กิจกรรมบำบัด ไบโพลาร์

-A +A

           ผมได้เรียนรู้และอ้างอิงโปรแกรมกิจกรรมบำบัดจาก Hale S. Listening to clients: self-management strategies to stay well with bipolar disorder. OccupTher Now 2011; 13.5 :   18-9. จากกรณีศึกษารายหนึ่งนามสมมติ น้อง ป. วัย 20 ปี ใช้เวลากว่า 6 เดือนหลังจิตแพทย์วินิจฉัยว่าเป็นโรคไบโพลาร์

           ใน 3 เดือนแรกกรณีศึกษาอยากอยู่บ้านเฉยๆ และไม่อยากกลับไปเรียน หลังจากเกิดอกหักจากคนรักขณะเรียนชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยต่างประเทศ ผมจึงประเมินทางกิจกรรมบำบัดและออกแบบโปรแกรมการจัดการทักษะชีวิตด้วยตนเอง เน้นการทบทวนความรู้ความเข้าใจในผลกระทบของโรคไบโพลาร์ต่อความสุขความสามารถในการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิต ซึ่งพบว่า น้อง ป. สีหน้าดูเศร้าและพูดน้อย เมื่อลองให้สะท้อนความรู้สึกผ่านตัวเลือกสัญลักษณ์คำพูด 3 คำจนถึงการทบทวนความรู้ความเข้าใจ หลังการทำสมาธิปล่อยความรู้สึกที่ว่างเปล่าไม่เกิน 5 นาทีต่อครั้ง ทำรวม 3 ครั้ง แล้วเขียนความรู้สึกในปัจจุบันขณะบนกระดาษ รวมทั้งการแลกเปลี่ยนความรู้สึกด้วยใจรักของคุณพ่อคุณแม่ และ น้อง ป. จึงสรุปว่า โรคไบโพลาร์ทำให้ น้อง ป. นอนไม่หลับหมกมุ่นเรื่องอกหัก เบื่อไม่อยากมีเพื่อนและไม่อยากทำอะไร ตามด้วยการให้โอกาส น้อง ป. เลือกกิจกรรมง่ายๆ ที่ชอบและเคยทำได้ดี คือ การวาดรูปลายเส้นที่ผมมองเห็นรอยยิ้มเล็กน้อยและดูน้องมีศักยภาพ และอยากลองเรียนศิลปะต่างๆ ซึ่งผมได้นัดหมายรวม 3 ครั้ง ห่างกันครั้งละ 2 สัปดาห์เพื่อให้ น้อง ป. ได้ฝึกความมั่นใจในศักยภาพของตนเอง และเรียนรู้การจัดการผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงอารมณ์ เช่น การปรึกษาจิตแพทย์ในการรับประทานยาอย่างต่อเนื่อง การเปิดใจและรับรู้ความรักจากครอบครัว เป็นต้น ผลการประเมินซ้ำพบว่า น้อง ป. อยากให้มีความมั่นใจ อยากขยันเรียน อยากกล้าแสดงออก และกิจกรรมที่ทำมากขึ้น คือ ร้องเพลง ถ่ายรูป แต่งหน้า อ่านนิยาย ฯลฯ แต่ น้อง ป. ก็ไปเรียนศิลปะได้เพียงสองวันเนื่องจากคิดถึงคนรักที่เคยวาดรูปลายเส้นด้วยกัน และจิตแพทย์ได้ปรับตัวยา เพราะ น้อง ป. มีอารมณ์เศร้ามากขึ้น

           ต่อมากรณีศึกษาเริ่มติดต่อเพื่อนสนิทและมีความคิดอยากสมัครเรียนมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง และเริ่มมีความมั่นใจในการแสดงความรับผิดชอบงานบ้าน ความกล้าแสดงออกด้วยการประกวดร้องเพลงและเปิดใจแสดงความรู้สึกกับผู้ปกครองมากขึ้น แต่มาพบผมด้วยความต้องการฝึกความจำ เพราะเรียนหนังสือแล้วจำอะไรไม่ค่อยได้ และการฝึกกล้าสื่อสารหน้าชั้นเรียนมากขึ้น เพราะกลัวการเผชิญหน้ากับอาจารย์และเพื่อนๆ ผมจึงประเมินทางกิจกรรมบำบัดและออกแบบโปรแกรมการจัดการทักษะชีวิตด้วยตนเอง เน้นการสร้างแรงบันดาลใจและสื่อสารความรู้สึกที่ดีของตนเองสู่โลกภายนอกซึ่ง น้อง ป. ก็ฝึกสมาธิจดจ่อกับการเต้นของชีพจรที่ข้อมือไม่เกิน 1 นาทีต่อครั้ง ทำรวม 5 ครั้ง จากนั้นฝึกการทำกิจกรรมการอ่านข้อความที่สร้างแรงบันดาลใจแล้วทบทวนประเด็นสำคัญ ในการเขียนข้อความพร้อมวาดรูปไปตั้งเป้าหมายในชีวิตก็ใช้เวลารวม 15 นาที ซึ่ง น้อง ป. ก็เขียนว่า “ไม่ชอบเพื่อนที่เอาเปรียบ ที่ไม่ช่วยทำงานกลุ่ม ปล่อยให้ ป. นำเสนอคนเดียว...จะแคร์ความรู้สึกของพ่อแม่และเพื่อนสนิท และจะมีมนุษยสัมพันธ์กับเพื่อนใหม่ๆ...เพื่อนที่ไม่ทำงานก็ถือว่า เราได้ช่วยเหลือและจะกระจายงานให้เพื่อน”

           นอกจากนี้ก็ยังฝึกความมั่นใจในการกล้าแสดงออก นำเสนอบทเรียนหลังจากการอ่านหนังสือการท่องเที่ยว และข้อคิดชีวิตต่อผู้ปกครองและผม เพื่อให้เกิดการเรียนรู้หลายๆ รอบก่อนนำไปฝึกจริงในชั้นเรียน

           ใน 3 เดือนหลังสุด น้อง ป. ก็ไม่ยอมเข้าเรียนแล้วให้เหตุผลว่า “... เบื่อท้อและกลัวอาจารย์ไม่ให้สอบ เพราะขาดเรียนหลายวันแล้ว...ชอบนอนหลับในห้องเรียน ไม่รู้จะทำอย่างไร...” ผมจึงประเมินทางกิจกรรมบำบัดและออกแบบโปรแกรมการจัดการทักษะชีวิตด้วยตนเอง เน้นการติดตามทบทวนสุขภาพของตัวเอง ให้หลับดีอารมณ์ดีและใช้พลังงานดี ซึ่ง น้อง ป. ก็ฝึกสมาธิจดจ่อกับการนับเลขอายุถอยหลังจาก 20 จนถึง 1 อย่างช้าๆ จากนั้นฝึกเดินรอบห้องเป็นเวลา 6 นาที แล้วสะท้อนความรู้ความเข้าใจว่า “ป. ต้องออกกำลังกายกับลดหมูปิ้งเพื่อให้มีพลังงานในการเรียน ปรึกษาคุณหมอเรื่องยาที่ไม่อยากนอนหลับในห้องเรียน....” รวมถึงการสื่อสารในยามที่ น้อง ป. ต้องการกำลังใจและความช่วยเหลือ ในการสื่อสารกับอาจารย์และเพื่อนที่มีบุคลิกภาพที่ผ่อนคลายคิดบวก และชักชวนให้ น้อง ป. เกิดความมุ่งมั่นที่จะเข้าเรียนและสอบได้ตามธรรมชาติ

           จะเห็นว่า การประเมินทางกิจกรรมบำบัดและออกแบบโปรแกรมการจัดการทักษะชีวิตด้วยตนเอง เป็นกลยุทธ์หนึ่งที่ควรกระทำอย่างต่อเนื่อง จากนักกิจกรรมบำบัดร่วมกับการตรวจติดตามอาการที่เปลี่ยนแปลงจากโรคไบโพลาร์ และการรักษาด้วยยาจากจิตแพทย์อย่างสม่ำเสมอ ที่สำคัญผู้ปกครองควรใส่ใจด้วยความรัก และความรู้ในผู้มีประสบการณ์โรคไบโพลาร์ เช่นกัน

 

ที่มา:

คอลัมน์:

ผู้เขียน: