การคืนสู่สุขภาวะจากโรคจิตเวช

-A +A

          ในการประชุมวิชาการสุขภาพจิตนานาชาติ ครั้งที่ 14 และ การประชุมวิชาการสุขภาพจิตและจิตเวชเด็ก ครั้งที่ 12 ประจำปี 2558 เมื่อวันที่ 15-17 มิ.ย. 58 ที่ผ่านมา ทางกองบรรณาธิการนิตยสารเพื่อนรักษ์สุขภาพจิตได้มีโอกาสสัมภาษณ์จิตแพทย์ท่านหนึ่ง ซึ่งท่านมีประสบการณ์การทำงานกับผู้ป่วยจิตเวชเกี่ยวกับการคืนสู่สุขภาวะมาอย่างยาวนาน โดยมี พญ.สมรัก ชูวานิชวงศ์ บรรณาธิการ และคุณเครือวัลย์ เที่ยงธรรม ผู้ช่วยบรรณาธิการ ร่วมสัมภาษณ์และถ่ายทอดเรื่องราวที่น่าสนใจในครั้งนี้

          นายแพทย์อัฟซัล จาเว็ด เป็นจิตแพทย์ที่ปรึกษา ที่กองทุนบริการสุขภาพแห่งชาติโคเวนทรีและวอร์วิคเชอร์ที่นูนีตัน เป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์กิตติมศักดิ์ด้านคลินิกที่วิทยาลัยแพทย์วอร์วิค มหาวิทยาลัยวอร์วิค สหราชอาณาจักร ทั้งยังเป็นประธานศูนย์วิจัยจิตเวชปากีสถาน ฟาวน์เทนเฮ้า ลาฮอร์ ปากีสถาน มีความสนใจและความเชี่ยวชาญด้านการฟื้นฟูสมรรถภาพทางจิตสังคม จิตเวชศาสตร์สังคมและข้ามวัฒนธรรม และการวิจัยด้านจิตเวช ก่อตั้งและดำรงตำแหน่งผู้นำองค์กรทางวิชาการและวิชาชีพมากมาย เป็นนักวิจัย นักเขียน ที่มีผลงานตีพิมพ์เป็นบทความและหนังสือนับร้อย และเป็นวิทยากรบรรยายในการประชุมสัมมนาวิชาการทั่วโลก

 

องค์กรของท่านขับเคลื่อนการฟื้นฟูสมรรถภาพคนไข้จิตเวชตามแนวที่มุ่งการคืนสู่สุขภาวะอย่างไร

นพ.อัฟซัล : ก่อนอื่นขอขอบคุณที่ให้ผมแสดงความคิดเห็นในเรื่องสำคัญและมีความหมายข้อนี้ การฟื้นฟูสมรรถภาพ การสนับสนุนคนไข้ ช่วยเหลือครอบครัว ให้ความรัก ความเมตตา ไม่ใช่ความคิดใหม่ในจิตเวชศาสตร์ จิตเวชศาสตร์หรือสุขภาพจิตเกี่ยวข้องอย่างมากกับการสนับสนุนคนไข้ ไม่เพียงในด้านอาการ แต่ในด้านอารมณ์ ด้านพฤติกรรม และสุขภาวะของ พวกเขาด้วย นี่เป็นพื้นฐานที่ทำให้การฟื้นฟูสมรรถภาพทางจิตสังคมมีความสำคัญในโครงการบำบัดรักษาในโรงพยาบาลและสถาบันต่างๆ

          ทว่า ฉากได้เปลี่ยนไป เมื่อสามสิบ สี่สิบ ห้าสิบปีก่อน คนไข้จิตเวชเรื้อรังอยู่ในโรงพยาบาล และหลายคนไม่ได้ออกจากโรงพยาบาล พวกเขาไม่กลับไปหาครอบครัว สิ่งที่สำคัญสำหรับพวกเขาตอนนั้นก็คือ จัดหาที่พักอาศัย การสนับสนุน และการบำบัดรักษาอย่างต่อเนื่อง แต่ยี่สิบ สามสิบปีหลัง จำนวนเตียงคนไข้ในโรงพยาบาลลดลงเรื่อยๆ มีคนไข้กลับไปชุมชนของพวกเขามากขึ้น กลับไปอยู่กับครอบครัว นี่จึงเป็นการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ในโรงพยาบาล และสถาบันขนาดใหญ่ และการเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลกระทบถึงยุทธศาสตร์การบำบัดรักษาและการจัดการโดยรวม เพราะตอนนี้ผู้ป่วยไม่ได้อยู่ในโรงพยาบาล พวกเขาอยู่ในชุมชน บางคนอาจพยายามอยู่อย่างอิสระ บางคนอาจต้องได้รับการสนับสนุนเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย การเงิน และงานอาชีพ ดังนั้น สิ่งเหล่านี้เปลี่ยนแปลงแนวปฏิบัติในการฟื้นฟูสมรรถภาพ ได้นำแนวคิดเรื่องการคืนสู่สุขภาวะเข้ามาสู่จิตเวชศาสตร์

          เดิมแนวคิดเรื่องการคืนสู่สุขภาวะเริ่มขึ้นในการเจ็บไข้ได้ป่วยทางกาย และแนวคิดก็คือ หากการเยียวยาให้หายขาดเป็นไปไม่ได้ อะไรที่เป็นไปได้อาจนำมาใช้เพื่อให้ผู้ป่วยทำบทบาทหน้าที่ดีขึ้น ให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้น ขอให้ตัวอย่างสักตัวอย่างหนึ่ง มีคนได้รับอุบัติเหตุ ขาหัก ถูกตัดขา เอาล่ะคุณเอาขานั้นคืนมาไม่ได้  บุคคลนั้นต้องมีชีวิตอยู่ อยู่กับความพิการของตน หรือกับความจำกัดนั้นๆ ของตน ความคิดนี้ก็เข้ามาในสาขาสุขภาพจิตด้วย อาจมีผู้ป่วยหลายคนที่รักษาให้หายขาดไม่ได้ แต่จะทำให้เขาเป็นอิสระ มั่นใจมากขึ้น และมีท่าทีในเชิงบวกมากขึ้นในแง่การใช้ชีวิตประจำวัน

          แล้วอีกความคิดหนึ่งก็เข้ามา ว่าเราควรพยายามเสริมความเข้มแข็งให้ผู้ป่วยอย่างจริงจัง ควรพยายามให้เขาควบคุมชีวิตของเขาเองได้ แล้วเวลาเดียวกันกับที่เรื่องเหล่านี้เริ่มขึ้น ผู้ป่วยก็เริ่มถามว่า คุณถามแต่เรื่องอาการของเรา ทำไมไม่ถามว่าเรากำลังใช้ชีวิตอยู่อย่างไร คุณภาพชีวิตของเราเป็นอย่างไร เรามีความเชี่ยวชาญด้านไหน แนวคิดเรื่องการคืนสู่สุขภาวะจึงเป็นที่นิยมมากขึ้นในการฟื้นฟูสมรรถภาพด้านจิตเวช ดังนั้น ตอนนี้ การคืนสู่สุขภาวะหมายความว่า... การคืนสู่สุขภาวะมีหลายความหมายแตกต่างกัน มีความหมายต่อผู้ป่วย ต่อครอบครัว ต่อนักวิชาชีพแตกต่างกัน แต่มีหลักการบางอย่างที่ความหมายทั้งหมดนี้มีร่วมกัน ตัวอย่างเช่น หลักการสำคัญที่สุดข้อหนึ่งคือ การสร้างเสริมความเข้มแข็ง ให้ความสำคัญต่อผู้ป่วย ข้อสองการถามผู้ป่วยว่าพวกเขาต้องการอะไร พูดคุยกับผู้ป่วยว่าการดำเนินชีวิตเป็นอย่างไร เราจะช่วยปรับปรุงคุณภาพชีวิตของคุณได้อย่างไรบ้าง หากผู้ป่วยทนทุกข์จากอาการบางอย่าง อาการเหล่านั้นมีความหมายอย่างไรต่อเขา ดังนั้น ความสำคัญแห่งตนกลายเป็นศูนย์กลางของขบวนการการคืนสู่สุขภาวะ นั่นเป็นด้านหนึ่ง

          อีกด้านหนึ่งคือ เราจะทำให้คนเหล่านี้เป็นพลเมืองที่มีสิทธิ มีคุณภาพชีวิต และมีความหวังได้อย่างไร นั่นคือ สาเหตุที่ว่า เมื่อเราพูดถึงการคืนสู่สุขภาวะ เราไม่ได้หมายถึงการคืนสู่สุขภาวะเพียงด้านเดียว ดังที่เคยกล่าวแล้วว่า การคืนสู่สุขภาวะอาจมีความหมายด้านการแพทย์ คือ หายจากอาการ การคืนสู่สุขภาวะอาจหมายถึงการคืนสู่สุขภาวะทางสังคม คือคุณจะพยายามให้ผู้ป่วยไปอยู่ในชีวิตจริงได้อย่างไร หรือไม่อย่างนั้น การคืนสู่สุขภาวะก็เป็นการคืนสู่สุขภาวะทางจิตใจ คือผู้ป่วยตอบสนองต่อความต้องการจำเป็นวิธีไหน เป็นความคิดของผู้ป่วย ไม่ใช่ของพยาบาล นักสังคมสงเคราะห์ หรือแพทย์ นี่เป็นแนวคิดทั้งหมดของการคืนสู่สุขภาวะ และเห็นได้ชัดว่า แนวคิดนี้เป็นที่นิยมกันมากในหมู่ผู้ป่วยและญาติ ในหมู่ผู้ใช้บริการ แน่นอน เมื่อผู้ป่วยเริ่มเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องมากขึ้น นักวิชาชีพก็เริ่มรู้สึกอึดอัดอยู่สักหน่อย เพราะดูเหมือนเป็นการท้าทายสิทธิอำนาจของเขา ดังนั้นเห็นได้ชัดว่า ในตอนแรกนักวิชาชีพให้ความหมายการคืนสู่สุขภาวะต่างออกไป และพวกเขาไม่ค่อยเห็นพ้องว่าผู้ป่วย ครอบครัว และคนอื่นๆ ต้องการอะไร ตอนแรกมีการต่อต้านมาก แต่ไม่ได้ต่อต้านเรื่องประสิทธิผลของแนวคิดนี้ ต่อต้านในเรื่องที่ว่าจะปฏิบัติตามแนวคิดการคืนสู่สุขภาวะได้อย่างไร จะดำเนินการให้เกิดสุขภาวะได้อย่างไร ตัวอย่างเช่น การโต้แย้งมีว่า มีผู้ป่วยจำนวนมากเริ่มบอกว่าเราไม่ต้องรับการบำบัดรักษา คนทำงานด้านจิตเวชกับนักวิชาชีพจิตเวชบอกว่า เราเคารพผู้ป่วยจริงๆ แต่ผู้ป่วยอาจไม่อยู่ในสภาวะทางจิตใจที่รู้ว่าตนจำเป็นต้องได้รับการบำบัดรักษาหรือไม่ ฉะนั้น นี่เป็นประเด็นบางอย่างที่ขัดแย้งกันอยู่ การที่ผู้ป่วยเป็นอิสระและได้รับการเสริมสร้างให้เข้มแข็งประจัญกับการควบคุมบ้างหรือควบคุมบางส่วนจากนักวิชาชีพ

          เกือบสิบปีมานี้ นักวิชาชีพในหลายๆ ประเทศเริ่มยอมรับแนวคิดการคืนสู่สุขภาวะ และเช่นกันพวกเขาได้นำพยานหลักฐานจำนวนมหาศาลที่แสดงว่า หากคุณให้ผู้ป่วยหรือผู้ใช้บริการหรือผู้ดูแลมีส่วนในโครงการการบำบัดรักษา ผลที่จะได้หรือการทำนายโรคจะดีกว่ามาก ดังนั้น เมื่อทั้งหมดนี้สนับสนุนโมเดลคืนสู่สุขภาวะอย่างหนักแน่นมากขึ้น แนวคิดนี้จึงเป็นสิ่งที่ยอมรับกันมากในแง่ของการบำบัดรักษาและการจัดการ

          แต่บางครั้งคนก็มีความเห็นต่างๆ กันเรื่องการคืนสู่สุขภาวะกับการฟื้นฟูสมรรถภาพ หลายคนคิดว่าสองเรื่องนี้ต่างกัน ส่วนตัวผมไม่คิดว่าต่างกัน ส่วนตัวผมเห็นว่า การคืนสู่สุขภาวะเป็นแนวคิด เป็นกระบวนการเกี่ยวข้องกับหลายๆ ด้านเหลือเกินของชีวิต อย่างชีวิตส่วนตัว สังคม และการฟื้นฟูสมรรถภาพก็คือ แนวทางว่าเราจะนำแนวคิดและกระบวนการมาปฏิบัติได้อย่างไร ดังนั้น นี่คือสิ่งเดียวกัน แต่เราต้องนำสิ่งเหล่านี้มาปฏิบัติ ต้องนำมาสู่ความรู้ทางคลินิกในแนวทางที่มีประสิทธิผลสูงสุด ตอนนี้หลายกลุ่มทั่วโลก แต่ที่สำคัญกว่าก็คือ ในโลกที่พัฒนาแล้วในซีกโลกตะวันตก ซึ่งเป็นปากเป็นเสียงเพื่อแนวคิดนี้ คนที่เรียกร้องจากมุมของสิทธิมนุษยชน เรียกร้องจากสิทธิของคนพิการ แนวคิดนี้กำลังเป็นที่นิยมมากขึ้น แล้วคำว่า คืนสู่สุขภาวะไม่มาตราบาปติดมาด้วย นี่อาจจะเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ผู้คนเริ่มสบายใจมากขึ้นเมื่อพูดถึงแนวทางที่เน้นการคืนสู่สุขภาวะ ผมคิดว่า โดยรวมแล้วนี่เป็นก้าวไปข้างหน้าก้าวหนึ่ง และสิ่งสำคัญที่สุดเกี่ยวกับการคืนสู่สุขภาวะก็คือ คุณทำให้ผู้ป่วยรับผิดชอบ ดูนะ คุณทนทุกข์จากความเจ็บป่วยนี้ นี่คือ การสูญเสียที่คุณได้รับ แต่จะแก้ไขสิ่งที่เสียไปนั้นให้ดีขึ้นได้อย่างไร เราจะช่วยให้คุณเอาชนะการสูญเสียนี้ได้อย่างไร แต่ยังมีทางที่เขาต้องไปอีกยาวไกล ยาวไกลในแง่ที่ความเจ็บป่วยนี่มีหลายขั้น เมื่อผู้ป่วยอาจไม่สามารถมีความเข้าใจตนเองและอะไรๆ มากนัก เราจะช่วยจริงๆ ให้ผู้ป่วยตระหนักได้อย่างไรว่า ดูนะ ในกระบวนการคืนสู่สุขภาวะ เราไม่ได้แค่พูดเกี่ยวกับช่วงที่คุณป่วย เราพูดถึงช่วงที่คุณดีขึ้น ช่วงที่คุณทำบทบาทหน้าที่ได้ด้วย ผมคิดถึงการคืนสุขภาวะในฐานะที่เป็นกระบวนทัศน์ เป็นปรัชญา เป็นวิสัยทัศน์ เป็นโมเดล ก้าวหน้าต่อเนื่องไป แต่คุณยังอาจจะพบนิยามต่างๆ กัน ขอบเขตต่างๆ กัน ความคาดหวังต่างๆ กัน จากกลุ่มต่างๆ ที่พูด

  

ท่านก่อตั้งสมาคมโลกเพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพทางจิตสังคมขึ้นมาอย่างไร

นพ.อัฟซัล : World Association for Psychosocial Rehabilitation เป็นองค์กรนักวิชาชีพหนึ่ง แต่เรามีผู้ป่วย ครอบครัวและองค์กรเอกชนในคณะกรรมการอำนวยการ นี่จึงไม่ได้มีแต่จิตแพทย์ นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ แต่เราก็ยังให้คนที่ผมเรียกว่า ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย มาร่วมด้วย นี่จึงเป็นลักษณะพิเศษเฉพาะตัวอย่างหนึ่งขององค์กรนี้ และ WAPR กล้าพูดมาก เราเป็นปากเป็นเสียงให้ผู้ที่ป่วยด้วยโรคจิตเวช ระหว่างที่ผมเป็นประธาน WAPR ผมสนใจจัดให้มีคณะทำงานเฉพาะกิจสามคณะ คณะหนึ่งทำงานด้านคนพิการและสิทธิมนุษยชน ทั้งเรายังทำแนวทางและคำแถลงของ WAPR ด้วย ว่าเราสนับสนุนสิทธิมนุษยชนอย่างนี้นะ คณะทำงานเฉพาะกิจอีกคณะหนึ่งทำหน้าที่พัฒนาการเป็นหุ้นส่วน ระหว่างผู้ป่วย ผู้ดูแล และครอบครัว เรามีแนวทางด้วยว่าจะปรับปรุงความสัมพันธ์ได้อย่างไร ดังนั้น WAPR เป็นองค์กรหนึ่ง ที่ไม่ได้เพื่อนักวิชาชีพเท่านั้น เราก็พูดเพื่อผู้ป่วยด้วย เราพูดเพื่อครอบครัวด้วย ผมคิดว่านี่เป็นข้อดีอย่างหนึ่งขององค์กรนี้

          องค์กรนี้นำผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสำคัญสามกลุ่มคือ ผู้ป่วย ผู้ดูแล/ครอบครัว และนักวิชาชีพ มาร่วมโต๊ะเดียวกันพลวัตของการประชุมนี้น่าสนใจมาก เพราะผู้ป่วยมักมองนักวิชาชีพว่าเป็นผู้มีสิทธิอำนาจ นักวิชาชีพมักจะมองว่าผู้ป่วยคือ คนที่ต้องการความช่วยเหลือ บางครั้งเราคงจะไม่กระจ่างว่าความคาดหวังของเราคืออะไร กลับมาที่โมเดลการคืนสู่สุขภาวะอีกครั้ง นี่คือ การปรับเพิ่มของโมเดลนี้ว่า นักวิชาชีพไม่ใช่ผู้มีสิทธิอำนาจ ผู้ป่วยเองเป็นผู้มีสิทธิอำนาจเพราะเขาต้องบอกเราว่าความต้องการจำเป็นของเขาคืออะไร ผมคิดว่า เมื่อเราทำให้ประเด็นนี้กระจ่างแล้ว การเปลี่ยนผ่านในประเด็นนี้จะดีขึ้นมากๆ เลย

          คุณเคยได้ยินเรื่องการสนทนาสามฝ่ายไหม  ผู้ป่วย ครอบครัว/ผู้ดูแล และนักวิชาชีพมานั่งด้วยกัน พวกเขาลืมสถานภาพตนเองไปเลย ไม่มาพูดว่า เราเป็นนักวิชาชีพ เราเป็นผู้ป่วย เราเป็นสมาชิกครอบครัว เขาบอกว่าเราเป็นปัจเจกบุคคล มาพูดเรื่องปัญหากันเถอะ เพราะถ้านักวิชาชีพเริ่มคิดว่า คนนี้ไม่ใช่จิตแพทย์ ไม่ใช่นักจิตวิทยา ไม่ใช่นักสังคมสงเคราะห์ เขาเป็นผู้ดูแล ความคาดหวังคืออะไร ทำนองเดียวกับบทบาทอื่นๆ แต่ถ้าเราพยายามรู้จักบทบาทของกันและกัน โดยแนวนี้เราจะค่อยๆ เอาชนะปัญหา เพราะเราพยายามเข้าใจซึ่งกันและกันว่า ต้องการอะไร นี่แหละคือ เคล็ดลับของสุขภาพจิตในอนาคต เราอาจจะตกลงกันว่าเราไม่เห็นพ้องกัน เพราะเราเป็นมนุษย์ เราไม่เห็นพ้องกันได้ แต่เราตกลงร่วมกันว่า ไม่ว่าเราทำอะไร เราทำเพื่อผู้ป่วย เราพยายามจะให้การสนับสนุนแก่กันและกัน ความคิดที่ว่า นักวิชาชีพเท่านั้นที่ให้การสนับสนุนได้นั้น ตกยุคไปแล้ว ไม่ใช่เลย ผู้ป่วยต่อผู้ป่วย ครอบครัว ล้วนสามารถให้การสนับสนุนแก่นักวิชาชีพได้ นี่เป็นวัฒนธรรมที่เราต้องเปลี่ยนแปลง เราควรมีน้ำใจอย่างนี้ว่า เราควรเรียนรู้จากกันให้มากขึ้น

          WAPR ทำงานหนักมาก พยายามให้การฝึกอบรมแก่นักวิชาชีพ ว่าพวกเขาควรพิจารณาด้านต่างๆ เหล่านี้ด้วย ผมคิดว่านี่เป็นเรื่องสำคัญมากที่เราจะต้องบอกจิตแพทย์ที่รับการอบรมของเรา ตัวอย่างเช่น ผมทำงานที่อังกฤษ เราให้ผู้ป่วย ครอบครัวเข้ามามีส่วนร่วมในโครงการสอนการฝึกอบรมผู้รับการอบรมของเรา เพราะหากคุณบอกพวกเขาวันนี้ พวกเขาจะฟังคุณวันพรุ่งนี้ ผมคิดว่าคุณต้องทำงานเรื่องนี้กับสมาคมของคุณ กับวิทยาลัยของคุณว่า พวกเขาจะมีครอบครัวหรือกระทั่งผู้ป่วยมาสอน นี่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ WAPR กำลังทำงานเพื่อให้เกิดขึ้น และคาดหวังว่า นักวิชาชีพจะสนับสนุน

 

มีที่ไหนที่ท่านเห็นว่าได้นำความคิดนี้ไปใช้ได้สำเร็จในหมู่นักวิชาชีพ

นพ.อัฟซัล : ที่การเรียนการสอน เราพยายามจัดการฝึกอบรม ตัวอย่างเช่น เมื่อไม่นานมานี้ เราจัดการอบรมสองครั้ง ครั้งหนึ่งมีทั้งครอบครัว ผู้ดูแล ผู้ป่วย จิตแพทย์ นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ ทุกคนอยู่ตรงนั้นด้วยกัน เราพยายามจัดการอบรมที่เน้นว่าจะได้ประโยชน์จากผู้เชี่ยวชาญแต่ละฝ่ายได้อย่างไร นั่นเป็นทางหนึ่ง ทางที่สองคือ เราพยายามส่งเสริมแนวคิดนี้แก่สาขาของสมาคมเรา เราควรจัดประชุมโดยเชิญผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด และมีเวลาที่จะร่างโมดุลการฝึกอบรม เพื่อโมดุลฝึกอบรมนี้จะมีให้ใช้ได้ในประเทศต่างๆ เราพยายามพัฒนาโมดุลทั่วๆ ไป ที่แต่ละประเทศสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความจำเป็นของตน ผมยินดีที่จะให้คุณใช้ สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่คุณควรทำ และต้องทำก็คือ เริ่มการสนทนาแลกเปลี่ยนระหว่าง ผู้ป่วย-ครอบครัว-ผู้ป่วย-นักวิชาชีพ ขอแต่สนทนา ผมหมายความว่า คุณบอกว่าโรงพยาบาลคุณมีนักวิชาชีพมาอบรม ขอให้เขาใช้เวลาอย่างน้อยสัปดาห์ละหนึ่งชั่วโมงกับครอบครัวหรือผู้ป่วย พวกเขาจะเริ่มเรียนรู้จากขั้นนั้น ขอให้เขาทำอย่างนั้น บอกว่านี่เป็นส่วนหนึ่งของการฝึกอบรมของคุณ และขอให้เขาเล่าว่าได้เรียนรู้อะไร นี่เป็นแนวทางการเรียนรู้ ไม่ต้องใช้เงินใช้อะไร หากผู้รับการอบรมมาหาคุณ คุณสามารถบอกได้ว่า ดูนะ นี่เป็นด้านที่อยากให้คุณได้รับการอบรม ผมคิดว่านี่เป็นอะไรบางอย่างที่คุณเริ่มได้เลย

 

ดิฉันได้เริ่มที่วอร์ด โดยเชิญนักวิชาชีพ ผู้ป่วยและครอบครัวมาประชุมด้วยกัน นั่นทำให้ทัศนคติของเราเปลี่ยนแปลงไปมาก

นพ.อัฟซัล : ให้นักวิชาชีพฝึกหัดมีส่วนร่วมตรงนั้นด้วย เพื่อเขาจะรู้ว่าจะทำอะไรอย่างไรในอนาคต ขอแสดงความยินดีที่คุณทำงานนี้ และแสดงความยินดีต่อผู้ป่วยและครอบครัวที่สร้างแรงจูงใจให้คุณ

 

          แนวคิดและแนวทางในการคืนสู่สุขภาวะของผู้ป่วยจิตเวช ไม่ใช่เรื่องยากและสามารถเกิดขึ้นได้ ถ้าทุกๆ ฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้องร่วมมือร่วมใจกัน ผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น มิใช่เพียงเกิดขึ้นแต่กับผู้ป่วยเท่านั้น เพราะผู้ป่วยจิตเวชเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย

 

ที่มา:

คอลัมน์:

ผู้เขียน:

บุคคล/องค์กรสำคัญ:

frontpage: