การคืนสู่สุขภาวะ และการคบคิดแห่งหวัง (Recovery and the Conspiracy of Hope)

-A +A

 

            ในปี 1987 ฉันเขียนบทความเกี่ยวกับประสบการณ์หลังจากถูกวินิจฉัยว่า ป่วยด้วยโรคจิตเภท บทความนั้นวางกรอบหลักของงานในชีวิตของฉันโดยใช้กุหลาบทะเลดอกกะจิดริดเป็นอุปลักษณ์สำหรับการเดินทางคืนสู่สุขภาวะ

            ตอนนั้นเป็นฤดูใบไม้ผลิ และความหวังแทรกซึมอยู่ทุกหนทุกแห่ง...

            ฉันอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของสหรัฐอเมริกาที่เรียกว่า นิวอิงแลนด์ เรามีฤดูที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนตั้งแต่ฤดูหนาวที่หิมะตกหนักหนาว จับขั้วหัวใจไปจนถึงฤดูที่มีโคลนเฉอะแฉะที่สีสันค่อยๆ เผยออกมาซึ่งเรียกกันว่า ฤดูใบไม้ผลิ แล้วก็เป็นวันอันเดือดปุดๆ ของฤดูร้อนกระทั่งถึงฤดูใบไม้ร่วงที่ใบไม้บนต้นระเบิดออกเป็นสีเหลืองส้มและแดงสะพรั่งไปหมด ก่อนจะร่วงลงพื้นทิ้งให้ต้นไม้กิ่งก้านเปล่าเปลือยแห้งโกร๋น  ในวงจรของฤดูกาลมีบทเรียนสำหรับฉันเสมอ เตือนให้ฉันระลึกเสมอว่า การเติบโตนั้นเกิดขึ้นในสภาพแวดล้อม หากจะปลูกอะไรให้งอกงามสิ่งแวดล้อมต้องเปลี่ยนเพื่อเอื้อให้เกิดการเติบโตนั้น

            ตอนนั้นเป็นฤดูใบไม้ผลิ และความหวังแทรกซึมอยู่ทุกหนทุกแห่ง เป็นฤดูใบไม้ผลิ และรู้สึกเหมือนว่า สิ่งมีชีวิตทั้งมวลกำลังสะท้านไหว พร้อมจะเกิดใหม่ ยังเปียก บอบบาง และตั้งใจแน่วแน่ที่จะหยั่งรากและเติบโต

            ฉันคิดถึงกุหลาบทะเล เคยเฝ้าดูมันเติบโตที่ชายหาดใกล้บ้าน ดอกไม้ทะเลซึ่งมีชีวิตบอบบาง อ่อนนุ่ม ฉันรักจะเฝ้ามองดอกไม้นี้ ตอนรุ่งอรุณ มันส่ายช้าๆ หันหาดาวรุ่ง  กุหลาบทะเลเป็นดอกไม้ที่เสาะหาแสงสว่าง หันไปสู่แสงสว่าง ขณะที่รากหยั่งลึกลงในความมืดแห่งพื้นดิน แท้ที่จริงในความมืดนั่นแหละที่ชีวิตใหม่ของมันเริ่มขึ้น

            ย้อนกลับไปยาวนานในเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ เมื่อลมยะเยือกฟาดกระหน่ำผ่านเนินทราย และกลางวันก็สั้น และแสงสว่างก็ไม่อุ่น แม้กระทั่งยามนั้น ลึกลงไปใต้ดิน ชีวิตใหม่กำลังรอคอย ไม่มีใครเห็น ไม่มีใครอยู่ตรงนั้นเพื่อเป็นพยาน แต่ความคาดหวังว่า ดอกไม้ทะเลดอกนี้จะบานก็ยังคอยอยู่ เฝ้าคอยในความมืดหนาวเย็นยะเยียบ ให้ทรายเริ่มอ่อนตัวเมื่อน้ำแข็งละลาย คอยฝนโปรยปรายลงมาให้ดินอ่อนตัว จากนั้น อย่างแช่มช้าเหลือแสน ดอกไม้ทะเลนั้นก็เริ่มตื่น เม็ดทรายถูกแหวกออกทีละเม็ด ดอกไม้ทะเลเริ่มเติบโต  ตอนแรก มันไม่ได้เติบโตตรงเข้าหาแสงสว่างทันที  เปล่าเลย ตอนแรกมันมุ่งเติบโตลงล่าง เอื้อมออกไป ยืดออกไปอย่างมืดบอด คลำผ่านพื้นทรายร่วนที่เลื่อนไหลไปหาที่อันมั่นคง แน่นหนาที่จะหยั่งราก ดินดีที่จะยึดไว้และรับการบำรุงเลี้ยง เป็นดินอยู่อาศัยที่จะรักษามันไว้ได้ แม้ฝนจะสาดซัดและลมปั่นป่วนจะพัดเข้าใส่  เมื่อหยั่งรากเช่นนี้แล้ว กุหลาบทะเลก็เริ่มเดินทางสู่แสงสว่าง แทงทะลุผ่านความมืด ดอกไม้ทะเลปรากฏออกมาต้นน้อยๆ น่ารักยืนหยัด และหาญกล้าด้วยกิ่งก้านอ่อนบางไหวสะท้าน สิ่งเล็กๆ นี้งอกขึ้นสู่ชีวิตใหม่...

            กุหลาบทะเลสอนเรามากมายเกี่ยวกับความหวัง  สอนเราว่า ความหวังผุดออกมาจากความมืด  สอนเราว่า ความหวังเติบโตได้ในสิ่งแวดล้อมที่ให้การบำรุงเลี้ยง เอื้อให้หยั่งราก และมั่นคงปลอดภัย  วันนี้ฉันมาเฉลิมฉลองความหวังอันมีกุหลาบทะเลเป็นสัญลักษณ์

            ฉันเชื่อว่า วิญญาณแห่งความหวังนั่นแหละ ที่รวบรวมเรามาอยู่ด้วยกันที่นี่วันนี้... ทั้งจากประเทศต่างๆ และด้วยสถานะต่างๆ กัน เช่น นักวิชาชีพ ผู้ใช้บริการ ผู้บริหาร และผู้กำหนดนโยบาย มานั่งเคียงกัน ซึ่งเมื่อสิบห้าปีก่อนจะไม่มีวันเป็นเช่นนี้ เราแทบจะไม่เคยคุยกันด้วยซ้ำ นี่ไม่ใช่การคบคิดกันอยู่หรอกหรือ?

            ฉันรักคำว่า คบคิดกัน  คำนี้มาจากภาษาละตินว่า “conspirare” ซึ่งหมายความว่าหายใจเอาวิญญาณหนึ่งด้วยกัน วันนี้เรากำลังหายใจเอาวิญญาณใดด้วยกันอยู่หรือ?

            นี่คือ วิญญาณแห่งความหวัง ทั้งฐานะปัจเจกบุคคลและส่วนรวม เราไม่ยอมจำนนต่อภาพของความสิ้นหวังซึ่งมักจะเชื่อมโยงอยู่กับโรคจิตเวช เราเป็นกลุ่มคบคิดแห่งหวัง กำลังผลักดันโต้กระแสอันเชี่ยวกรากของการกดขี่ ซึ่งหลายศตวรรษมาแล้ว เป็นมรดกของเราที่ถูกตีตราด้วยโรคจิตเวช เราปฏิเสธที่จะลดทอนมนุษย์ลงมาเป็นเพียงความเจ็บป่วย เรารู้ว่าภายในเราแต่ละคนมีบุคคลหนึ่งอยู่ ในฐานะบุคคล เรามีความเป็นมนุษย์เหมือนกันกับคนที่ถูกวินิจฉัยว่า ป่วยด้วยโรคจิตเวช  เราอยู่ตรงนี้เพื่อเป็นพยานว่าคนที่ถูกวินิจฉัยว่าป่วยด้วยโรคจิตเวชนั้น ไม่ได้เป็นสิ่งของ ไม่ได้เป็นวัตถุที่ใครจะมากระทำอะไรต่อเขา ไม่ใช่สัตว์หรือสิ่งมีชีวิตในรูปแบบต่ำกว่ามนุษย์ เราเห็นแน่นอนร่วมกันว่าเหนืออื่นใดคนที่ถูกตีตราว่าป่วยด้วยโรคจิตเวช คือ มนุษย์  ชีวิตเรามีคุณค่ายิ่งเกินจะจำกัดได้ และเราจะพบว่า คนที่พิการเพราะโรคจิตเวชสามารถกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญในการดูแลตนเอง สามารถควบคุมชีวิตเราได้ และสามารถรับผิดชอบการเดินทางสู่การคืนสู่สุขภาวะของตนเองได้ และสุดท้ายอย่างที่กุหลาบทะเลสอนเรา เรากำลังเรียนรู้ว่า สิ่งแวดล้อมรอบตัวคนต้องเปลี่ยน หากเราถูกคาดหวังให้เติบโตเต็มศักยภาพของบุคคล ซึ่งเหมือนกับเมล็ดเล็กจิ๋วกำลังคอยที่จะงอกงามออกมาจากภายในเราแต่ละคน

            หากเราปลูกเมล็ดพันธุ์ในทะเลทรายแล้วมันไม่งอก เราถามหรือว่า “เมล็ดนี้มีอะไรผิดปกติหรือ?”  เปล่าเลย  การคบคิดที่แท้จริงอยู่ตรงนี้คือ จงดูสิ่งแวดล้อมรอบเมล็ดนั้นและถามว่า “ต้องเปลี่ยนอะไรในสิ่งแวดล้อมนี้จนเมล็ดพันธุ์เม็ดนั้นจะสามารถเติบโตได้?” การคบคิดที่แท้จริงคือ การหยุดพูดว่าผู้มีชีวิตรอดจากโรคจิตเวชมีอะไรผิดปกติ และเริ่มถามว่า “เราจะสร้างสิ่งแวดล้อมและความสัมพันธ์ที่เปี่ยมด้วยความหวังและมนุษยธรรมซึ่งคนเราสามารถเติบโตได้อย่างไร?”

            ฉันอยากเล่าให้ฟังว่าการถูกวินิจฉัยตอนอายุยังน้อยว่า ป่วยด้วยโรคจิตเวชและสูญสิ้นความหวังทั้งมวลเป็นอย่างไร อยากเล่าเรื่องฤดูหนาวอันมืดมนแห่งความทุกข์กระวนกระวายและความเฉยชาไม่ไยดี เมื่อเราเลิกหวัง เอาแต่นั่งสูบบุหรี่และดื่มกาแฟ

            สำหรับคนที่ถูกวินิจฉัยว่าป่วยด้วยโรคจิตเวช และใช้ชีวิตในถิ่นทุรกันดารของโครงการและสถาบันสุขภาพจิต ความหวังไม่ใช่คำเพราะๆ เท่านั้น แต่เป็นเรื่องความเป็นความตาย เรารู้ดีเหมือนกุหลาบทะเล เราได้รู้จักฤดูหนาวแสนเยียบเย็น ช่วงเวลาที่ความหวังทั้งมวลดูเหมือนถูกคั้นเอาไปจากเราหมดสิ้น เรื่องนี้เริ่มขึ้นตอนที่เรากำลังหนุ่มสาวสดใส ตอนแรกเราบอกไม่ได้ว่ามันคืออะไร มันมาเหมือนขโมยยามกลางคืน และปล้นวัยหนุ่มสาว ความฝัน ความมุ่งมาดปรารถนา และอนาคตของเราไป มันจู่โจมใส่เราเหมือนฝันร้ายน่ากลัว ที่เราไม่อาจตื่นขึ้นมาให้พ้นได้เลย

            และแล้วในยามที่เราจำเป็นต้องมีคนที่เรารักอยู่ใกล้ชิด เราถูกเอาไปยังที่ห่างไกลตอนอายุ 14 หรือ 17 หรือ 22 เขาบอกเราว่า เรามีโรคที่ไม่มีทางรักษา บอกให้เรากินยาที่ทำให้เราลิ้นแข็งและสั่นกระตุก ยาที่ปล้นร่างกายและพลังหนุ่มสาวของเราไป ทำให้เราเดินตัวแข็งทื่อเหมือนซอมบี้ เขาบอกเราว่า หากกินยานี้ไปตลอดชีวิต เราอาจจะรักษาอะไรคล้ายๆ ชีวิตนี้ไว้ได้ เขาพร่ำบอกเราว่า ยาพวกนี้มีประโยชน์ต่อเรา แต่เราสามารถสัมผัสได้ว่า ยาจิตเวชขนาดสูงเปลี่ยนให้เรากลายเป็นภาชนะว่างเปล่า เรารู้สึกเหมือนวิญญาณไร้เจตจำนงหรือศพเดินได้ ยามที่ความเฉยชาไม่ไยดีที่ยาเหนี่ยวนำให้เกิดนั้นเข้าครอบงำ ในขนาดสูงเช่นนั้นยาจิตเวชลดทอนความเป็นบุคคลของเราและสำนึกในตัวตนของเราอย่างถึงรากถึงแก่น

            ขณะลมหนาวระลอกแรกปกคลุมเรา เราดึงผ้าห่มมาพันตัวแน่น แต่เราไม่หลับ  ระหว่างสองสามคืนแรกในโรงพยาบาล เรานอนลืมตาโพลง เห็นไหม แสงไฟยามกลางคืนจากบ้านเรือนในชุมชนส่องผ่านหน้าต่างสถาบันจิตเวช ชีวิตยังดำเนินต่อไปที่นั่น ขณะที่ชีวิตเราพังทลายอยู่รอบตัวเรา ดวงไฟเหล่านั้นดูห่างไกลมาก  ชาวซูลูมีคำสำหรับวลีว่า “ห่างไกล” ของเรา ในภาษาซูลู “ห่างไกล” หมายความว่า “มีคนร้องออกมาว่า ‘โอ้แม่จ๋า ลูกหลงทาง’” (Buber 1958,  p.18) และความห่างไกลในสถาบันจิตเวชให้ความรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ หนทางกลับบ้านไม่ชัดเจนและขณะนอนอยู่ตรงนั้นในความมืด เราตกใจกลัวและนึกภาพทางออกจากสถานที่แย่ยิ่งนี้ไม่ออก เวลาไม่มีใครมอง เราร่ำไห้ด้วยความว้าเหว่ทั้งหมดนั้น

            เมื่อถึงยามเช้า เราเกรี้ยวกราด เกรี้ยวกราดใส่คำพยากรณ์อันเลวร้ายเกี่ยวกับชีวิตเรา พวกเขาพูดผิด พวกเขาพูดผิด เราไม่ได้บ้า เราไม่เหมือนคนนั้นที่อยู่ในโรงพยาบาลนี้นานเกินไป เราต่างออกไป เราจะกลับบ้าน แล้วอะไรๆ จะเหมือนเดิมทุกอย่าง นี่เป็นเพียงฝันร้าย เป็นการเสื่อมถอยชั่วคราว

            ไม่ช้าเราก็ได้ออกจากโรงพยาบาลจริงๆ เรายืนอยู่ที่บันไดหน้าบ้าน กระเป๋าเสื้อผ้าอยู่ในมือ เรากล้าหาญขนาดนั้น การมองโลกในแง่ดีของวัยเยาว์โบกสะบัดเหมือนธงชัยรับขบวนนักกีฬากลับบ้าน เราจะทำได้สำเร็จ เราจะไม่มีวันกลับเข้าโรงพยาบาลอีกแล้ว

 

ตอนต่อไป >> http://www.thaifamilylink.net/web/node/183

 

ที่มา:

คอลัมน์:

ผู้เขียน:

frontpage: