เสี่ยง...เพื่อ? | สมาคมสายใยครอบครัว

เสี่ยง...เพื่อ?

-A +A

          โดยปกติแล้วนิสัยฉันไม่ใช่คนเจ้าทุกข์ จัดอยู่ในประเภททุกข์น้อยและไม่ยอมทุกข์นานอีกต่างหาก เพราะมันเป็นเคล็ดลับที่ฉันใช้เพื่อดูแลและรักษาพลังชีวิตของตัวเอง แต่มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้ฉันทุกข์ได้ทันทีอยู่เสมอๆ คือ การได้รับรู้ถึงการกลับไปป่วยซ้ำเพราะหยุดยาเองของผู้ป่วยจิตเวช ฉันไม่เข้าใจจริงๆ ว่า เขาทั้งหลาย(ร้อย, พัน) นั้นเสี่ยง..เพื่อ? ภาพของการเห็นตัวเองต้องเดินเข้าสู่ประตูที่มีป้ายติดข้างบนว่า “แผนกจิตเวช” ของโรงพยาบาลรามาธิบดีเมื่อปี 2546 ยังจำติดตาแต่ไม่ฝังใจฉัน เท่ากับการจำยอมรับสภาพของการเป็นผู้ป่วยจิตเวชที่มีความหวังว่า อาจมียารักษาได้ หลังจากพยายามด้วยตัวเองในทุกวิถีทาง การพบจิตแพทย์วันนั้นจึงเป็นวิธีสุดท้ายเพียงอย่างเดียวที่ฉันยังไม่เคยได้ลอง

          ประตูสู่โรค พระเจ้าอวยพรจริงๆ จิตแพทย์ในฝันที่ช่วยสอบถามอาการฉันอย่างละเอียดก่อนสรุป และอธิบายถึงลักษณะอาการของโรคไบโพลาร์ ทั้งยังบอกถึงผลข้างเคียงของยาให้ฉันเข้าใจ เพราะอาจต้องมีการปรับยาตามอาการเป็นระยะ นับเป็นการแนะนำให้รู้จักกับโรคครั้งแรกที่ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดี อย่างน้อยฉันก็ได้รู้ว่าความผิดปกติทางอารมณ์และพฤติกรรมของฉันมีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการ ฉันไม่ใช่คนแรกที่เป็นโรคนี้ และที่สำคัญเป็นโรคที่รักษาได้ด้วยยา..ไชโย หลังจากฉันได้กินยาอย่างเคร่งครัด อาการดีขึ้นอย่างสม่ำเสมอ และนิสัยก็ดีขึ้นตามลำดับด้วย มันเหลือเชื่อมากที่อาการของโรคร้ายแรง ถึงขนาดส่งผลให้เรายากที่จะควบคุมอารมณ์และพฤติกรรมในทางลบของเรา ไม่ว่าเราจะมีพื้นฐานคุณธรรมหรือจริยธรรมมากน้อยแค่ไหนก็ตาม แต่ความมหัศจรรย์มันอยู่ตรงนี้ตรงที่ “ยาเอาอยู่” ยาสามารถคืนความปกติซึ่งเป็นธรรมชาติของคุณได้ ความสงสัยนี้เองเป็นที่มาของการศึกษาโรคนี้อย่างจริงจังของฉัน

          ประตูสู่ความรู้ บ้านแห่งความรู้ที่มีชื่อว่า “สมาคมสายใยครอบครัว” ซึ่งเหมือนวงการบันเทิงอยู่อย่างหนึ่งคือ เข้าง่ายแต่ออกยากด้วยเหตุผลเฉพาะบุคคล ที่นี่เป็นต้นฉบับของหลักสูตรการให้ความรู้และความเข้าใจเรื่องโรคจิตเวชครบทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ทำให้ผู้ป่วยได้รู้จริงและรู้รอบสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ทันทีอย่างได้ผล เพื่อรับมือกับโรคจิตเวชและยังมีประโยชน์สำหรับผู้ดูแลที่จะเสริมสร้างความเข้าใจและสนับสนุนผู้ป่วยได้ถูกที่ถูกเวลา เพื่อร่วมกันคืนความสุขให้ครอบครัว ที่นี่เองฉันได้รับความรู้มากมาย แต่มีความรู้ใหม่อย่างหนึ่งที่ทำฉันอึ้งทึ่งเสียวไปเลย คือ เรื่องการกินยาจิตเวชที่ต้องกินไปตลอด สายได้แต่ห้ามขาดมิฉะนั้นโรคมันจะกลับมาโดยไม่มีการเตือนล่วงหน้า และการรักษาเมื่อกลับมาป่วยซ้ำนั้นยากกว่า และใช้เวลานานกว่าจะกลับมาเข้าที่เดิม บางทีอาจไม่ได้เท่าเดิมด้วยซ้ำ

          นอกจากนี้ยังมีคำอธิบายเพิ่มเติมจากจิตแพทย์ผู้นำเข้าหลักสูตรนี้ในประเทศไทย ได้ยกตัวอย่างการกินยาและการทำงานของยาจิตเวชในสมองของเราว่า หากเปรียบสมองเหมือนฟองน้ำ ก่อนใช้งานได้ฟองน้ำก็แข็งเป็นก้อน เมื่อนำฟองน้ำไปชุบน้ำเหมือนสมองได้รับยาก็มีความชุ่มชื้น มีความยืดหยุ่นมากขึ้น มีประสิทธิภาพในการทำงานได้ตามปกติ แต่เมื่อเริ่มหยุดยาสมองที่เคยได้รับยา ซึ่งยังเหลือตกค้างอยู่เหมือนฟองน้ำที่ยังคงมีความชุ่มชื้นจากน้ำ ที่เคยมีอยู่เดิมไม่ได้แห้งผากไปในทันที ทำให้ผู้ป่วยไม่รู้สึกผิดปกติในระยะแรกของการหยุดยา แต่ยิ่งนานวันน้ำก็จะระเหยออกมาเสมือนยาที่เริ่มหมดฤทธิ์ จนในที่สุดฟองน้ำนั้นก็กลับแข็งกระด้างอีกครั้ง ตอนนี้แหละที่อาการเข้ามาจัดเต็มรอบใหม่อย่างไม่ให้โอกาสตั้งตัว การกินยาจึงเป็นการรักษาสภาพสมองให้คงความสมดุล ที่สำคัญกว่านั้นคือ การรักษาสภาพอารมณ์และพฤติกรรมของเราให้ปกติ สำหรับฉันถ้าเทียบกับความทุกข์ทรมานและความเสียหายต่างๆ นานา ที่ฉันและคนรอบข้างเคยได้รับ ระหว่างการป่วยโดยไม่ได้รับยา ฉันคิดว่ามันคุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้มที่จะเสียสละกินยาซะคนเดียวอย่างต่อเนื่อง

          ยิ่งไปกว่านั้นฉันยังยอมรับว่า ยาเป็นเสมือนเพื่อนสนิทที่หวังดีที่สุดของฉัน เพราะฉันเห็นถึงความรักและความห่วงใยที่เขาอยากให้ฉันมีแต่ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ความคิดที่จะลองหยุดยาจึงไม่เคยมีในสมอง เพราะฉันไม่รู้จะเสี่ยง...เพื่อ? เกิดอะไรขึ้นกับผู้ป่วยจิตเวชที่กินยาอย่างต่อเนื่อง และมีทัศนคติบวกกับชีวิตนะหรือ? ที่แน่ๆ มันทำให้ฉันมีสิทธิอำนาจที่จะเขียนบทความนี้ เพราะตลอดระยะเวลากว่า10 ปีต่อมา ฉันไม่เคยป่วยซ้ำและผลงานนี้เองที่ทำให้ฉันได้รับรางวัลชีวิตจากสังคม ที่พร้อมจะสนับสนุนคนที่พร้อมอยู่เสมอเมื่อโอกาสมาถึง

          ประตูสู่สังคม วิทยากรสายใยครอบครัวเคยให้อาวุธทางความคิดในการคืนสู่สังคมคือ “คนที่ป่วยด้วยโรคจิตเวชไม่ต้องพยายามทำใจ แต่ให้ยอมรับและเรียนรู้ที่จะอยู่กับโรคด้วยความเข้าใจและดำเนินชีวิตไปพร้อมกับมัน” ฉันเปิดโอกาสให้ตัวเองเลือกสังคมใหม่ สังคมที่ต้องการการเป็นผู้ให้มากกว่าการเป็นผู้รับ การคิดบวกมากกว่าการคิดลบ การสนับสนุนมากกว่าการบั่นทอน และเป็นสังคมที่มีความยุติธรรมมากพอที่ผู้ป่วยจิตเวชจะอยู่อย่างมีศักดิ์ศรี เชื่อเถอะฟ้าหลังฝนมีจริง ถ้าคุณได้ทำทุกอย่างที่คุณควรทำแล้ว ฉันเองก็ได้รับโอกาสซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนชีวิตจากสังคมเช่นกัน นอกเหนือจากการเป็นประธานชมรมเพื่อนไบโพลาร์คนแรกแล้ว การได้เรียนและสอบผ่านหลักสูตรจิตบำบัดแนวซาเทียร์ ซึ่งใช้เวลาเกือบสี่ปี ทำให้วันนี้ของฉันไม่ได้เป็นเพียงผู้ป่วยจิตเวชแต่ฉันยังเป็นนักจิตบำบัดอีกด้วย

          สิ่งที่ทำให้ฉันภูมิใจหนักหนากลับไม่ใช่บทบาทใหม่ในชีวิต ที่พลิกแบบ360 องศา ฉันภูมิใจมากกว่าที่ดำเนินชีวิตไปพร้อมกับโรคได้เนียน ชนิดที่ไม่มีใครสงสัยว่าฉันคือ ผู้ป่วยไบโพลาร์ และได้พิสูจน์ว่า โรคไม่ได้เป็นอุปสรรค ทำให้ศักยภาพการเรียนรู้ของฉันลดลง แต่อะไรจะมีคุณค่ามากไปกว่าการที่ชีวิตส่วนที่เหลือของฉัน จะได้ส่งต่อคุณประโยชน์ของความรู้ความสามารถในการทำจิตบำบัดคืนกลับสู่สังคม

          เมื่อฉันมองย้อนกลับไปยังประตูทั้งสามบานที่ฉันก้าวผ่านมา หากวันนี้ฉันเลือกได้เพียงอย่างเดียวเพื่อขอบคุณสำหรับการอยู่เคียงข้างฉันทุกวันเวลาในทุกสถานการณ์ ทำให้ฉันรักษาสภาพปกติสุขและความพึงพอใจในความเป็นมนุษย์ของฉันได้ ฉันขอเลือก “ยาจิตเวช”  เมื่อฉันได้เขามาแล้ว ฉันจะไม่ยอมเสี่ยงเพื่อเสียเขาไป ฉันจึงอยากฝากคำถามจากส่วนลึกที่สุดของหัวใจ ไปยังผู้ที่มีความคิดอยากลองหยุดยาทุกคน รบกวนช่วยหาคำตอบกับตัวเองให้ได้ก่อนว่า คุณเสี่ยง...เพื่อ?

 

ที่มา:

คอลัมน์:

ผู้เขียน:

บุคคล/องค์กรสำคัญ: