ยองฉี่กับแขก โรคต้องรักษา - โลกต้องออกไปสัมผัส

-A +A

          ก่อนหน้านี้มีคนบอกฉันว่า หากมีเวลาเราควรไปเยือนอินเดียสักครั้งในชีวิต ในเมื่อชีวิตฉันมันคงไม่ยาวไปกว่านี้แล้ว (อ้อ.. ลืมบอกไปว่าฉันจะมีแผนว่าจะฆ่าตัวตายในวันที่ 30 มกรานี้) เมื่อได้โอกาสแล้วฉันจึงบอกกับตัวเองว่าตายยังไม่กลัว ไปอินเดียจะกลัวอะไร จะขอไปเป็นทริปสุดท้ายในชีวิต แล้วทำไมถึงต้องเป็นวันที่ 30 มกราน่ะหรอ ก็เพราะมันเป็นวันเกิดฉันน่ะสิ และในความคิดเองเออเอง การเกิดและตายในวันเดียวกันมันคูลๆ ยังงัยก็ไม่รู้ แถมเหมาะเจาะว่าฉันจะอายุ 30 ปีพอดีในวันนั้น (เอาเถอะจะตายอยู่แล้วยังคิดอะไรอย่างนี้ได้..)

          ก่อนอื่นทำไมฉันถึงอยากตายน่ะหรอไม่รู้สิ ทางการแพทย์ฉันอาจเป็น Depression หรือ Bipolar ก็ไม่แน่ใจนะหรือฉันเป็นคน Sensitive เกินไปก็ไม่รู้นะมันฟุ้งซ่านทั้งเรื่องอดีตอนาคตและปัจจุบัน ที่มีแต่ความคิดอยากตายที่วนเป็นอ่างจากุซซี่ในหัวมาตั้งแต่เด็กแล้วล่ะ ฉันไปพบแพทย์นะถึงขนาดที่เปลี่ยนมา 3 โรงพยาบาลแต่มันก็ไม่เห็นช่วยอะไร ช่วงที่เป็นหนักสุดคือ ถือถุงพลาสติกยังไม่ได้เลย รู้สึกว่าหนักมากสัก 5 กิโลได้ จากการป่วยของฉันรวมถึงความเน่าของโลกใบนี้ ฉันจึงไม่อยากเติบโตไปกับมันแล้วล่ะ

          ฉัน ‘อดา’ พร้อมออกเดินทางไปเมืองพาราณสีอินเดียกับเพื่อนที่เป็นหนังสือ 1 เล่ม มีชื่อว่า Wild โดย Sheryl Strayed เราทั้งสองพร้อมแล้วล่ะ

          นั่งเครื่องบินนาน 3 ชั่วโมงกว่าเห็นจะได้ ฉันก็ได้ถึงเมืองพาราณสีสักที ที่ฉันเลือกเมืองนี้ก็เพราะว่าฉันอยากไปเห็นแม่น้ำคงคา อยากไปดูคนอินเดียบูชาแม่น้ำศักดิ์สิทธ์ สถานที่ที่คนอินเดียทั้งดื่มทั้งอาบ และที่สำคัญฉันอยากไปดูพิธีเผาศพที่นั่น เมื่อลงจากเครื่องบินได้ก็เกิดความประทับใจอย่าแรกเลยคือ เด็กๆ ทุกคนรุมตอมฉันยังกับอั้มพัชราภา มารุมล้อมมาขอตังค์ขอ 10 รูปี ‘มหาราณี 10 รูปีๆๆๆ ...ตลอดเวลา..โอ่ย’ และยังดีมีน้องคนหนึ่งชื่อ ‘ราชา’ ที่ดูแล้วน่าจะสักประมาณ 10 ขวบเป็นหัวหน้าจัดคิวขอทานอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยหน่อย น้องคนนี้เดินตามฉันมาตลอด 2 ชั่วโมงทั่วพาราณสี ฉันเลยให้ไป 20 รูปี ซึ่งเวรกรรม.. คราวนี้น้องเขาเลยตามติดไปตลอดเลย และคงคิดเห็นว่าฉันมาคนเดียวด้วยเลยอาสาเป็นไกด์ส่วนตัวให้ฉันในครั้งนี้ฉันบอกน้องราชาว่าอยากไปดูแม่น้ำคงคา และอะไรที่น่าสนใจในพาราณสีนี้ แต่พวกของที่ระลึกนี่ไม่เอานะขอเลย ฉันเลยตกลงกับราชานัดหมายให้ราชามารับฉันที่โรงแรมวันพรุ่งนี้

          ราชานัดฉันไว้ตั้งแต่ตี 5 ครึ่ง เอารถกระแป๋งมารับพร้อมกับพี่ชาย (ดูราเกซ) ตลอดการเดินทางเสียงแตรมีให้ตลอดจนถึงแม่น้ำคงคา ฉันชมแม่น้ำเห็นถึงความศักดิ์สิทธิ์จนน่าขนลุก ความสวยงามที่กว้างไกลเห็นวิถีชีวิตของคนที่นี่ ที่คนฮินดูเชื่อว่าเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์เพราะไหลมาจากภูเขาไกรลาสบนสรวงสวรรค์ (อันนี้ดูราเกซบอก) ดูพิธีบูชาพระอาทิตย์พิธีการอาบน้ำล้างบาปของชาวฮินดูริมฝั่งแม่น้ำคงคา และสิ่งสุดท้ายที่ฉันอยากดูมากคือ พิธีการเผาศพ ฉันขึ้นเรือพร้อมกับราชาและดูราเกซ พวกเราล่องเรือไปกับความเงียบ ณ สถานที่แห่งนี้สักพัก ไม่นานราชาก็ชี้ให้ฉันดูเพลิงไฟที่อยู่ตรงริมฝั่ง ฉันให้คนพายพายเข้าไปใกล้ๆ จนเห็นว่ามี 4 กองเพลิง ราชาบอกว่านั่นคือ พิธีกรรมการเผาศพและที่นี่ไม่มีใครโศกเศร้า เพราะเชื่อว่าคนตายจะได้ไปอยู่บนสวรรค์ กลุ่มขี้เถ้าปลิวเข้ามาใส่หน้าฉันบางๆ ได้กลิ่นและเศษผงเข้ามาในตา ฉันสวดบทแผ่เมตตาไปให้เสร็จพร้อมยกโทรศัพท์ขึ้นมาจะถ่ายรูป ดูราเกซห้ามฉันว่า อย่าถ่ายเลยเพราะมีความเชื่อว่าถ้าเราถ่ายรูปพิธีกรรมนี้จะไม่ได้ไปสวรรค์ (เหมือนเป็นการลบหลู่) แต่ถึงจุดนี้แล้วคงไม่ได้ไปอยู่แล้วล่ะ ถ่ายไปเถอะ พร้อมกับที่ฉันแผ่เมตตาไปให้อีกรอบ ฉันรู้สึกดีจังที่ตัดสินใจมาอินเดียในครั้งนี้

          จากนั้นทั้งสองก็พาฉันไปที่อาบน้ำสาธารณะของคนอินเดีย ซึ่งรวมวรรณะทั้งหลายเข้าด้วยกัน พอฉันเหยียบเข้าไปฉันได้เห็นถึงความแออัดยัดเยียดจนฉันเกือบจะกลืนไปกับเขา ราชาบอกว่าที่นี่คือ ที่อาบน้ำของพวกวรรณะต่ำและจัณฑาล ฉันมองเข้าไปเห็นคนหน้าตาเศร้าๆ อาบน้ำอัดกันอยู่ในบ่อเล็กๆ และมีมือยื่นออกมาเป็นร้อยๆ มือ เพราะพวกเขาจะขยับๆ ไปทางไหนก็ไม่ได้ เห็นแล้วก็อดเปรียบเทียบกับกระทะทองแดงในความเชื่อพุทธไม่ได้จริงๆ ฉันเดินต่อไปจนถึงบ่ออาบของคนวรรณะสูง อ่ะโห.. ทั้งน้ำอุ่นที่ไหลออกมาจากหัวสิงห์ ทั้งความกว้างไม่แออัดยัดเยียด เกิดเป็นคนวรรณะสูงนี่ดีจริงๆ

          ฉันกลับโรงแรมนัดหมายให้ราชากับดูราเกซมารับพรุ่งนี้ เพื่อไปเมืองอื่นต่อ ระหว่างนั้นฉันก็เห็นซุ้มพุ่มสวยงามตระการ ถามมาก็ได้ความว่านี่คือ พิธีงานแต่งงานของคนวรรณะสูง ทุกอย่างจัดเต็มทั้งดอกไม้อาหารทั้งพลุ ทุกอย่างที่ฉันเห็นมันช่างต่างกันกับที่ที่อาบน้ำของพวกจัณฑาลราวกับนรกและสวรรค์จริงๆ คืนนั้นฉันนอนดูพลุสลับกับความคิดถึงบ่ออาบน้ำที่เห็นในวันนี้

          วันรุ่งขึ้นเรานัดแนะจะเดินทางไปสารนาถต่อ ระหว่างทางฉันดันเกิดปวดฉี่ขึ้นมา ทั้งสองคนชี้ตรงไปที่ทุ่งหญ้าหญ้ามัสตาร์ดเหลืองอร่ามตลอดข้างทาง ให้ฉันหาทำเลดีๆ แล้วก็ปล่อยมันตรงนั้นล่ะ (ฉันอึ้งไปสักพัก.. สะเทือนใจมาก) พยายามต่อรองว่า ขอเข้าตามร้านอาหารหรือปั๊มแบบเมืองไทยไม่ได้เหรอ แต่ทั้งสองส่ายหน้ากลับมาบอกฉันว่า ในปั๊มที่นี่มันไม่มีหรอกห้องน้ำหรือร้านข้างทางเค้าก็ไม่มี เพราะที่นี่ยืนฉี่ข้างทางกันเป็นปกติ หรือถ้ามีจริงๆ ก็จะเยินมาก ที่นี่การปล่อยของข้างทางเป็นเรื่องธรรมดาที่ไม่มีใครสนใจ แล้วฉันได้แต่ยอมรับความเป็นจริงน้ำตาไหลในใจ (เอาวะ.. ทุ่งหญ้ามัสตาร์ดก็ทุ่งหญ้ามัสตาร์ด) ฉันจึงออกไปหาทำเลดีๆ ขณะนั้นเองฉันก็ได้ยินเสียงใครที่เดินตามมา หันกลับไปเป็นน้องราชาปวดหนักเลยขอมาด้วย กรรม.. เราทั้งสองต่างหาทำเลดีๆ (กับระเบิดเยอะมาก) แล้วก็เจอสักที ฉันไล่ราชาไปที่อื่นไม่ยอมให้มาถ่ายใกล้ๆ ราชาก็เชื่อฟังดี (แต่ก็ยังเห็นหัวแว้บๆ กันอยู่ดี) ระหว่างถ่ายราชาโบกมือให้ฉัน ฉันก็โบกมือตอบเออ..สนุกดีแฮะ สมองโปร่งโล่งสบาย ไม่มีอนาคตไม่มีอดีตมีแต่ปัจจุบันที่ยองฉี่กับแขก รับลมเย็นๆ ณ ทุ่งหญ้ามัสตาร์ดสีเหลืองสว่างตา (ถ้าไม่นับกลิ่นของใครไม่รู้ที่ลอยมาเรื่อยอ่ะนะ) ฉันจูงมือน้องราชาฝ่าทุ่งหญ้าดอกมัสตาร์ดกลับไปที่รถโดยมีดูราเกซยิ้มแฉ่งให้

          เราขับรถกระแป๋งไปเมืองสารนาถต่อหลังจากได้กราบสักการะธรรมเมกขสถูป สถานที่ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนาโปรดเหล่าปัญจวัคคีย์ ฉันก็เดินเล่นตามร้านข้างทางที่ส่วนมากขายผักและขนมขบเคี้ยวดั้งเดิม ฉันซื้อของมาหลายอย่างทั้งหมากสำเร็จรูป ขนมลูกอมและโปสการ์ดที่จะส่งให้เพื่อนฉัน ดูราเกซขับรถส่งฉันกลับโรงแรม พรุ่งนี้วันที่ 30 มกราถึงวันกลับแล้ว

          ฉัน ‘อดา’ ตัดสินใจขอเลื่อนไฟลท์กลับเป็นวันที่ 31 มกราคมแล้วล่ะ

          โดย USANANN

 

ที่มา:

คอลัมน์:

ผู้เขียน: