4 สิ่งเกี่ยวกับสุขภาพจิต ที่ผู้นำควรทราบ

-A +A

            โทมัส อินเซล ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพจิตแห่งชาติสหรัฐอเมริก าได้กล่าวปราศรัยแก่ผู้นำทางการเมืองและธุรกิจทั่วโลกที่ Global World Economic Forum 2015 ที่เมือง Davos, Switzerland ซึ่งเป็นการประชุมประจำปีขององค์กรนี้เมื่อ 21-24 มกราคม 2015 มีสาระสำคัญน่ารู้หลายประการ ซึ่งจะสรุปมาสู่กันอ่านและพิจารณาดังต่อไปนี้

            ตรงกันข้ามกับความคิดของคนทั่วไป โรคจิตเวชไม่ได้เป็นปัญหาใหม่ ทั้งไม่ได้เป็นปัญหาของประเทศพัฒนา แล้วเท่านั้นเราพบโรคจิตเภทและไบโพลาร์ในวรรณกรรมกรีก และพบเรื่องโรคซึมเศร้าตั้งแต่วรรณกรรมอังกฤษ ปี ค.ศ. 1621 โรคจิตเวชส่วนใหญ่ และ 75% ของการตายจากโรคเหล่านี้ (วัดจากการฆ่าตัวตาย) อยู่ในประเทศรายได้ต่ำและปานกลาง

            สิ่งใหม่ที่ให้กำลังใจก็คือ ตอนนี้เราให้ความสนใจแก่โรคจิตเวชมากขึ้น เมื่อการประชุมของเราที่เมือง Davos ปีที่แล้ว ผมมีส่วนร่วมตั้งสภาวาระโลกว่าด้วยสุขภาพจิต (Global Agenda council on Mental Health) หลังจากการศึกษาของ World Economic Forum กับคณะสาธารณสุข มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด พยากรณ์ว่า ต้นทุนของโรคจิตเวชในสองทศวรรษข้างหน้า จะมากกว่าค่าใช้จ่ายจากโรคมะเร็งเบาหวานและโรคทางเดินลมหายใจรวมกัน

            แต่คนจำนวนมากก็ยังไม่คิดว่าโรคจิตเวชมีอยู่จริง คิดว่าเป็นแค่เรื่องของบุคลิกลักษณะอ่อนแอและการขาดเจตจำนงที่แน่วแน่ ในความเป็นจริงงานชิ้นคลาสสิกของวิลเลียม สไตโรน ปี 1989 ชื่อ Darkness Visible ก็พูดไว้อย่างถูกต้องว่า คำว่า “ซึมเศร้า” นั้นเป็นคำไร้น้ำหนักที่จะอธิบายสภาพสิ้นหวังสิ้นหนทางและขยาดกลัวของโรคนี้ ซึ่งทำให้คนลุกจากที่นอนไม่ได้ หากเขาฝืนไปทำงานได้ก็ไม่มีสมาธิและทำหน้าที่ไม่ค่อยได้ จึงทำให้เขาเหมือนขาดงานทั้งที่ตัวอยู่

 

4 สิ่งเกี่ยวกับสุขภาพจิตที่ผู้นำควรรู้

            เนื่องจากโรคจิตเวชมีผลกระทบต่อประชากรจำนวนมาก จึงมีเหตุผลด้านมนุษยธรรมและทางเศรษฐกิจที่ผู้นำควรเอาจริงเอาจังในเรื่องสุขภาพจิต อย่างน้อยผู้นำควรรู้ความจริงสี่ประการต่อไปนี้ คือ

  1. ความผิดปกติทางจิตเป็นความผิดปกติของสมองหรือการทำงานผิดปกติของสมอง คนที่มีความผิดปกติด้านนี้จึงควรได้รับการดูแลทางการแพทย์เท่าเทียมกับความผิดปกติอวัยวะอื่นๆ
  2. โรคจิตเวชแยกไม่ออกจากโรคทางกายภาพของอวัยวะอื่นๆ นอกจากสมองอย่างเช่นโรคจิตเภทและโรคซึมเศร้า ทำให้เสี่ยงต่อโรคเรื้อรังอื่นๆ เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจและโรคทางเดินลมหายใจ คนที่มีโรคจิตเวชและการติดสารเสพติดเสี่ยงต่อโรคติดเชื้อมากขึ้น อย่างเช่น โรคเอชไอวี/เอดส์ และคนที่ป่วยด้วยโรคซึมเศร้าจะมีผลการรักษาโรคหัวใจไม่ดีเท่าคนอื่นๆ ด้วย ฉะนั้นคำกล่าวที่ว่า “สุขภาพไม่มีหากไม่มีสุขภาพจิต” จึงเป็นแนวทางสำคัญสำหรับนโยบายการดูแลสุขภาพ
  3. โรคจิตเวชมีผลถึงตายเช่นเดียวกับโรคของอวัยวะอื่นๆ การฆ่าตัวตายเป็นสาเหตุการเสียชีวิตมากกว่าฆาตกรรม คนซึมเศร้า 7% จะฆ่าตัวตาย ในแต่ละปีทั่วโลกมีคนฆ่าตัวตายกว่า 800,000 คน ยิ่งคนที่มีบาดแผลในใจว่า ตนน่าจะป้องกันคนที่รักไม่ให้ฆ่าตัวตายได้ก็มีจำนวนมากกว่านั้น เหยื่อของการฆ่าตัวตายแต่ละรายมีจำนวนมาก
  4. การบำบัดรักษาที่มีผลดีราคาต่ำและไม่เข้มข้นนั้นมีอยู่ ท้องถิ่นหรือครอบครัวสามารถได้รับการฝึกอบรมให้ทำจิตบำบัดสั้นๆ แก่อาการซึมเศร้าหรือวิตกกังวลปานกลางได้อย่างมีประสิทธิผล โทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตก็ใช้เป็นเครื่องมือเพื่อการบำบัดได้

 

การบำบัดรักษาในปัจจุบันยังไม่ดีพอ

            สุดท้ายยังมีด้านที่ผู้กำหนดนโยบายจำเป็นต้องทำมากกว่าแค่สร้างสถานบริการ แล้วหวังจะให้ผู้ป่วยมารับการบำบัด ผู้ป่วยโรคจิตอาจปฏิเสธว่า ตนไม่ได้ป่วย ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าอาจถูกความเกลียดตนเองครอบงำ จนไม่รู้สึกว่าคู่ควรที่จะได้รับการรักษา แม้แต่ในโลกพัฒนาแล้วคนที่ได้รับการวินิจฉัยว่าป่วยด้วยโรคจิตเวชเพียง 50% เท่านั้นที่ได้รับการรักษา ในโลกกำลังพัฒนาองค์การอนามัยโลกประมาณว่า ผู้ป่วยด้วยโรคจิตเวช 85% ไม่ได้รับการรักษา เราต้องมีความละเอียดอ่อนในการระบุคนที่เสี่ยง และช่วยคนที่พิการสูงให้ได้รับการดูแล

            แต่การรักษาโรคจิตเวชก็ยังมีข้อบกพร่องอีกมาก ครึ่งหนึ่งของคนที่ได้รับการรักษาเท่านั้นที่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง และครึ่งหนึ่งของคนที่ได้รับการรักษาถูกต้องเท่านั้นอาการบรรเทาลง เพื่อให้จำนวนเปอร์เซ็นต์สูงขึ้น เราจำเป็นต้องเข้าใจว่าสมองทำงานอย่างไรในภาวะปกติและในภาวะผิดปกติ เราต้องปิดช่องว่างระหว่างสิ่งที่เรารู้กับสิ่งที่เราทำเรา ต้องมีการศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนาการบำบัดรักษาสมอง และโดยเฉพาะการบำบัดรักษาโรคจิตเวช โชคดีที่มีองค์กรการกุศลและรัฐบาลหลายประเทศได้สนับสนุนการศึกษาวิจัยร่วมกัน อย่างเช่น Brain Initiative อันเป็นการร่วมมือของ อียู อิสราเอล ญี่ปุ่น จีน ออสเตรเลียและคานาดา

            การวิจัยด้านชีวเวชศาสตร์ให้ความหวังว่า จะมีการรักษาความผิดปกติทางสมองเท่าเทียมกับส่วนอื่นๆ ของร่างกาย ด้วยนโยบายที่ดี การใช้การบำบัดรักษาที่มีหลักฐานประจักษ์ว่ามีประสิทธิผลในระยะสั้น และการวิจัยพัฒนาการบำบัดรักษาที่ดียิ่งๆ ขึ้น ในระยะยาวเราหวังได้ว่า ในไม่ช้าเราก็จะส่งโรคจิตเวชไปเก็บไว้แต่ในหนังสือประวัติศาสตร์

 

ที่มา:

คอลัมน์:

ผู้เขียน:

บุคคล/องค์กรสำคัญ: