ปฏิรูปปฏิรูป: ทำไมต้องปฏิรูปจิตเวชไทย

-A +A

           ประเทศไทยต้องปฏิรูปคุณคงไม่ปฏิเสธ? เราติดอันดับโหล่ๆ ในหลายด้าน รู้กันอยู่แต่เราจะทำให้ดีขึ้นได้ไหม เราเชื่อว่า ศักยภาพของคนไทยมี และหลายคนหลายภาคส่วนก็กำลังพยายามทำให้ดีขึ้น

           ด้านสำคัญด้านหนึ่งที่ต้องคำนึงถึงในการปฏิรูปก็คือ ด้านสุขภาพประชาชนและสุขภาพจะมีไม่ได้หากไม่มีสุขภาพจิต (No health without mental health) ด้วยตระหนักถึงความสำคัญของสุขภาพจิตนี้เอง สมาคมสายใยครอบครัวกับเครือข่ายผู้อยู่กับโรคจิตเวชได้จัดทำประเด็นปฏิรูปจิตเวชไทย นำเสนอสภาปฏิรูปแห่งชาติเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2557

           นี่เป็นเสียงหนึ่งที่พูดกับผู้กำหนดนโยบายและแนวทางปฏิรูปประเทศไทย เพื่อนรักษ์สุขภาพจิตจะนำประเด็นเหล่านั้นมาแบ่งปันบอกเล่าตอกย้ำต่อสาธารณชนอีกครั้งหนึ่ง พร้อมกับบอกเล่าสู่กันกับเพื่อนร่วมทางให้ร่วมคิดร่วมผลักดันให้เกิดการปฏิรูปอันจำเป็นยิ่ง

           ไม่เพียงเพื่อผู้อยู่กับโรคจิตเวชและสิ่งท้าทายทางสุขภาพจิต แต่เพื่อให้สังคมไทยเป็นสังคมที่มีสุขภาพจิตนั่นเอง

 

ทำไมต้องปฏิรูปด้านสุขภาพจิตและจิตเวช???

           เพราะ...มีผลกระทบต่อประชาชนไทยจำนวนมากมากแค่ไหน? กรมสุขภาพจิตกล่าวว่า คนไทย 1 ใน 6 คน คือ กว่า 10,000,000 คนมีโอกาสจะประสบปัญหาสุขภาพจิตช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิต และจำนวนมากในนั้นจะป่วยด้วยโรคจิตเวชร้ายแรงเรื้อรัง ยิ่งกว่านั้นสุขภาพจิตเป็นเรื่องที่มีผลกระทบต่อประชาชนทุกคน ตั้งแต่ในครรภ์จนกระทั่งสิ้นชีวิต

           เพราะ...ปัญหาสุขภาพจิตและจิตเวชก่อความเสียหายอย่างสูง รอบด้านแก่ปัจเจกบุคคลและสังคมไทย ความเสียหายที่เห็นชัดประการแรก คือ ความเสียหายทางเศรษฐกิจทั้งโดยตรงและโดยอ้อม

           ค่าเสียหายโดยตรงที่เห็นได้ง่ายก็คือ ค่ารักษาพยาบาลและการฟื้นฟูสมรรถภาพ ทั้งที่จ่ายโดยผู้ป่วยและครอบครัว ประกันสุขภาพของรัฐและงบประมาณของกระทรวงสาธารณสุขในการจัดให้บริการ นอกจากการบำบัดรักษาโรคจิตเวชโดยตรงแล้ว ค่าใช้จ่ายทางสาธารณสุขยังรวมถึงค่ารักษาพยาบาล โรคอื่นๆ อันเนื่องมาจากสุขภาพกายที่แย่ลงเนื่องจากสุขนิสัยเสียไป ผลข้างเคียงของยาและแนวโน้มที่จะเสพติด ยาสูบ สุราและสารเสพติดอื่นๆ ซึ่งในหมู่ผู้ป่วยมีอัตราสูงกว่าประชากรทั่วไปหลายเท่าอีกด้วย ภาระโรคของความผิดปกติทางจิตนับเป็น 14.3% ของทุกโรค (Thai BOD 2011) และภาระจากการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรในชายสูงเป็นอันดับแรกที่ 26% เป็นอันดับสองในหญิงที่ 21% (Thai BOD 2011) กรมสุขภาพจิตใน infographic Mental disorder ปี 2012 ระบุว่าผู้ป่วยจิตเวชมีอายุสั้นกว่าประชากรทั่วไป 5-25 ปี และทนทุกข์จากผลกระทบทั้งด้านสุขภาพเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งสาเหตุสำคัญมาจากอคติและการเลือกปฏิบัติ

           ค่าใช้จ่ายโดยตรงที่ว่ามาก เมื่อเทียบกับค่าเสียหายโดยอ้อมแล้วถือว่ามีสัดส่วนน้อย อย่างเช่น โรคจิตเภททำให้เสียค่าใช้จ่ายถึง 31 พันล้านบาท (20% เป็นค่ารักษาพยาบาล 61% เป็นความเสียหายจากการสูญเสียพลังการผลิต - Phanthunane et al, 2012) ส่วนความผิดปกติจากการเสพแอลกอฮอล์และสารเสพติดทำให้เกิดความสูญเสียรวม 156 พันล้านบาท (เป็นค่ารักษาพยาบาล 5.5 พันล้านบาท ความเสียหายจากอาชญากรรม 0.8 พันล้านบาท และการสูญเสียพลังการผลิต 100 พันล้านบาท - Thavorncharoensap et al, 2010)

           ค่าเสียหายโดยอ้อมแฝงอยู่ในภาคส่วนอื่นๆ ซึ่งภาระเหล่านี้จะกระจายไปยังภาคส่วนอื่นๆ นอกภาคสาธารณสุข เช่น กระทรวงแรงงานต้องรับความเสียหายจากการสูญเสียความสามารถในการผลิต เนื่องจากการขาดงาน การตกงานและการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรของผู้ป่วยและผู้ดูแล และการฟื้นฟูสมรรถภาพคนทำงาน งบประมาณของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ต้องเสียไปกับเบี้ยคนพิการและสวัสดิการต่างๆ กระทรวงยุติธรรมต้องรับมือกับกระบวนการไต่สวนการคุมขัง และการติดตามคุมประพฤติผู้ป่วยที่ต้องคดี เป็นต้น

           ค่าเสียหายที่วัดไม่ได้ในทางจิตใจและสังคม อย่างเช่น ความทุกข์ทรมานจากปัญหาสุขภาพจิตและจิตเวชของผู้ป่วย จากผลข้างเคียงของยา และที่สำคัญจากอคติและการกีดกันเลือกปฏิบัติที่ได้รับ สำหรับความทุกข์และความเสียหายในชีวิตของผู้ดูแลนั้น เราต้องยอมรับว่าหากไม่เท่าเทียมกับผู้ป่วย ก็หนักกว่าเสียอีก และในบางกรณีแม้จะเกิดขึ้นน้อยครั้งแต่ผู้มีปัญหาทางสุขภาพจิตที่ไม่ได้รับการรักษาดูแลอย่างถูกต้อง อาจก่อความเสียหายไม่เพียงต่อตนเองแต่ยังต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่นด้วย อาจทำให้เกิดปัญหาสุขภาพจิตในผู้ที่ได้รับผลกระทบต่อเนื่องไปอีก

           เพราะ...การวางนโยบายและจัดการเพื่อสร้างเสริมสุขภาพจิตบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพในประเทศไทยยังต้องทำอะไรอีกมากมาย เพื่อจะสร้างเสริมให้ประชาชนมีสุขภาพจิตดี ยังต้องมีนโยบายและยุทธศาสตร์สร้างเสริมสุขภาพจิตและลดปัจจัยคุกคามสุขภาพจิตที่ชัดเจน ปฏิบัติได้จริงจังตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาจนถึงวัยชราดังที่กล่าวกันว่า จากตกฟากถึงเชิงตะกอน

           ยังต้องมีการจัดบริการบำบัดรักษาที่ครอบคลุมรอบด้านมีคุณภาพ ซึ่งผู้ป่วยเข้าถึงได้อย่างทั่วถึง ข้อมูลการศึกษาของกรมสุขภาพจิตปี 2012 ระบุว่า ช่องว่างของการเข้าไม่ถึงการรักษาสูงตั้งแต่ 50-90% เราหวังว่าปีนี้น่าจะดีขึ้นด้วยการทุ่มเทพยายาม ที่ผ่านมาสำหรับการบำบัดรักษายังเน้นแต่ด้านการแพทย์ และไม่ครอบคลุมถึงทางจิตสังคมอย่างเพียงพอ ไม่พักพูดถึงว่าการบำบัดโดยยานั้นยังถูกจำกัดคุณภาพอย่างมากด้วยงบประมาณและนโยบาย ทั้งที่ความก้าวหน้าในความรู้ด้านประสาทวิทยา ด้านยาจิตเวช ตลอดจนแนวคิดแนวปฏิบัติการจัดการบำบัดรักษาได้ก้าวหน้าไปไกลมากและมีประสิทธิผล

           สำหรับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ที่อาการป่วยทางจิตเวชทุเลาและคืนสู่สังคมได้นั้น ยังเป็นส่วนงานจิตเวชที่ทราบกันทั่วไปว่า ได้รับความสนใจและมีบริการน้อยมาก จนผู้ป่วยกับผู้ดูแลส่วนใหญ่แม้จะรู้สึกอยู่เลาๆ ว่า ดูเหมือนยังต้องการการสนับสนุนอื่นๆ อีก นอกจากการรักษาด้วยยาแต่ก็ดูเหมือนอีกนั้นแหละว่า ต้องพอใจกับสิ่งที่ได้รับคือ การบำบัดรักษาเพียงให้อาการวุ่นวายหรือเฉียบพลันหายไป ผู้ป่วยจำนวนมากจึงอาจต้องลดความคาดหวังคุณภาพชีวิตลง ไม่ว่าจะเป็นด้านการเรียนหรือการทำงาน หรืออาจต้องยอมทิ้งโอกาสเหล่านั้นไปเลย ทั้งที่จริงแล้วด้วยการสนับสนุนและการฟื้นฟูสมรรถภาพที่เหมาะสมคุณภาพชีวิตของพวกเขายังดีกว่านั้นได้อีกมาก

           เพราะ...การลงทุนด้านสุขภาพจิตให้ผลตอบแทนสูงเห็นได้ง่ายๆ ว่า หากเราลงทุนสร้างเสริมสุขภาพจิตและลดปัจจัยคุกคามสุขภาพจิต ชีวิตของปัจเจกบุคคลและสังคมก็เป็นสุขขึ้น มีเสถียรภาพขึ้นไม่ว่าจะด้านจิตใจ สุขภาพกายหรือเศรษฐกิจสังคม ในด้านร่างกายในแง่เศรษฐกิจเราเคยมองว่า โรคจิตเวชเหมือนเป็นหลุมดำที่ถมเท่าไรก็หายลับไม่เกิดประโยชน์ ทั้งยังเรื้อรังไม่มีวันหายแต่ด้วยวิทยาการสมัยใหม่และความเข้าใจ เราได้เห็นมากขึ้นทุกทีว่า โรคจิตเวชรักษาได้และคนกลับคืนมาอยู่ในสังคมอย่างสมาชิกที่มีคุณค่าได้

           จากการวิจัยของ David McNaid จาก London School of Economics and Political Science พบว่า ในประเทศอังกฤษ ยุทธศาสตร์สุขภาพจิตที่หลายหน่วยงานในรัฐบาลร่วมมือกัน ทุก 1 ปอนด์ที่ลงทุนไป โครงการป้องกันความผิดปกติด้านความประพฤติมีผลตอบแทน 84 ปอนด์ โครงการแทรกแซงเพื่อลดการรังแกกันในโรงเรียน 14 ปอนด์ โครงการแทรกแซงเพื่อพ่อแม่ที่ลูกมีปัญหาด้านพฤติกรรม 8 ปอนด์ การวินิจฉัยและบำบัดรักษาโรคซึมเศร้าระยะแรก 5 ปอนด์ หลังจาก 1 ปี การวินิจฉัยโรคจิตได้ตั้งแต่ระยะแรก 10 ปอนด์ ในปีที่ 2 การแทรกแซงโรคจิตระยะแรก 18 ปอนด์ หลังจาก 1 ปีการคัดกรองและการแทรกแซงระยะสั้นในหน่วยบริการปฐมภูมิสำหรับปัญหาการเสพสุรา 12 ปอนด์ ดังนั้น หากเรามีมาตรการเหล่านี้และนำไปดำเนินการอย่างจริงจัง ก็คงได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าไม่แพ้กัน

 

           เราจะไต่อันดับขึ้นมาในการจัดระดับนานาประเทศได้หรือไม่ก็ตาม ปฏิรูปสุขภาพจิตและจิตเวชไทยจะทำให้ชีวิตคนไทยจำนวนมาก มีสุขภาวะความสุขความมั่นคงด้านจิตใจของประชากรไทยเป็นไปได้ และคุ้มค่าการลงทุน คำถามอยู่ที่ว่า เราจะลงทุนไหม เราจะเอาจริงไหมเท่านั้นเอง!

 

ที่มา:

คอลัมน์:

ผู้เขียน: