ฟื้นฟูตัวเองจากไบโพลาร์ คุณทำได้...แค่ลงมือทำ

-A +A

            อารมณ์สองขั้วไม่ว่าอยู่ในภาวะขั้วซึมเศร้าหรือขั้วคึก สิ่งที่ทำให้ผู้ป่วยทุกข์ทรมานมากที่สุดอย่างหนึ่ง คือ การไม่รู้จะจัดการกับอารมณ์ความคิดหรือพฤติกรรม อันเป็นผลจากอาการของโรคได้อย่างไร หลายคนจัดการไม่ได้ เลยเลือกปล่อยตัวเองให้ดิ่งไปกับอาการต่างๆ อย่างสิ้นหวัง

            เผอิญผู้เขียนได้อ่านบทความ Bipolar Support and Self-Help จากเว็บไซต์ พูดถึงแนวทางการฟื้นฟูตัวเองจากโรคบวกกับประสบการณ์ส่วนตัว ที่วนเวียนอยู่กับโรคอารมณ์สองขั้วมา7 ปี พบว่า เนื้อหาในบทความนี้สอดคล้องกับสิ่งที่ได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรงว่า แท้จริงแล้วตัวเราเองหรือผู้ป่วยนั่นแหละเป็นกลไกหนึ่ง ซึ่งสำคัญมากไม่แพ้ยาและจิตแพทย์ในการบำบัดโรคอารมณ์สองขั้วให้กับตัวเอง

            บทความให้คำแนะนำเป็นเคล็ดลับสั้นๆ เริ่มจากกุญแจสำคัญในการฟื้นฟูตัวเองจากโรคไบโพลาร์ นั่นคือ ผู้ป่วยต้อง

...มีความหวังอยู่เสมอ

...มีทัศคติที่ดี

...รู้จักรับผิดชอบตัวเอง

...หมั่นหาความรู้

...ได้รับพลังสนับสนุนจากคนรอบข้าง

            ช่วงที่ผู้เขียนป่วย 5 ปีแรก กุญแจต่างๆ เหล่านี้แทบหาไม่เจอ เพราะมีชีวิตจมอยู่กับความสิ้นหวัง คิดเสมอว่าจะไม่มีวันหายบวกกับความไม่รู้ไม่เข้าใจในโรค ที่เป็นพื้นนิสัยเดิมก็เป็นคนไม่ค่อยมีวินัยอยู่แล้ว และแย่ที่สุดคือ ต้องต่อสู้กับโรคโดยไม่มีใครสนับสนุน ไม่มีพลังเสริมจากครอบครัว หรือคนรอบข้าง ตอนนั้นจึงรู้สึกชีวิตไม่มีความหมาย ไม่มีคุณค่าพอที่จะอยู่ต่อไปด้วยซ้ำ

            จนกระทั่งการบำบัดรอบสองในปีที่ 6-7 จิตแพทย์เป็นคนถือกุญแจมาเปิดกรงขังปลดปล่อยผู้เขียนออกมา ด้วยวิธีการบำบัดที่พยายามกระตุ้นให้เรามีส่วนร่วมค้นหาคำตอบให้ตัวเอง ไม่ว่าข้อมูลความรู้เกี่ยวกับอาการต่างๆ ของโรคที่กำลังเผชิญอยู่ ปมปัญหาในใจจากครอบครัว คนรอบข้างหรือจากสถานการณ์ต่างๆ รวมทั้งเปิดโอกาสให้เข้าไปมีส่วนร่วมในการรักษา ไม่ว่าจะเป็นการปรับเปลี่ยนยา การปรับเปลี่ยนทัศนคติความคิดหรือพฤติกรรม

            เมื่อกุญแจดอกแรกในมือหมอไขกรงชั้นแรกให้แล้ว หมอก็ยื่นกุญแจนั้นต่อให้กับเราเพื่อไขกรงขังในชั้นต่อมา ค่อยๆ เปิดสู่โลกภายนอกด้วยตัวเองโดยหมอให้การสนับสนุนอยู่ข้างหลังผ่านคำพูดง่ายๆ ว่า “หมอเชื่อว่าคุณทำได้...” นั่นเป็นสิ่งพิสูจน์ได้ชัดเจนว่า การบำบัดผู้ป่วยให้ประสบความสำเร็จต้องเกิดจากการทำงานร่วมกันระหว่างจิตแพทย์กับผู้ป่วย

            เหมือนในบทความดังกล่าวเขียนถึงเคล็ดลับข้อแรกในการฟื้นฟูตัวเอง “จงเข้าไปมีส่วนร่วมกับการบำบัด” ระหว่างจิตแพทย์และผู้ป่วยต้องทำงานกันเหมือนเพื่อนคู่คิดเพื่อนร่วมทาง ที่มีจุดหมายปลายทางเดียวกันคือ “การหายป่วย”

            เคล็ดลับข้อสอง “หมั่นสังเกตอาการและอารมณ์ของคุณอยู่เสมอ” จากประสบการณ์ส่วนตัวอีกเช่นกัน การสังเกตอาการโดยเฉพาะถ้าใช้เครื่องมือ คือ “การจดบันทึก” จะทำให้ผู้ป่วย “ตามทัน” อาการและอารมณ์ของตัวเองได้ง่ายขึ้น ผู้เขียนเองบันทึกความคิดอารมณ์ความรู้สึกการพูดคุยกับหมอไป จนถึงความรู้ที่ค้นคว้าเพิ่มไว้อย่างสม่ำเสมอ แม้จะไม่ได้จดเป็นไดอะรี่ทุกวัน แต่บันทึกนั้นก็สามารถใช้พยากรณ์อาการของโรคได้อย่างน่าทึ่ง ทำให้เราสามารถจับสัญญาณเริ่มต้นของอาการทั้งสองขั้วได้ และเตรียมพร้อมรับมือกับมันได้ง่ายขึ้น เช่น เริ่มมีอาการนอนไม่หลับติดต่อกันหลายวันหรือเปล่า มีความรู้สึกเครียดมากขึ้นหรือเปล่า ปัญหาความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง แม้แต่ปัญหาเรื่องการใช้จ่าย แล้วยังทำให้เราเรียนรู้อีกด้วยว่า อาการทั้งสองขั้วมีวงรอบของมันเหมือนวงจรที่เกิดซ้ำๆ ตามลำดับขั้น แทบไม่ต่างจากเดิม เราจึงตั้งรับกับอารมณ์ทั้งสองขั้วได้ดีขึ้นเรื่อยๆ ในรอบถัดไป

            เคล็ดลับข้อสาม “หาแรงสนับสนุนให้ตัวคุณ” อีกปัญหาที่ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นคือ การแยกตัวเองออกจากครอบครัว เพื่อนหรือคนรอบข้าง เพราะในสมองมักวนเวียนอยู่กับความคิดว่า “ไม่มีใครเข้าใจ ไม่มีใครเห็นคุณค่า” แต่นี่เป็นอีกกุญแจหนึ่งซึ่งสำคัญมาก การกลับเข้ากลุ่มเพื่อน ครอบครัวหรือแม้แต่เข้ากลุ่มผู้ป่วยด้วยกันเอง จะทำให้ได้รับพลังใจในการต่อสู้กับโรค เคล็ดลับง่ายๆ แค่พูดความรู้สึกเล่าประสบการณ์ (ทั้งดีและแย่) และรับฟัง จะทำให้คุณรู้ว่า ไม่ได้กำลังเผชิญปัญหาอยู่คนเดียว

            เคล็ดลับข้อสี่ “สร้างกิจวัตรประจำวัน” ประสบการณ์ตรงของผู้เขียนคิดว่า เคล็ดลับข้อนี้ช่วยได้มากจริงๆ เดิมผู้เขียนเป็นคนไร้วินัยมาก เป็นคนประเภทนึกอยากทำอะไรก็ทำ เวลากินเวลานอนไม่เคยเป็นระบบระเบียบ ช่วงป่วยจึงมีปัญหาใหญ่อย่างหนึ่งนั่นคือ อาการ ”นอนไม่หลับ” สลับกับบางช่วงก็ “นอนมากเกินไป” สิ่งแรกที่จิตแพทย์แนะนำคือ ให้ปรับวงจรการนอนเป็นกิจวัตร เข้านอนเป็นเวลาตื่นเป็นเวลา ซึ่งมันส่งผลดีตามมากับเรื่องของอารมณ์ความคิดและพฤติกรรมอย่างไม่น่าเชื่อ พอปรับเรื่องแรกได้แล้ววินัยเรื่องอื่นก็ตามมาเช่นกิน-ขับถ่ายเป็นเวลา แล้วแบ่งเวลาไปออกกำลังกาย ทำงานอดิเรกบ้าง อารมณ์ทั้งสองขั้วที่เคย “สวิง” จนบางครั้งควบคุมไม่ได้ก็กลับควบคุมได้ง่ายขึ้น

            เคล็ดลับข้อห้า “เรียนรู้วิธีลดความเครียด” ผู้เขียนเรียนรู้สิ่งหนึ่งจากช่วงที่ป่วยคือ ถ้าเมื่อใดเกิดความเครียดแล้วเราพยายามจดจ่อกับความเครียดนั้น พยายามทำให้ตัวเองหายเครียดหรือพยายามตั้งคำถามกับตัวเองว่า เมื่อไหร่เราจะหายเครียด ความเครียดจะยิ่งไต่ระดับสูงขึ้นแต่เมื่อใดที่เราแค่รับรู้ถึงความรู้สึกเครียดโดยไม่ต้องพยายามไปฝืนหรือจัดการกับมันมาก กลับทำให้ความเครียดลดลงได้ เคล็ดลับส่วนตัวง่ายๆ คือ เดินออกมาจากตรงนั้นซะ แล้วหาอย่างอื่นทำ เราก็เลิกจดจ่อกับมันได้เอง เช่น ฟังดนตรีหรือเพลง (เลือกเพลงที่มีเนื้อหาแง่บวกและไม่ทำให้อารมณ์แย่ๆ ช่วงนั้นยิ่งดำดิ่ง) ทำงานฝีมือที่ต้องใช้สมาธิจดจ่อเป็นต้น

            เคล็ดลับข้อหก “ใส่ใจอาหารที่กิน” ใครจะไปคิดว่า สิ่งที่เรากินเข้าไปในร่างกายจะส่งผลกับอารมณ์ความรู้สึกได้เหมือนกัน ในบทความบอกว่า เลือกกินอาหารดีๆ อย่างผลไม้สด ผัก ธัญพืชที่ไม่ผ่านการขัดสี เพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ให้สูงหรือต่ำเกินไป ระวังการกินอาหารที่ทำให้น้ำตาลในเลือดสูง เพราะมีส่วนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านอารมณ์ทั้งสองขั้วได้ง่าย เลือกกินอาหารที่มีโอเมก้า 3 เช่น ปลาแซลมอน ปลาซาดีนส์ ถั่วเหลือง เมล็ดฟักทอง ถั่ววอลนัท น้ำมันคาโนลา เป็นต้น จะช่วยลดการสวิงของอารมณ์ทั้งสองขั้วได้ สิ่งสำคัญอีกอย่างคือ การหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่และยาเสพติด เพราะมีส่วนกระตุ้นให้เกิดภาวะแมเนียมากขึ้น

            ตัวผู้เขียนก้าวผ่านช่วงเวลาแย่ที่สุดของไบโพลาร์มาแล้ว และเรียนรู้จากประสบการณ์นั้นว่า ต้องทำอย่างไร คิดอย่างไร นอนอย่างไร กินอะไร ฯลฯ ถึงทำให้ค่อยๆ ฟื้นฟูตัวเองกลับมาสู่ “สุขภาวะ” เคล็ดลับต่างๆ ที่บอกไป ผู้เขียนเข้าใจดีว่า ในช่วงกำลังป่วยมันเป็นเรื่องยากมากที่จะทำ (ในความคิดของผู้ป่วย) แต่เชื่อเถอะว่าทำได้... เหมือนที่จิตแพทย์ของผู้เขียนบอกว่า “ลองฝืนทำดูสักครั้ง มีครั้งแรกแล้วครั้งต่อไปมันจะง่ายขึ้น”

 

ที่มา:

คอลัมน์:

ผู้เขียน: