ซึมเศร้า เราคิดลวงหน่วงความสุข | สมาคมสายใยครอบครัว

ซึมเศร้า เราคิดลวงหน่วงความสุข

-A +A

          “ความเจ็บป่วยทางกายและจิตเกิดจากความขัดแย้งในการปรับตัวของคนต่อสิ่งแวดล้อม...การรักษาด้วยความเมตตาจะเชื่อมโยงความสุขกับการทำงาน” นี่คือปรัชญาของจิตแพทย์อดอร์ฟ ไมเออร์ ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ทำให้คนเราควรตั้งสติที่ว่า “งานคือชีวิตชีวิตคืองานบันดาลสุข” ซึ่งแต่ละคนย่อมมีจริตแตกต่างกันและส่งผลให้เกิดความขัดแย้งในการปรับจิตในระดับการรับความรู้สึกการรับรู้และการรู้คิดที่แปรเปลี่ยนไปตามสุขภาวะขณะทำกิจกรรมการดำเนินชีวิตนั่นเอง

          กรณีศึกษาชื่อ บ. นามสมมติคิดว่า “ตนเองมีภาวะซึมเศร้าในระดับ 8/10 และต้องการปลดความทุกข์ใจในเรื่องคุณพ่อล้มป่วย เรื่องน้องร่วมหอพักและเรื่องการเรียนปริญญาเอก” เมื่อดร.ป๊อป ตั้งคำถามด้วยการสั่งจิตใต้จำนึกว่า “คุณ บ. รู้สึกอย่างไรจริงๆ กับความทุกข์ใจเหล่านี้” น้ำตาของคุณ บ. ก็ไหลพรากอาบแก้มเรื่อยๆ พร้อมกับเสียงสะอื้นที่ว่า “อยากรู้สาเหตุที่เกิดทุกข์กับหนทางการแก้ไข” ผมตั้งคำถามต่อว่า “คุณ บ. ลองคิดดูเองได้ไหม...ปัญหาทั้ง 3 ข้อเกิดจากอะไรกันแน่ลองหลับตาแล้วพยายามให้เห็นภาพตัวเองค่อยๆ คิดดูเองซิครับ” คุณ บ. หลับตาไม่ค่อยสนิทนักหนังตากระตุกทั้งสองข้างแล้วบอกว่า “เห็นภาพตัวเองในชุดวันนี้ สีหน้าแย่มาก ไหล่ห่อลงมา...” แล้วก็ร้องไห้โฮอีกครั้ง ผมเลยชวนยืนขึ้นแล้วนำมือประสานกันเคาะกลางอกต่ำกว่าไหปลาร้าพร้อมหายใจเข้าถอนหายใจออกจนมีเสียง ทำไปเรื่อยๆ ยืดเส้นยืดสายกล้ามเนื้อแขนไหล่คอจนน้ำตาจางไปสีหน้าดีขึ้นไหล่ผายขึ้น ผมลองใช้วิธีการกลอกตาเพื่อประเมินพบ “มโนจริต - ตากลอกลงล่างซ้ายมือของคุณ บ. คือมีความคิดลวงไปเองคิดจมกับอดีต และคิดลบกับคนรอบตัว” จากนั้นก็ชวนให้หลับตาชวนคิดถึงความรู้สึกส่วนลึกคุณ บ. เล่าว่า “น่าสงสารที่อยู่คนเดียว...ไม่มีทางออก...ถูกพ่อแม่ทิ้งให้อยู่กับย่า...มีพี่ของแม่ที่สอนให้เราหัดอยู่คนเดียวให้ได้...แม่ก็รักเราแต่แม่ดุเราเพราะเราทำในสิ่งที่ผิด...พ่อก็คงรักเรา...พ่อภูมิใจเรา...ดีที่เขียนจดหมายหาพ่อ” ผมเจาะประเด็นต่อว่า “แล้วคุณ บ. เคยเห็นภาพรักตัวเราเองบ้างไหม...คิดอย่างไร” คุณ บ. เริ่มนิ่งคิดทบทวนถึงเหตุการณ์ที่ถูกเพื่อนสนิทเข้าใจผิด แล้วด่าทอและด้วยอารมณ์ที่นิ่งทำให้คุณ บ. ทำสิ่งที่ถูกต้องจนเพื่อนมาขอโทษทำให้รักตัวเอง ที่ยิ้มคลายใจได้ด้วยความหนักแน่น...ถ้าเราไม่คิดมากไม่น้อยใจก็คงไม่กลัวที่จะจัดการปัญหาของเรา”

          บทสนทนาข้างต้นชวนให้คุณ บ. ตกผลึกทางความคิดแต่รู้สึกเหมือนขาดความมั่นใจสีหน้าดูเศร้าเล็กน้อยแถมยังมาปรึกษาผมอีกว่า “ไม่มั่นใจไม่กล้าชวนพ่อคุย...แม่โกรธที่พ่อไม่รับผิดชอบครอบครัวจึงขอร้องไม่ให้คุยกับพ่อ...พี่สาวเองก็น้อยใจกับการดูแลพ่อแม่เพียงลำพังจึงบังคับเราให้กลับบ้านมาดูพ่อ” ผมจึงถามชวนคิดต่อว่า “แล้วคุณ บ. อยู่กับคนที่รักเราเราก็รักเขาจะทำให้ตัวเองให้มีความสุขอย่างไรดีหละ” คุณ บ. ดูสับสนจนขอหนีปัญหาไปเที่ยวกับเพื่อนๆชมรมพุทธศาสนาจะได้พบกับความรักจริงๆ เสียทีผมจึงชวนคุณ บ. ทบทวนความรู้สึกโดยให้หลับตาเชื่อมโยงการรู้คิดกับภาพในอดีตเพื่อปรับเปลี่ยนเป็นภาพใหม่ดังใจฝัน – ระหว่างภาพจัดห้องพ่ออย่างไร้เสียงกับภาพกอดพ่อและชวนพ่อปลูกต้นไม้อย่างอุ่นรัก ซ้ำไปซ้ำมารวมสามรอบถ้าภาพใหม่ชัดเจนก็ให้คุณ บ. กำมือข้างขวาแล้วพูดดังๆ ว่า “ต้องทำได้ๆๆ” ผมดึงกรณีศึกษาจากห้วงนึกคิดพร้อมกระตุ้นให้คุณ บ. ตื่นตัวหัวใจงามอย่างค่อยเป็นค่อยไปจนถึงนาทีที่ 45 ด้วยคำถามว่า “ถ้าคุณ บ. จะหนีปัญหาไปกับเพื่อนๆ แล้วเมื่อไรจะสู้กับปัญหาได้...จะสู้ได้อย่างไรกันแน่ครับ”

          กรณีศึกษาของผมเริ่มมีสีหน้านิ่งแววตาครุ่นคิดพยายามเรียนรู้แบบเปิดใจไร้มโนจริต และมิได้อยากหน่วงความสุขของตนเองเมื่อครั้งวันวานแล้วตอบผมอย่างชัดเจน ทำให้ผมบันทึกไปด้วยความปลื้มใจแบบปลดล็อกแล้วครับท่าน ... “ใช่ พี่ต้องกลับบ้านอาทิตย์หน้านี้เลย พี่อยากกอดพ่อแม่ไปดูแลพ่อให้หายคิดถึง ไม่โกรธพ่อต้องนิ่งคุยกับแม่ให้เข้าใจ พูดกับพี่สาวให้มั่นใจหนักแน่น ทำสิ่งที่ดีนี่แหละถูกต้องแล้ว” ผมย้ำอีกครั้งกับความรู้สึกที่หนักแน่นเน้นจิตอันแท้จริงไม่หลอกลวงความคิดในการกลับบ้านสานความรักแท้ต่อครอบครัว เป็นความคิดที่ดีงามถูกต้องแบบไม่ตึงและไม่หย่อนแบบที่พี่ บ. เคยคิดในอดีต

          เข้าสู่ต้นชั่วโมงที่ 2 ผมจึงเบรกสัก 10 นาทีจากนั้นจึงเริ่มชวนคิดถึงกลยุทธ์ในการจัดการปัญหาเรื่องถัดมาคือ เรื่องเหตุเกิด ณ หอพัก โชคดีที่กรณีศึกษาคิดได้ลุ่มลึกขึ้นพร้อมอธิบายว่า “พี่ไม่แน่ใจ...คงคิดมากบ่ายเบี่ยงไปเรื่อยๆ น้องคงปรารถนาดีที่อยากให้เราปรับปรุงนิสัย จัดห้องให้เป็นระเบียบและสะอาดสะอ้าน แต่พี่รู้สึกน้อยใจพี่ต้องไม่คิดมากที่น้องเค้าหวังดีพี่อยากเข้าไปพูดคุยเหมือนเดิม เริ่มจัดห้องให้หายรกรุงรังดีไหม ดร.ป๊อป” ผมยิ้มที่ความคิดของพี่ท่านตกผลึกได้ด้วยสมองอันปลอดโปร่งผมรู้สึกโล่งเบาสบายกับความสำเร็จในการช่วยเป็นโค้ชกระตุ้นจิตใต้สำนึกด้วยกิจกรรมบำบัดจิตสังคมในเช้านี้... “แล้วเรื่องการเรียนปริญญาเอกหละ จะปรับกิจกรรมชีวิตอย่างไรที่ท้าทายให้พบสุขภาวะได้เร็วขึ้น” ผมกระตุ้นให้พี่ บ. คิดวางแผนในขณะที่ตื่นรู้สู้ปัญหา... ใช้เวลาอีกเพียง 15 นาทีภาวะซึมเศร้าของพี่ บ. ก็ดูผ่อนคลายกลายเป็นความสุขในสีหน้าท่าทางมากขึ้น และเขียนแผนการฝึกทักษะชีวิตจิตแจ่มใสครั้งแรก 1) ยิ้มกับตัวเอง  2) ต้องทำใจให้โล่งสบาย  3) มีสติพูดคิดเรื่องที่ควรคิด  4) ยืน-เดินสมาธิ   5) ออกกำลังกายเสมอ  6) มีคำว่าหนักแน่นอยู่ในความรู้สึก  7) ใส่ภาพครอบครัวบนหน้าจอคอมพิวเตอร์  8) ต้องทำในเรื่องที่ตั้งใจทันทีแต่นุ่มนวลไม่กระแทกกระทั้น และ 9) กลับบ้านดูแลพ่อแม่ กับครั้งสุดท้ายหลังจากฝึกสังเกตคำของจิตคิดลวงเช่น “แต่” “ต้องทำ” “ที่ควร” “มี” ซึ่งจิตใต้สำนึกมักไม่ปรับปรุงนิสัยแย่ๆ ของเราอย่างง่ายดาย กรณีศึกษาท่านนี้จึงเหลือกิจกรรมความสุขเป็นการบ้านคือข้อ 1), 4), 5), 7) และ 9)

          แล้วท่านผู้อ่านหละ เคยมีสุขภาวะแบบดึงรั้งคล้ายกรณีศึกษาท่านนี้บ้างไหมครับ?

 

ที่มา:

คอลัมน์:

ผู้เขียน: