“Am I up or Am I down?” “ฉันอยู่ช่วงขาขึ้น หรือ ขาลง?” | สมาคมสายใยครอบครัว

“Am I up or Am I down?” “ฉันอยู่ช่วงขาขึ้น หรือ ขาลง?”

-A +A

           ผมเป็นคนหนึ่งที่ทนทุกข์จากอารมณ์แปรปรวน หลายสัปดาห์ก่อนนี้ผมกำลังดูแลแปรงขนให้ม้าของผม คิดอยู่ว่าจะขี่ม้าให้สนุกในวันอากาศดีๆ แต่แล้วก็มีบางสิ่งเข้าครอบงำ ผมไม่ได้รู้สึกมีเรี่ยวแรงนัก แต่ผมรู้ว่าผมควรจะขี่ม้าผมให้มากขึ้น หาไม่แล้วเธอก็อาจจะลืมวินัยและการฝึกที่ผมพยายามอย่างหนัก เพื่อปลูกฝังให้กับเธอ นอกจากนั้นไมยา (ม้าผมเอง) ชอบใช้เวลากับผมมากและชอบให้ผมขี่เธอบ่อยๆ

           แต่ขณะกำลังดูแลแปรงขนเจ้าไมยาอยู่นั้น อารมณ์หดหู่ก็พลุ่งขึ้นมาโดยไม่คาดคิดเอาเลย อารมณ์ต่างๆ สับสนอลหม่านปนกันไปหมด ในแง่หนึ่งผมรู้สึกขอบคุณพระเจ้าที่ทรงอวยพรให้มีความสะดวกสบายในชีวิตหลังเกษียณ ผมมีสิ่งต่างๆ มากมายและมั่งมีกว่าที่ผมเคยคาดหวังไว้ แต่ขณะกำลังแปรงขนให้ไมยาอยู่นั้น ผมเริ่มร้องไห้ผมได้แต่บอกเธอว่า “สาวน้อย วันนี้ฉันว่าฉันคงขี่แกไม่ได้แล้วขอโทษนะ”

           ไมยาไม่รู้หรอกว่าเกิดอะไรขึ้น แม้แต่ตัวผมเองก็ไม่รู้ แต่ผมก็ต้องถอดอานออกแล้วพาเธอกลับไปยังทุ่งหญ้า ผมนั่งลง สับสนไปหมดกับสิ่งที่เกิดขึ้นในความคิดจิตใจ ผมรู้อยู่ว่าไม่มีอะไรผิดปกติจริงๆ หรอก แต่ด้วยเหตุผลบางประการ ผมต้องรอให้อารมณ์ต่างๆ ที่ถาโถมท่วมท้นนี้ผ่านพ้นไปก่อนที่ผมจะกล้ากลับเข้าบ้าน ยิ่งไปกว่านั้นอีกหลายอาทิตย์ทีเดียวกว่าผมจะกล้าเล่าเรื่องนี้ให้ภรรยาฟัง

           อย่าเข้าใจผิด ผมไม่ได้ป่วยด้วยโรคไบโพลาร์หรอก แต่ว่าบางครั้งบางคราวก็ซึมเศร้าเอาจริงๆ จังๆ ผมจึงรู้ว่า การมีอารมณ์ความรู้สึกสารพันที่ต้องเผชิญ แต่ไม่สามารถควบคุมได้นั้น น่ากลัวเพียงไร สิ่งที่ผมอยากจะแบ่งปันกับคุณ คือ สิ่งที่ผมทำและไม่ทำเมื่อพยายามจัดการกับอารมณ์ต่างๆ นั้น ไม่ว่าจะป่วยด้วยโรคไบโพลาร์หรือไม่ เราทุกคนรู้ว่าสิ่งต่างๆ เกิดขึ้น ซึ่งอาจเป็นต้นเหตุหรือกระตุ้นอารมณ์ขึ้นมาได้ อาจเป็นอารมณ์ด้านบวกหรือด้านลบ บางทีก็สังเกตไม่ได้ หรือไม่อาจตระหนักว่าอะไรเป็นสาเหตุ หรือตัวกระตุ้นอารมณ์นั้นๆ บางครั้งเราตกอยู่ในอารมณ์สุดตัวแล้ว โดยที่เราเองก็ไม่รู้ว่า เรามาอยู่ตรงนั้นได้อย่างไรตั้งแต่เมื่อไหร่

           ดังนั้นสิ่งแรกที่ผมอยากทำ คือ หาตัวกระตุ้นหรือต้นเหตุให้พบ “ถ้า” ทำได้ หากว่าทำไม่ได้ก็ไม่เป็นไร สิ่งหนึ่งที่ผมพบว่าเป็นต้นเหตุ คือ การเปลี่ยนแปลงแบบแผนการนอน ผมหลับยากหรือเปล่า หรือว่าผมอยากเข้านอนในเวลาแปลกๆ หรือไม่

           ผมรับประทานยารักษาโรคหัวใจหลายขนาน ดังนั้นผมจึงอยากจะตระหนักรู้ว่า ร่างกายผมมีปฏิกิริยาอย่างไรต่อยาเหล่านั้น ถ้าผมเปลี่ยนหรืออยากจะเปลี่ยนอะไรเรื่องยา ผมก็จะคุยกับคุณหมอที่ดูแล ไม่ได้ตัดสินใจเองตามลำพัง

           ความจริงแล้วเราก็ไม่ควรจะจัดการกับส่วนใดๆ ของชีวิตตามลำพัง เพื่อนสำคัญ แพทย์และนักวิชาชีพที่ให้การช่วยเหลือก็สำคัญ ความสัมพันธ์ในครอบครัวก็สำคัญมาก ภรรยาผมนั้นเลิศที่สุด เธอไม่เคยตื่นตกใจหรือวิตกกังวลเมื่อผมเล่าความรู้สึกให้เธอฟัง เธอยอมรับทุกอย่างที่ผมพูดได้โดยไม่ตัดสินหรือหวาดกลัว ผมหวังว่าคุณจะมีใครบางคนแบบนี้ในชีวิตคุณ

           ประเด็นของผมอยู่ตรงไหนหรือ ประเด็นของผม คือ เราต้องไม่หลีกเลี่ยงหรือละเลยความรู้สึกของเรา ความรู้สึกเหล่านี้สำคัญและปรากฏอยู่ตรงนั้นด้วยเหตุผลบางประการ

           ดินฟ้าอากาศส่งผลกระทบต่อผมด้วย ถ้าผมไม่ได้รับแสงแดดผมจะมีอารมณ์อ่อนไหวง่าย หากผมต้องอยู่ในห้องที่ไม่มีหน้าต่าง(ตอนกลางวันเท่านั้น) ผมรู้สึกหดหู่ แล้วคุณล่ะ คุณรู้ไหมว่าอะไรกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกด้านลบหรือด้านบวกในตัวคุณ

           คำแนะนำที่ดีที่สุดประการหนึ่งที่ผมอ่านเจอไม่นานมานี้ก็คือ การสนับสนุนให้เราเขียนบันทึกประจำวัน ผมชอบนะ แม้ว่าผมจะไม่ใช่นักเขียนบันทึกที่ดีก็ตาม ถ้าหากคุณและผมเขียนบันทึกประจำวันกัน เราจะมีเอกสารบางอย่างที่อ้างอิงได้ว่า เราถูกกระทบได้อย่างไรเมื่อไร

           แต่ผมขอเตือนหน่อย จงตระหนักรู้ถึงความรู้สึกของตนเองและสิ่งกระตุ้น แต่อย่าไปใช้เวลาคิดเรื่องความรู้สึกเหล่านี้มากเกินไป พูดอีกอย่างก็คือ มีสติรู้สึกตัวอยู่เสมอแต่อย่าหมกมุ่นแต่กับตนเอง ตัวเราไม่ใช่ความรู้สึกของเรา เรามีความรู้สึก แต่ความรู้สึกนั้นไม่ใช่ตัวเรา ผมอาจมีความคิดหรือความรู้สึกอันน่ากลัวโหดร้าย และเต็มไปด้วยความเกลียดชังได้ แต่เพียงไม่กี่นาทีต่อมามันก็หายไป ความรู้สึกหรือความคิดเหล่านั้นไม่ได้เปลี่ยนผม หากผมไม่ปล่อยให้มันมีอำนาจเหนือ ผมบอกตัวเองได้ว่า “ฉันรู้สึกอย่างนั้น แต่ฉันไม่ได้อยากเป็นอย่างนั้น” หรือ “ฉันรู้สึกอย่างนี้ตอนนี้ แต่อีกสักพักฉันจะรู้สึกอย่างอื่น”

           คุณเคยเล่นเรือใบหรือเปล่า ผมหวังว่าเรื่องนี้จะช่วยได้ ขอให้นึกภาพว่าคุณอยู่ในเรือใบเล็กๆ ลำหนึ่ง ไม่ว่าจะกางใบเรือหรือไม่ คุณก็สัมผัสลมที่พัดอยู่ได้ ลมอาจพัดเรือไปทางโน้นทางนี้ ถ้าคุณกางใบเรือขึ้น (คุณเลือกเอง) ลมก็จะมีอิทธิพลและอำนาจต่อเรือมากขึ้น สิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณาคือ คุณจะปรับใบเรืออย่างไร ในอีกแง่หนึ่งก็คือ คุณจะวางตำแหน่งใบเรือให้สัมพันธ์กับทิศทางลมอย่างไร และทิศทางที่คุณต้องการจะไปนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เป็นไปได้ที่จะแล่นเรือโต้ลมโดยตรง คุณต้องมีทักษะการแล่นเรือใบ และรู้ว่าเรือจะเคลื่อนไปโดยสัมพันธ์กับแรงดันลมที่กระทำต่อใบเรืออย่างไร

           เราควบคุมลมได้หรือเปล่า เปล่า เราทำให้ลมแรงขึ้นหรือเบาลงได้หรือเปล่า เปล่า เราหลบหลีกจากลมได้ไหม ไม่ได้หรอก นอกจากว่าเราจะซ่อนเสียในที่กำบัง

           ผมหวังว่า คุณจะสังเกตเห็นว่าผมกำลังเปรียบเทียบลมกับอารมณ์ของคุณ ลมนั้นเกิดขึ้นโดยเราไม่รู้และไม่ได้เห็นชอบ บ่อยครั้งก็เกิดโดยเราไม่ได้ไปมีอิทธิพลอะไร เราออกไปให้พ้นจากกระแสลมได้ แต่การทำเช่นนั้นก็จำกัดขอบเขตของเรา เราอาจปล่อยให้ลมพัดโหมกระหน่ำใส่ และพัดพาเราไปทางโน้นทางนี้ได้ หรือว่าเราจะใส่บังเหียนบังคับให้ลมทำงานแก่เราก็ได้ เชื่อผมเถอะ ผมรู้ว่ามีหลายครั้งที่เราไม่อาจควบคุมหลายสิ่ง แต่ในระดับหนึ่งเราสามารถเตรียมตัวล่วงหน้าว่า เราจะทำอะไรในสถานการณ์นั้นๆ กล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ เตรียมตัวให้พร้อมไว้ก่อนสำหรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับคุณ ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม

           สิ่งยากเย็นที่สุดอย่างหนึ่งก็คือ การควบคุมความรู้สึกดีๆ คุณรู้อยู่ว่าเราค่อยๆ เริ่มรู้สึกดีขึ้น และแล้วทันใดนั้นทุกสิ่งก็วิเศษไปหมด เราต้องรู้ว่าความรู้สึกถึงอำนาจการควบคุมโชคลาภ ความรักหรือการชื่นชมที่ได้รับนั้น ไม่ได้เป็นจริงไปกว่าความรู้สึกแย่ๆ ที่เรามีเลย ถ้าวันนี้เป็นขาขึ้นไม่ช้านานก็จะเป็นขาลง การที่เรารู้เรื่องนี้ช่วยลดเพดานของขาขึ้นให้ต่ำลง และยกก้นบึ้งขาลงของเราให้สูงขึ้น

           สิ่งที่ช่วยได้มากที่สุดก็คือ ผู้คนรอบๆ ตัวเรา พวกเขารู้จักเรารู้ว่าเราเจออะไรมา รู้ความเป็นมาของเรา พวกเขาช่วยนำพาเราและรู้ความเป็นจริงของชีวิตเรา ถ้าชีวิตเราเป็นดั่งเรือใบลำเล็กแล่นอยู่กลางน้ำ คนดีๆ ในชีวิตเราก็เปรียบดั่งประภาคารหรือโครงสร้างที่มั่นคงบนฝั่ง ซึ่งช่วยนำร่องให้เราไปถูกทิศ เราเฝ้าจัดการใบเรือ เฝ้าปรับสายระโยงเรือและเราจับจ้องที่บุคคลนั้น ประภาคารนั้น ภูเขาลูกนั้นบนแผ่นดิน ไม่ให้คลาดสายตาแล้วมุ่งหน้าไปในทิศนั้น เรามุ่งไปหาสิ่งเหล่านั้นให้ช่วยเรา

           มาถึงตอนนี้คุณรู้แล้วว่าไม่มีเหตุการณ์ใดในชีวิต มากำหนดว่าเราเป็นอย่างไร เหตุการณ์เหล่านั้นเป็นสิ่งชั่วคราวแล้ว เราไม่ควรจะยอมแพ้สิ่งที่เกิดกับเราวันนี้ อาจไม่มีผลอะไรกับชีวิตเราวันหน้า ดังนั้นให้เรานุ่มนวลเมตตาตนเองคือ ให้อภัยตัวเองคือ ยอมให้ตนเองทำผิดพลาดเสียศูนย์ได้ ขณะเดียวกันก็ยังมีหวังและมองตัวเองในแง่ดีบอกว่า “วันนี้ฉันทำผิดพลาดไป พรุ่งนี้ฉันจะทำถูกต้อง พรุ่งนี้ฉันมีโอกาสจะทำสิ่งนี้อีกครั้ง และฉันจะทำให้ดีกว่าเดิม”

           ผมจึงขอสรุปด้วยข้อเสนอเหล่านี้คือ จงรู้จักตัวเองแต่อย่าวิตกกังวลเรื่องตัวเองอารมณ์ที่แกว่งขึ้นๆ ลงๆ ก็เป็นอย่างนั้นแหละเหมือนกับคลื่นลมถาโถมใส่เรือ เป็นเรื่องชั่วคราว จงมุ่งหน้าต่อไปยังสิ่งที่คุณรู้ว่าดีและเป็นประโยชน์ อยู่ใกล้ๆ กับคนดีๆ ยอมให้เขาช่วยเหลือคุณ

           หาการ์ดสักใบเขียนไว้ว่า คุณเป็นใคร คุณเชื่อศรัทธาในอะไร คุณอยากมอบสิ่งใดให้แก่คนอื่นๆ และต้องการสิ่งใดจากผู้อื่น ระบุเป้าหมายระยะยาว ใช้ถ้อยคำวาดภาพอันแจ่มชัดของตัวคุณเอง เก็บการ์ดนี้ไว้กับตัวตลอดเวลา แล้วเมื่อคุณรู้สึกว่า กำลังจะเกิดความรู้สึกต่างไปจากเดิม ไม่ว่าจะดีหรือร้ายก็จงเอาการ์ดนั้นออกมาอ่าน ถ้าจำเป็นก็เตือนตัวเองอยู่เสมอว่า คุณเป็นใครมีเป้าหมายชีวิตอย่างไรนั่นคือ ของจริงในชีวิตคุณ บุคคลแบบที่คุณตัดสินใจว่าจะเป็นและจับจ้อง มองเป้าหมายของคุณ อย่าให้คลาดสายตาครับขอให้โชคดี

 

ที่มา:

คอลัมน์:

ผู้เขียน: