างไร ก็จะค่อยๆ ได้ข้อสรุปลงตัว

           เรามีผู้ป่วยหญิงที่ยากอยู่รายหนึ่ง อายุ 19 ปี ถูกรับไว้รักษาในโรงพยาบาล 3 ครั้งแล้ว แต่ละครั้งก็มีอาการรุนแรง คลุ้มคลั่ง ตาขวาง ทำร้ายตัวเอง ทีมรู้สึกว่าเป็นกรณียาก เพราะมารดาของเธอมักจะมาด้วยและมาเยี่ยมบ่อย แต่พูดคุยกับทีมงานไม่ค่อยเข้าใจ โวยวายและเมา เธอกลับไปอยู่บ้านได้ไม่นานก็มีอาการกำเริบ กลับเข้ามาอยู่ในโรงพยาบาลใหม่ คงเป็นเพราะไม่มีใครที่บ้านดูแลผู้ป่วยตามคำแนะนำเมื่อกลับไปอยู่บ้าน

           ในการประชุมครั้งนี้ ทุกคนในครอบครัวได้มาพร้อมหน้ากัน คือ พ่อ แม่ พี่สาว 2 คน ผู้ป่วย ทีมงานก็มีจิตแพทย์ พยาบาลวอร์ด พยาบาลชุมชน นักสังคมสงเคราะห์ นักจิตวิทยา นักกิจกรรมบำบัด

           ดิฉันทำหน้าที่สัมภาษณ์ กำกับการประชุมหารือนี้ พี่สาวทั้ง 2 คน ได้สะท้อนถึงความรัก ความผูกพัน ห่วงใยน้อง ซึ่งพี่ทั้ง 2 คน ได้ย้ายออกไปอยู่กับญาติจนเรียนจบ มีงานทำ ซึ่งพวกเขาได้หลุดพ้นจากสิ่งแวดล้อมตึงเครียดในครอบครัว เหลือแต่น้องสาวที่ต้องอดทน น่าเห็นใจ ซึ่งระหว่างที่ใครก็ตามพูดถึงครอบครัวในทางชี้บ่งว่า มีปัญหา ผู้เป็นแม่จะแสดงปฏิกิริยาโต้ตอบอย่างไวและแรง

           ส่วนพ่อเคยเป็นที่นับหน้าถือตาของเพื่อนบ้าน รักครอบครัว แต่ระยะหลังก็เครียด เพราะภรรยามักไปมีเรื่องทะเลาะกับคนอื่น และตามติดไปที่ทำงาน เครียดด้วยกันทั้งคู่ เลยได้ดื่มเหล้าเมาด้วยกันมาสิบกว่าปีแล้ว

           ผู้เป็นแม่แสดงออกอย่างชัดเจนถึงความห่วงใยลูกสาวที่ป่วย แต่ทุกคนในที่ประชุมสัมผัสได้ถึงความอึดอัดคับข้องในคำพูดและอารมณ์ที่แม่แสดงออกมา ลูกสาวคนโต 2 คนได้ออกไปพ้นจากสภาพอึดอัดนี้แล้ว พ่อต้องรับผิดชอบต่อหน้าที่ก็มีทางหลบเครียดด้วยสุรา แล้วลูกสาวที่ป่วยล่ะ! แม่ของเธอไม่ได้สนใจในบรรยากาศหรือรับรู้ว่า คนอื่นจะรู้สึกอย่างไร เธอได้พูดทุกอย่างจนหมดใจ และหลุดคำพูดว่า แค่นี้ จบ เราทุกคนเหมือนหยุดหายใจ ช็อกกับสิ่งที่ได้ยินได้เห็น

           ดิฉันจึงช่วงชิงจังหวะนี้เมื่อเธอ จบ ด้วยตัวเองแล้ว ดิฉันจึงขออนุญาตให้เธอไปพักผ่อน ขอบคุณที่คุณแม่ได้มาร่วมในการประชุม โดยให้ไปรอพวกเราที่ข้างล่าง เราขอคุยเก็บงานที่เหลือ ซึ่งเธอก็ลงไปรอ

           บรรยากาศข้างบนก็ดีขึ้น แต่ละคนได้สูดลมหายใจ มองหน้ากัน เหมือนมีคำตอบเหมือนกันว่า แม่เธอป่วยแน่ ดิฉันจึงเสนอขอความเห็นจากครอบครัวให้แม่ได้อยู่รักษาในโรงพยาบาลสักระยะหนึ่ง ทุกคนในครอบครัวแสดงความหนักใจว่าแม่จะยอมได้อย่างไร

           พวกเราอยู่กันครบเต็มทีมสามารถช่วยกันจัดการเรื่องรับคุณแม่ไว้ในโรงพยาบาลได้ และเห็นร่วมกันว่าไม่ควรให้ลูกสาวที่ป่วยอยู่โรงพยาบาลกับแม่ในวอร์ดเดียวกัน และหากให้แม่ไปอยู่วอร์ดตามสิทธิ์การรักษkอื่น เจ้าหน้าที่วอร์ดนั้นคงไม่เข้าใจสถานการณ์ และมีแนวทางการดูแลได้ดีเท่าทีมที่ประชุมกันนี้ การประชุมนี้จึงกลายเป็นปฏิบัติการแลกเปลี่ยนตัวผู้ป่วย ลูกสาวได้กลับบ้าน แม่เข้ามาอยู่ในวอร์ดแทนลูก

           แม้จะเป็นการรับผู้ป่วยไว้ในโรงพยาบาลที่เจ้าตัวไม่รู้ ไม่มีส่วนในการตัดสินใจ แต่นี่เป็นโอกาสที่จะช่วยครอบครัวนี้ซึ่งอยู่ในสภาพตึงเครียด จากการมีผู้ป่วยโรคจิตเภทชนิดหวาดระแวงอยู่ในครอบครัว และไม่สามารถนำผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาได้

           ลูกสาวที่ป่วยเปิดใจต่อที่ประชุมว่า เธอดีใจมากที่แม่ของเธอได้รับโอกาสรักษาสักที เธอเชื่อว่าแม่ของเธอป่วยหวาดระแวง ครอบครัวเคยพยายามพาแม่ไปรักษาแต่ไม่สำเร็จ และถูกแม่ลงโทษและแม่ยิ่งระมัดระวังตัว

           ตัวเธอเองยอมรับการเจ็บป่วยเพราะเธอมีอาการหูแว่ว และเธอเชื่อว่าการป่วยน่าจะมีส่วนจากกรรมพันธุ์ หลายครั้งเธอจงใจแสดงพฤติกรรมให้รุนแรงเพื่อให้เจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะหมอ รับเธอไว้ในโรงพยาบาลเพื่อจะได้เห็นอาการที่ผิดปกติของแม่ด้วย เธอยอมทำร้ายตัวเอง แต่ก็ยังไม่สามารถทำให้แม่เธอได้รับการรักษาสำเร็จ แต่ครั้งนี้การลงทุนยอมเจ็บตัวก็ได้รับการตอบสนองอย่างคุ้มค่า เธอได้กลับไปเรียน แม่ของเธอได้รับยาจนอาการระแวงฉุนเฉียวหมดไป กลับไปอยู่บ้านทำหน้าที่ภรรยาและแม่

           ประสบการณ์นี้ดิฉันได้เรียนรู้ว่า หลักการที่ดี มีประโยชน์ แต่คนใหญ่กว่าหลักการ จึงต้องใช้หลักการที่ดีหลายๆ หลักการในการทำงานกับคน

 

ที่มา:

คอลัมน์:

ผู้เขียน: