การฟื้นตัวจากอาการซึมเศร้าในคู่สมรส | สมาคมสายใยครอบครัว

การฟื้นตัวจากอาการซึมเศร้าในคู่สมรส

-A +A

            การฟื้นตัวจากอาการซึมเศร้านั้น เป็นสิ่งที่วิเศษโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เพราะอาการซึมเศร้านั้นสามารถส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อผู้ป่วย มากพอๆ กับคู่สมรสเลยทีเดียว เมื่อคู่สมรสคนใดคนหนึ่งต้องทนทุกข์ทรมานจากภาวะซึมเศร้า อีกฝ่ายหนึ่งก็มักได้รับผลกระทบไปด้วย จากประสบการณ์ของผม เราพบว่า เมื่อคู่สมรสคนหนึ่งเริ่มที่จะฟื้นตัวส่วนใหญ่แล้วคู่สมรสอีกคนหนึ่งจะเริ่มเหนื่อยหน่ายหมดแรง หรือไม่ก็ส่งสัญญาณของอาการโรคซึมเศร้าด้วยเช่นกัน

            เจเน็ตได้รับความทุกข์ทรมานจากโรคซึมเศร้ามานานหลายเดือนแล้ว ก่อนที่เธอจะยอมเข้ารับความช่วยเหลือ เธอเข้ามาขอคำปรึกษาและเราก็ช่วยเธอหาตัวกระตุ้นที่เป็นสาเหตุให้เธอมีอาการซึมเศร้า ใช้เวลาพอสมควรกว่าที่เธอจะเต็มใจมองลึกลงไปในปัญหาของตน ทั้งปรากฏว่าโรคซึมเศร้าที่เธอกำลังเป็นอยู่นี้ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์กับเจมส์สามีของเธอด้วยเช่นกัน ทั้งสองคนนี้ห่างหายจากการมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งต่อกันมาหลายเดือนแล้ว ทั้งคู่ต่างไม่พึงพอใจในสถานการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่ ในท้ายที่สุดเจมส์ก็ตกลงใจที่จะเข้าสู่การบำบัดด้วยการสนทนาพูดคุยด้วยเช่นกัน

            เป้าหมายของการบำบัดคู่สมรสอย่างสั้น แบบมุ่งที่ปัญหาในกรณีโรคซึมเศร้านั้น มักส่งเสริมให้เข้าใจโรคมากขึ้น ลดทัศนคติและพฤติกรรมเชิงลบต่อโรคซึมเศร้า และเพิ่มความเห็นอกเห็นใจและการสนับสนุนซึ่งกันและกัน

            ในการบำบัดครั้งแรก นักบำบัดจะประเมินจุดแข็งของคู่สมรส และสิ่งที่คู่สมรสขาดความเข้าใจเกี่ยวกับโรคซึมเศร้า พฤติกรรมและทัศนคติเกี่ยวกับโรคซึมเศร้า และระดับของท่าทีลบ ความเห็นอกเห็นใจและการสนับสนุน การบำบัดครั้งต่อมา มักจะเป็นการมุ่งประเด็นไปที่การทำความเข้าใจด้านสุขภาพจิตศึกษาเกี่ยวกับอาการการดำเนินโรค สาเหตุและการบำบัดโรคซึมเศร้า รวมถึงการให้ความสำคัญโดยเฉพาะกับอาการต่างๆ อันอาจส่งผลกระทบต่อการทำบทบาทหน้าที่ของผู้ป่วย คู่สมรสและชีวิตสมรสได้ การบำบัดครั้งถัดมา เราจะพิจารณาวิธีการรับมือและกลยุทธการสื่อสาร ที่จะสามารถช่วยเหลือสามีในการลดภาระและความทุกข์ใจเนื่องจากโรคซึมเศร้าของภรรยา โดยจัดการเป็นเรื่องๆ ไป  เราจะใช้เทคนิคการปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรมเข้ามาช่วยคู่สมรสให้แทนที่ความคิดเชิงลบ ด้วยทัศนะมองโลกในแง่ดีและสร้างสรรค์ จึงช่วยคลายความกังวลที่มักเกิดขึ้นกับคู่สมรสของผู้ป่วยโรคซึมเศร้าไปได้บ้าง ทั้งส่งเสริมคู่สมรสให้จดจ่อไม่เพียงที่ข้อเรียกร้องของคู่สมรสที่กำลังเครียดของตนเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับความต้องการจำเป็นของตนเองด้วยเช่นกัน (ตัวอย่างเช่น ความสนใจส่วนตัว กิจกรรมทางสังคม และการหนุนใจจากเพื่อนสนิทเป็นต้น)

            ในการบำบัดครั้งต่อมา เราจะพูดคุยกันเกี่ยวกับการลดการปฏิสัมพันธ์เชิงลบกับคู่สมรสที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า (เช่น การวิพากษ์วิจารณ์ การมุ่งร้าย การตำหนิติเตียน) และดูแลเอาใจใส่กันด้วยปฏิสัมพันธ์เชิงบวก คู่สมรสทั้งสองได้เรียนรู้การสนับสนุนกันและกันหลายๆ รูปแบบ (ตัวอย่างเช่น การสนับสนุนทางอารมณ์เปรียบเทียบกับการสนับสนุนแบบมุ่งที่ปัญหา) และจะปรับเข้ากับความต้องการสนับสนุนด้านการสื่อสารอย่างไร ในการบำบัดครั้งสุดท้าย  เราจะใช้เพื่อฝึกสร้างความเห็นอกเห็นใจคู่สมรสที่มีอาการซึมเศร้า และยอมรับว่า อาการซึมเศร้าเป็นโรคที่ซับซ้อนและส่งผลให้ผู้ป่วยถดถอยด้านความสามารถ

            โรคซึมเศร้าไม่จำเป็นจะต้องบรรเทาลงเสมอไป และในหลายกรณีมีช่วงที่ผู้ป่วยจำเป็นต้องรับยาเพื่อเป็นสะพานเชื่อม ส่วนที่ยากที่สุดในกระบวนการบำบัด เมื่อคู่สมรสของผู้ป่วยเริ่มเข้าใจและยอมรับลักษณะอาการของโรคที่คู่สมรสของตนกำลังเป็นอยู่ และเมื่อพวกเขาพร้อมที่จะเรียนรู้ทางเลือกใหม่ในการรับมือ ความก้าวหน้าก็จะเกิดขึ้นได้ นี่คือ สิ่งที่สำคัญมากที่คู่สมรสจำเป็นจะต้องดูแลความต้องการของตนเอง นอกเหนือจากการดูแลเอาใจใส่ปัญหาของคู่สมรสที่ซึมเศร้า เวลามีความตึงเครียดด้านความสัมพันธ์ทางเพศ ปัญหานี้ตามธรรมดาแล้วไม่สามารถแก้ได้นอกความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่าย เพราะจะเกิดผลเสียหายมากกว่าเดิม ผลข้างเคียงประการหนึ่งของยาต้านเศร้าคือ ทำให้ความต้องการทางเพศลดลง ซึ่งจะนำไปสู่จุดอันตรายอีกจุดหนึ่งของคู่สมรส และลดโอกาสเชื่อมความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่ ทั้งสองฝ่ายต้องทำข้อตกลงกันว่า จะรับมือกับปัญหานี้อย่างสร้างสรรค์ด้วยวิธีใด นักบำบัดควรจัดการเรื่องนี้ด้วยกันกับคู่สมรสทั้งคู่เกี่ยวกับประเด็นนี้

            เจเน็ตเรียนรู้ที่จะยอมรับตนเอง รวมถึงโรคซึมเศร้าของเธอ เธอเห็นว่า โรคนี้ส่งผลกระทบต่อเจมส์อย่างไร ในช่วงที่เข้ารับการบำบัด เธอได้เรียนรู้ที่จะใส่ใจเขาให้มากขึ้น แม้ว่าเธอมักจะไม่ได้รู้สึกอยากทำเช่นนั้นเลยก็ตาม แต่สำหรับเธอ “ความรักคือการตัดสินใจ” ของเธอด้วย เหตุนี้เธอจึงตัดสินใจที่สร้างโอกาสที่จะใกล้ชิด และสานความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับเจมส์

            เจมส์เริ่มเข้าใจปัญหาและความกดดันที่ภรรยาต้องเผชิญ และเกิดความเห็นอกเห็นใจเธอมากขึ้น เขาเรียนรู้ที่จะแสดงความต้องการของตนเองได้ดีขึ้นด้วยเช่นกัน เจมส์ได้เข้าร่วมกลุ่มความรับผิดชอบของลูกผู้ชายเพื่อรับมือกับความเครียดของตนเอง

            ปัจจุบันพวกเขาได้ผ่านครอบครัวบำบัดแล้ว และทั้งคู่ก็กำลังอยู่ในจุดที่ดีทั้งเจเน็ตและเจมส์สามารถรับมือกับความรู้สึกของตนเอง และปล่อยให้อีกฝ่ายหนึ่งมีที่ทางส่วนตัวมากขึ้น เมื่อฝ่ายนั้นต้องการ  แม้เจเน็ตยังไม่หายสนิทจากโรคซึมเศร้า แต่เธอกำลังเดินทางไปยังจุดนั้นแล้ว

 

 

บทความ :  Dick de Konning ที่ปรึกษาประจำศูนย์บริการนิวเคาเซลลิ่งเซอร์วิส  www.ncs-counseling.com

ที่มา:

คอลัมน์:

ผู้เขียน: