การปฏิรูปจิตเวชไทย: การส่งเสริมป้องกัน | สมาคมสายใยครอบครัว

การปฏิรูปจิตเวชไทย: การส่งเสริมป้องกัน

-A +A

           จากตอนที่แล้วเราได้พูดถึงว่า จำเป็นอย่างไรต้องปฏิรูปจิตเวชไทย ตอนต่อๆ ไปเราจะพูดถึงการปฏิรูปในส่วนสำคัญสามส่วนคือ ก่อนที่จะป่วยช่วงที่ป่วยและหลังจากป่วยแล้ว ในฉบับนี้เราจะเริ่มด้วยการส่งเสริมป้องกันก่อนที่คนจะป่วยด้วยโรคจิตเวช

           ขอให้เราเริ่มด้วยความหมายของการส่งเสริมป้องกันว่า การส่งเสริม คือ การส่งเสริมสุขภาพจิตส่งเสริมปัจจัยปกป้องการผิดปกติทางจิต ส่วนการป้องกัน คือ การป้องกันความผิดปกติทางจิตด้วยการควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่างๆ สุขภาพจิตกับความผิดปกติทางจิตไม่เพียงอยู่ฝั่งตรงข้ามกันการ ไม่มีอย่างหนึ่งไม่ได้หมายความว่ามีอีกอย่างหนึ่ง แต่การส่งเสริมสุขภาพจิตอาจช่วยป้องกันความผิดปกติทางจิตได้ (J. Campion et.al.,2011) 

บทความว่าด้วยแนวทางการป้องกันความผิดปกติทางจิตของสมาคมจิตเวชยุโรป (European Psychiatric Association Guidance on Prevention of Mental Disorders) ของโจนาธัน แคมปิออน และคณะได้ให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับการป้องกันว่าในระดับปฐมภูมิอาจทำโดยมุ่งที่ประชากรทั้งหมด หรือเลือกกลุ่มเป้าหมายที่เสี่ยงต่อความผิดปกติสูง ส่วนในระดับทุติยภูมิเกี่ยวข้องกับการจับสัญญาณเริ่มแรกและการแทรกแซงตั้งแต่เริ่มมีความผิดปกติ ในระดับตติยภูมิเมื่อความผิดปกติปรากฏชัดแน่นอนแล้วนั้นเป็นการส่งเสริมการคืนสู่สุขภาวะและการป้องกันการป่วยซ้ำ

           เพื่อป้องกันความผิดปกติทางจิตมีความจำเป็นต้องควบคุมปัจจัยเสี่ยงในช่วงวัยต่างๆ โดยเฉพาะช่วงตั้งครรภ์และวัยเด็กซึ่งมักจะเกี่ยวข้องกับปัจจัยด้านพ่อแม่และครัวเรือน เช่น การใช้แอลกอฮอล์ ยาสูบ และสารเสพติด ความเครียดของมารดาขณะตั้งครรภ์ น้ำหนักตัวตอนเกิดต่ำ การที่พ่อแม่มีปัญหาสุขภาพจิตหรือไม่มีงานทำล้วนทำให้เด็กเสี่ยงต่อความผิดปกติด้านอารมณ์และความประพฤติขึ้น 2-3 เท่า การถูกทำร้ายและประสบการณ์ยากลำบากในวัยเด็กทำให้เสี่ยงต่อโรคจิตเวช และการใช้สารเสพติดขึ้นหลายเท่า การใช้กัญชาระดับสูงทำให้เสี่ยงต่อโรคจิตเภทเพิ่มขึ้นหลายเท่า

           อันที่จริงความไม่เท่าเทียมกันในสังคมก็มีผลต่อสุขภาพจิต และความเสี่ยงต่อความผิดปกติทางจิตอย่างสำคัญ หากพ่อแม่อาศัยอยู่ในเขตรายได้น้อย และการว่างงานสูงเด็กก็จะเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพจิตมากขึ้นกว่าเด็กที่มีสถานะทางเศรษฐกิจสังคมสูงกว่า สำหรับผู้ใหญ่ปัจจัยเสี่ยงได้แก่ รายได้ต่ำ มีหนี้สิน ว่างงาน ยากจน มีปัญหาด้านที่อยู่อาศัย มีความรุนแรง และประสบเหตุการณ์ตึงเครียดสูง การมีชาติพันธุ์เป็นชนกลุ่มน้อยในสังคมก็ส่งผลให้เสี่ยงสูงเช่นเดียวกัน ดังนั้นนอกจากจะป้องกันความรุนแรง และการทำร้ายหรือความผิดปกติทางด้านความประพฤติแล้ว การแก้ไขปัญหาที่รากฐานคือ การแก้ไขความไม่เท่าเทียมกันในสังคมก็เป็นสิ่งสำคัญยิ่ง

           นอกจากควบคุมปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้แล้ว ขณะเดียวกันก็จำเป็นต้องมีการส่งเสริมปัจจัยปกป้องสุขภาพจิต อย่างเช่น การส่งเสริมทักษะการเลี้ยงดูเด็กโครงการก่อนวัยเรียน การส่งเสริมสุขภาพจิตในโรงเรียน การส่งเสริมสุขภาพกายและสุขภาพจิตไปพร้อมๆ กัน การส่งเสริมให้ฟื้นตัวจากความยากลำบากได้ดี และมีความสามารถในการจัดการกับปัญหา ในอนาคตการส่งเสริมให้มีความสัมพันธ์ที่ดีในชุมชน การส่งเสริมสุขภาพกายและจัดการกับปัญหาสุขภาพ อย่างเช่น โรคอ้วน และการใช้สารที่อันตรายต่อสุขภาพอย่าง เหล้า บุหรี่ การออกกำลังกาย การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เป็นต้น นอกจากนี้ ควรส่งเสริมสุขภาพจิตด้วยการปฏิบัติธรรมพัฒนาด้านจิตวิญญาณหาความหมายและความมุ่งหมายของชีวิต เรียนรู้อยู่เสมอ มีงานอดิเรก ทำสิ่งที่สร้างสรรค์และมีส่วนร่วมในชุมชน ตลอดจนนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ การส่งเสริมและป้องกันทั้งหมดนี้ กรมสุขภาพจิตหรือภาคส่วนสาธารณสุขไม่อาจดำเนินการได้ตามลำพัง ต้องเป็นการขับเคลื่อนของทุกภาคส่วนในสังคม เห็นได้ว่า เป็นงานที่ต้องลงทุนลงแรงอย่างสูง แต่จากการศึกษาชิ้นเดียวกับที่อ้างข้างต้น แสดงให้เห็นว่า เป็นงานที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่าอย่างยิ่งในด้านเศรษฐกิจ อย่างเช่น ขณะที่การบำบัดรักษาลดภาระโรคได้เพียง 28 % อีก 70 % จะลดได้ก็ด้วยการส่งเสริมป้องกันเท่านั้น และจากการศึกษายุทธศาสตร์สุขภาพจิตแบบขับเคลื่อนหลายภาคส่วนของอังกฤษ พบว่า ทุก 1 ปอนด์ที่ลงทุนไปโครงการเรียนรู้ทางสังคมและอารมณ์ในโรงเรียนเพื่อป้องกันความผิดปกติด้านความประพฤติมีผลตอบแทน 84 ปอนด์ส่วนการแทรกแซงเพื่อลดการรังแกกันในโรงเรียนมีผลตอบแทน 14 ปอนด์นับว่าเป็นการตอบแทนที่สูงยิ่ง

           ในประเทศไทย การส่งเสริมป้องกันเป็นงานที่ได้รับความสำคัญน้อย อาจจะเนื่องด้วยทรัพยากรอันจำกัด ทำให้งานสุขภาพจิตของเรายังมีการบำบัดรักษาเป็นตัวเอก การฝึกอบรมนักวิชาชีพด้านจิตเวชทุกสาขาให้ความสนใจการบำบัดรักษาเป็นหลัก ทั้งที่การส่งเสริมป้องกันจะเป็นการตัดทอนภาระโรค ความทุกข์ยากของบุคคลจากโรค และความสูญเสียทางเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างมีประสิทธิผล แต่น่าดีใจที่พระราชบัญญัติสุขภาพจิตแห่งชาติฉบับแก้ไขใหม่โดยนโยบายของรัฐบาลปัจจุบันได้บรรจุเรื่องการส่งเสริมป้องกันไว้ด้วย เพื่อให้นโยบายนี้เกิดผลเป็นรูปธรรม รัฐควรร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ ในสังคมขับเคลื่อนการส่งเสริมสุขภาพจิตและการป้องกันความผิดปกติทางจิต สำหรับประชาชนทั่วไปควรรณรงค์สร้างการตระหนักรู้ ความรู้ความเข้าใจอันจะนำไปสู่การร่วมมือสร้างเสริมความเข้มแข็งทางสุขภาพจิต และการควบคุมปัจจัยคุกคามสุขภาพจิต ในด้านของกลุ่มเสี่ยงควรมีการแทรกแซงป้องกันที่เหมาะสมเฉพาะกลุ่ม ให้ผู้มีปัญหาด้านสุขภาพจิตและจิตเวชหาความช่วยเหลือที่เหมาะสมโดยเร็ว มีทัศนคติว่า สุขภาพจิตและจิตเวชเป็นส่วนหนึ่งของสุขภาพ โรคจิตเวชรักษาได้ ขณะเดียวกันก็ลดตราบาปอันเป็นอุปสรรคในการยอมรับการบำบัดรักษา พร้อมกันนั้นก็ส่งเสริมทัศนคติที่ดีต่อเรื่องสุขภาพจิตและจิตเวช ตลอดจนบุคคลที่ประสบความยากลำบากในด้านนี้

           รัฐจำเป็นต้องมีกฎหมาย กฎระเบียบ และยุทธศาสตร์ในการเอื้ออำนวยให้ประเด็นสุขภาพจิตและจิตเวชเป็นวาระแห่งชาติ เอื้อให้มีการร่วมมืออย่างจริงจังระหว่างภาคส่วนต่างๆ ของรัฐและภาคเอกชน ตลอดจนภาคประชาสังคมในการขับเคลื่อนเรื่องนี้เนื่องจากเป็นประเด็นที่มีความสำคัญต่อประชาชนทุกคนและแน่นอนต่อความสุขสวัสดีของสังคมโดยรวม

           รัฐพึงจัดสรรให้มีหน่วยงานที่มีสมรรถนะและงบประมาณอย่างเพียงพอ มียุทธศาสตร์และมาตรการที่แน่ชัดเพื่อสร้างเสริมสุขภาพจิตและการควบคุมปัจจัยคุกคามสุขภาพจิต ภาคส่วนอื่นๆก็ควรระดมทรัพยากรในการดำเนินงานในส่วนที่เกี่ยวข้องในทุกช่วงวัยของประชากร ตั้งแต่ช่วงตั้งครรภ์ วัยเรียน วัยผู้ใหญ่และวัยชรา โดยเฉพาะช่วงวัยต้นของชีวิตและกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง และให้การดำเนินงานด้านนี้ครอบคลุมถึงผู้ป่วย และผู้พิการทางจิตด้วย ตั้งแต่การคัดกรองได้เมื่อเริ่มมีสัญญาณการแทรกแซงในระยะเริ่มแรก การบำบัดรักษาอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อให้คืนสู่สุขภาวะ และการดำรงตนอย่างมีศักดิ์ศรีของผู้พิการทางจิตอย่างเป็นส่วนหนึ่งที่เท่าเทียมของสังคม

           ทุกหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องร่วมมือกับทุกภาคส่วน ทำงานเพื่อสร้างเสริมปัจจัยปกป้องสุขภาพจิต ได้แก่ ทุนทางสังคม สุขภาวะทางสังคม การมีส่วนร่วม และทำประโยชน์ในสังคม กิจกรรมในชุมชนพื้นที่สีเขียวที่เข้าถึงได้ในชุมชน ชีวิตที่มีความหมายน่าพึงพอใจ ความสัมพันธ์ที่ดีกับครอบครัว เพื่อนและชุมชน การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง การมีสมรรถนะทางจิตในการเผชิญกับสถานการณ์ยากลำบาก การออกกำลังกายและการรักษาสุขภาพกาย คุณภาพชีวิตด้านจิตวิญญาณ การใช้เวลาว่างอย่างสร้างสรรค์ เวลาเดียวกันก็ควบคุมปัจจัยคุกคามสุขภาพจิต อันได้แก่ ความรุนแรง การทำร้ายรังแก การว่างงาน ที่พักอาศัยที่ไม่เหมาะสม หนี้สิน ความเครียดในที่ทำงาน ความยากจน การสูบบุหรี่ การเสพติดสุราและสารเสพติดอื่นๆ ตราบาป และการเลือกปฏิบัติ และเหนืออื่นใดต้องขจัดความไม่เสมอภาคในสังคมอันเป็นรากฐานของปัญหา

           การให้การศึกษาเรื่องสุขภาพจิตและจิตเวชทุกระดับชั้น ในระบบการศึกษาตามวุฒิภาวะของผู้เรียน เพื่อจะตระหนักรู้สามารถช่วยตนเองและเพื่อนให้ได้รับการดูแล แทรกแซงที่เหมาะสมตั้งแต่ในขั้นปัจจัยเสี่ยง ขณะเดียวกันก็มีส่วนในการสร้างชุมชนในสถานศึกษาให้มีสิ่งแวดล้อมที่ส่งเสริมสุขภาพจิต

           นอกจากนี้ในกลุ่มผู้ประสบปัญหาด้านจิตเวชสุขภาพจิตและจิตเวชศึกษาที่สร้างเสริมความเข้มแข็งให้ผู้เรียน ควรเป็นภาคบังคับส่วนหนึ่งของการบำบัดรักษาตั้งแต่ครั้งแรกที่เกิดความผิดปกติ เพื่อจะช่วยให้รู้ถึงสภาวะของตน การรับมือ การป้องกัน การป่วยซ้ำและความเสียหายอัน เกิดจากความเข้าใจและการปฏิบัติตนที่ผิดพลาดของผู้ป่วยเองและคนรอบข้าง รวมทั้งสามารถเป็นปากเป็นเสียงให้แก่ตนและผู้ร่วมทางได้

           ท้ายที่สุด รัฐพึงสนับสนุนเครือข่ายภาคประชาชนด้านสุขภาพจิตและจิตเวช โดยเฉพาะผู้มีประสบการณ์ตรงให้มีส่วนในการสร้างเสริมสุขภาพจิตและควบคุมปัจจัยคุกคามสุขภาพจิต ในฐานะผู้ที่เคยผ่านเส้นทางที่ยากลำบาก คนกลุ่มนี้น่าจะสามารถมองย้อนไปและแบ่งปันบทเรียนที่จะป้องกันคนอื่นๆ ไม่ให้ต้องประสบความยากลำบากแบบเดียวกันได้

           สรุปว่า งานส่งเสริมสุขภาพจิตและการป้องกันความผิดปกติทางจิตนั้น มีขอบข่ายกว้างและลึก ต้องการทรัพยากรและการทุ่มเทอย่างสูงจากทุกภาคส่วน เป็นงานที่ให้ผลคุ้มค่าทางเศรษฐกิจสังคมและความเจ็บปวดส่วนบุคคล ซึ่งประมาณค่าเป็นตัวเลขได้ยาก ทั้งรัฐก็มีนโยบายในเรื่องนี้ คำถามมีอยู่เพียงว่า เราจะเอาจริงเพียงใดอย่างเป็นรูปธรรม???

 

ที่มา:

คอลัมน์:

ผู้เขียน: