โรคอารมณ์สองขั้ว (โรคไบโพลาร์)

-A +A

           ในคนปกติก็ต้องมีการขึ้นลงของอารมณ์ มากบ้างน้อยบ้างตามนิสัย แล้วเมื่อไหร่จึงเรียกว่าผิดปกติหรือเป็นโรค การจะบอกว่าป่วยแน่นอนต้องใช้เกณฑ์การวินิจฉัยจากแพทย์ แต่คนทั่วไปควรนึกถึงโรคอารมณ์สองขั้วและไปปรึกษาแพทย์เมื่อ

1. มีการขึ้นลงของอารมณ์มากกว่าคนทั่วไป หรือมากกว่าปกติของคนนั้น เป็นเวลาติดต่อกันนาน 4-7 วัน

2. มีความผิดปกติของการกินการนอนร่วมด้วย

3. เกิดผลกระทบต่อการทำงานหรือความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง

           โรคอารมณ์สองขั้วเป็นความผิดปกติทางสมอง มิได้เกิดจากจิตใจอ่อนแอหรือคิดมาก พบอาการครั้งแรกในช่วงวัยรุ่น 15-24 ปี ในวัยรุ่นระยะแรกผู้ป่วยอาจมาด้วยอาการโรคจิตเหมือนกับเป็นโรคจิตเภทได้ พบว่าเมื่อติดตามเด็กและวัยรุ่นที่ได้รับการวินิจฉัยตอนแรกว่าเป็นโรคจิตเภทไปร้อยละ 50 ของผู้ป่วยจะมีอาการของโรคที่แท้จริงคือ โรคอารมณ์สองขั้วตามมาภายหลัง  ผู้สูงอายุจะมีอัตราการพบโรคนี้ต่ำกว่าในวัยหนุ่มสาว 1.4 เท่า หญิงและชายมีโอกาสพบเท่ากันที่ร้อยละ 1 ปัจจุบันคาดว่า คนไทยป่วยเป็นโรคไบโพลาร์อย่างน้อย 1 ล้านคน  ซึ่งองค์การอนามัยโลกระบุว่า โรคอารมณ์สองขั้วทำให้เกิดการสูญเสียเป็นอันดับ 6 ของโลก

           สาเหตุของโรคเกิดได้จากหลายปัจจัยร่วมกัน โรคอารมณ์สองขั้วเป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม จากการศึกษาพบความผิดปกติของโครโมโซมคู่ที่ 18, 21, 22 มีความสัมพันธ์กับโรคอารมณ์สองขั้วอย่างชัดเจน ผู้ป่วยโรคอารมณ์สองขั้วมักมีประวัติญาติป่วยเป็นโรคทางอารมณ์ และลูกของผู้ป่วยมีโอกาสเกิดโรคนี้มากกว่าคนทั่วไปประมาณ 4-8 เท่า โดยเฉพาะเมื่อพบเหตุกดดันทางจิตใจ เช่น ตกงาน สูญเสียคนรัก การประสบกับวิกฤติชีวิตรุนแรง การติดยาหรือใช้สารเสพติด รวมทั้งปัญหาบุคลิกภาพล้วนกระตุ้นโรคที่แฝงเร้นให้สำแดงอาการออกมา

           การวินิจฉัยโรคไบโพลาร์อาศัยเกณฑ์วินิจฉัยตาม DSM-V ดังนี้

           - โรคไบโพลาร์ I คือ ผู้ป่วยมีช่วงแมเนียอย่างน้อย 1 ครั้ง โดยมีอาการซึมเศร้ารุนแรงร่วมด้วยหรือไม่มีก็ได้

           - โรคไบโพลาร์ II คือ ผู้ป่วยมีทั้งช่วงไฮโปแมเนียและอาการซึมเศร้ารุนแรงอย่างน้อยอาการละ  1ครั้ง

           - ไซโคลไธเมีย คือ ผู้ป่วยมีช่วงไฮโปแมเนียและอาการซึมเศร้าที่ไม่ครบเกณฑ์วินิจฉัยอาการซึมเศร้ารุนแรงอาการละหลายครั้งในระยะเวลาอย่างน้อย 1 ปี โดยไม่มีช่วงที่ปราศจากอาการทั้ง 2 อย่าง นานมากกว่า 2 เดือน

           อารมณ์และพฤติกรรมของผู้ป่วยโรคอารมณ์สองขั้วเปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน 2 แบบคือ ลักษณะอารมณ์และพฤติกรรมแบบซึมเศร้า และลักษณะคึกคักพลุ่งพล่านซึ่งเรียกว่า แมเนีย  ผู้ป่วยโรคอารมณ์สองขั้วมักจะมีภาวะซึมเศร้าเกิดขึ้นบ่อยกว่าภาวะแมเนียเกือบ 3 เท่า อัตราการฆ่าตัวตายสูงที่ร้อยละ 15-20 (อาการดังแสดงในตารางที่ 1)

           ประมาณร้อยละ 20-25 ของผู้ป่วยโรคไบโพลาร์เคยพยายามฆ่าตัวตายด้วยวิธีอันตรายถึงชีวิต และร้อยละ 10-20 ของผู้ป่วยที่เป็นผู้ใหญ่ฆ่าตัวตายสำเร็จ จึงต้องประเมินความเสี่ยงในการฆ่าตัวตายเช่นเดียวกับผู้ป่วยโรคซึมเศร้า และผู้ป่วยอาจฆ่าตัวตายในระยะแมเนียก็ได้เนื่องจากผู้ป่วยมักมีการตัดสินใจในเรื่องต่างๆ บกพร่อง ขาดความยับยั้งชั่งใจ มักมีอารมณ์หงุดหงิดง่ายและควบคุมอารมณ์ไม่ได้เมื่อถูกขัดใจ หรือเนื่องจากมีอาการโรคจิต ผู้ป่วยบางคนอาจฆ่าตัวตายเนื่องจากรู้สึกอับอายพฤติกรรมตนเองในขณะมีอาการแมเนีย หรือได้รับผลร้ายจากพฤติกรรม หรือการตัดสินใจที่บกพร่องขณะมีอาการในภายหลัง

           การวินิจฉัยแยกโรคทางกายและโรคทางจิตเวชอื่นที่แสดงอาการและพฤติกรรมเหมือนผู้ป่วยโรคอารมณ์สองขั้ว โรคทางกายได้แก่ โรคไทรอยด์เป็นพิษ , โรคภูมิแพ้ตนเอง , ความผิดปกติทางระบบประสาท และผลจากการใช้ยาหรือสารเสพติด เช่น สเตียร์รอย, สารกระตุ้นประสาทพาราซิมพาเทติก และสารมีฤทธิ์กระตุ้นประสาทเป็นต้น  โรคทางจิตเวชได้แก่ โรคสมาธิสั้น, พฤติกรรมผิดปกติ, โรคจิตเภท และบุคลิกภาพผิดปกติแบบบอร์เดอร์ไลน์ เป็นต้น

           การรักษามีทั้งการรักษาด้วยยาเพื่อควบคุมอาการของผู้ป่วยให้ดีขึ้นโดยเร็วที่สุด ซึ่งจำเป็นที่จะต้องกินยารักษาต่อเนื่อง ยาที่ใช้รักษาโรคอารมณ์สองขั้วได้แก่ ยาในกลุ่มยาควบคุมอารมณ์ ยาต้านโรคจิตและยาต้านโรคซึมเศร้า จิตแพทย์จะเลือกใช้ยาตามอาการกลไกออกฤทธิ์ตรงที่สมองและระยะของการเจ็บป่วย

           โรคอารมณ์สองขั้วมีอัตราการเป็นซ้ำสูงมากถึง 90% ปัจจัยที่ทำให้ผู้ป่วยมีอาการกลับมาใหม่ที่พบบ่อยคือ เครียดมาก อดนอนและขาดยา ฉะนั้นโดยทั่วไปหลังจากหายแล้วจิตแพทย์มักแนะนำให้กินยาต่ออย่างน้อย 1 ปี เพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำหรืออาจนานกว่านี้ ทั้งนี้ขึ้นกับจำนวนครั้งที่เคยเป็น และความรุนแรงในครั้งก่อนๆ จิตบำบัดจำเป็นสำหรับผู้ป่วยโรคอารมณ์สองขั้ว ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยอยากรักษาตัวและสามารถจัดการกับผลของโรคนี้ได้ เมื่อไปอยู่ในสังคมและชีวิตการทำงาน ทำให้ผู้ป่วยยังคงด้านบวกของตัวเองไว้ จิตบำบัดสำหรับผู้ป่วยโรคอารมณ์สองขั้วมีดังนี้

           1. บำบัดพฤติกรรม เป็นวิธีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมช่วยให้ความเครียดลดลง

           2. บำบัดกระบวนการคิด เพื่อให้แยกแยะและปรับปรุงลักษณะการคิดมีผลต่ออารมณ์

           3. บำบัดความสัมพันธ์ที่เกิดระหว่างบุคคล รวมถึงญาติและคนในครอบครัวด้วย และช่วยลดความเครียดจากอาการของผู้ป่วยที่มีผลต่อคนในครอบครัว

           4. บำบัดให้ปรับตัวเข้ากับสังคม ซึ่งจะช่วยให้มีการปรับปรุง และรักษาการดำเนินกิจวัตรในชีวิตประจำวัน

 

           การให้คำปรึกษาแนะนำหรือจิตบำบัด มุ่งเน้นที่การปรับเปลี่ยนความคิดพฤติกรรมและการแก้ไขปัญหาที่มีอยู่ รวมถึงการพัฒนาความสัมพันธ์กับผู้อื่น ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถจัดการกับปัญหาในชีวิตได้ดียิ่งขึ้น การให้ความรู้แก่ผู้ป่วยและครอบครัวในเรื่องธรรมชาติของโรค ปัจจัยเสี่ยง การรักษา วิธีการป้องกันการกลับเป็นซ้ำ ตลอดจนส่งเสริมให้มีการสื่อสารที่มีคุณภาพในครอบครัวช่วยเพิ่มความร่วมมือในการรักษา

           “โรคนี้แม้ว่ารุนแรง แต่ให้รีบค้นหา เพราะรักษาหายได้”

 

ที่มา:

คอลัมน์:

ผู้เขียน: