การคืนสู่สุขภาวะจากโรคซึมเศร้า

-A +A

         คอลัมน์ห้องรับแขกฉบับนี้ เราจะพาท่านผู้อ่านไปเรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับ “การคืนสู่สุขภาวะจากโรคซึมเศร้า” ซึ่งกองบรรณาธิการได้รับเกียรติจาก ดร.พญ.เบ็ญจมาส พฤกษ์กานนท์ ผู้อำนวยการสำนักยุทธศาสตร์สุขภาพจิตกรมสุขภาพจิต เราไปติดตามนานาทัศนะในเรื่องนี้จากคุณหมอกันเลยค่ะ

 

ประสบการณ์ส่วนตัวของคุณหมอเกี่ยวกับโรคซึมเศร้าในบทบาทต่างๆ เป็นอย่างไร?

พญ.เบ็ญจมาส:หมอก็มีหลายบทบาทค่ะ บทบาทแรกคือ เป็นจิตแพทย์ที่ดูแลผู้ป่วยทางด้านจิตเวชซึ่งโรคซึมเศร้าก็เป็นหนึ่งในนั้น บทบาทที่สอง เป็นการเข้าไปช่วยกรมสุขภาพจิตพัฒนาระบบเฝ้าระวังโรคซึมเศร้า โดยเป็นส่วนหนึ่งในการเข้าไปดูหลักสูตรและช่วยกันอบรมแพทย์ทั่วไป อบรมอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ซึ่งคิดว่าเป็นประโยชน์มาก บทบาทที่สาม เป็นงานในเชิงยุทธศาสตร์ ปัจจุบันหมอเป็นผู้อำนวยการสำนักยุทธศาสตร์สุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต ในงานต้องดูว่าจะทำอย่างไรให้ทั้งประเทศเห็นว่า โรคซึมเศร้ายังคุกคามอยู่ ยังต้องช่วยดูแลกัน อีกบทบาทที่เห็นได้ประปรายก็คือ หมอเป็นญาติเป็นเพื่อนของผู้ป่วยซึมเศร้า จิตแพทย์บางท่านบอกว่า โรคซึมเศร้าก็เหมือนโรคหวัด หันไปทางไหนก็มีคนเป็นหวัด นี่ก็เหมือนกันหันไปทางไหนก็มีคนเป็นซึมเศร้า เพียงแต่ให้รู้ว่าจะต้องดูแลอย่างไร ต้องทานยาจึงจะหาย เหล่านี้เป็นส่วนที่หมอรับผิดชอบหรือดูแลอยู่ค่ะ

 

สถานการณ์ของโรคซึมเศร้าในประเทศไทยเป็นอย่างไร?

พญ.เบ็ญจมาส:มีการศึกษาชิ้นหนึ่งบอกว่า ถ้าเราไม่ทำอะไรเลยโรคซึมเศร้าที่เคยเป็นภาระโรคอันดับที่สี่ของทั่วโลกจะก้าวขึ้นเป็นอันดับที่สองรองจากโรคหัวใจในปี พ.ศ. 2563 พอทราบเรื่องการศึกษาชิ้นนี้ ทางกรมสุขภาพจิตได้ร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพจิต พยายามผลักดันให้เกิดระบบในการที่จะดูแลเรื่องโรคซึมเศร้า ไม่เช่นนั้นก็จะเป็นไปตามคำทำนาย ซึ่งขณะนั้นเริ่มแรกผู้ที่เข้ามาดูแลในส่วนนี้คือ นพ.ธรณินทร์ กองสุข ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพระศรีมหาโพธิ์ ซึ่งอาจารย์ได้ร่วมกับคณะทำงานจัดทำระบบเฝ้าระวังโรคซึมเศร้า

         ส่วนสถานการณ์ปัจจุบันเป็นอย่างไรก็ตอบได้ว่า ตั้งแต่มีระบบเฝ้าระวังโรคซึมเศร้าขึ้น สถานการณ์ก็เริ่มดีขึ้นกว่าเดิม อย่างที่กล่าวไว้ตอนต้นว่า ภาระของโรคจะขึ้นสูงจากการที่เมื่อป่วยเป็นโรคซึมเศร้าแล้วไม่รู้จะเข้ารับการบริการได้อย่างไร ไม่ได้รับการดูแลและขั้นสูงสุดของปัญหาที่ต้องประสบปัญหาจากโรคซึมเศร้าคือ เสียชีวิตจากการทำร้ายตัวเองรวมทั้งการทำร้ายคนอื่น เช่น การฆ่าตัวตายพร้อมกับครอบครัว ในปัจจุบันกรมฯพยายามเพิ่มการเข้าถึงบริการมากขึ้น นั่นหมายความว่า เมื่อใดที่มีผู้ป่วยหรือผู้ที่สงสัยว่าเป็นโรคซึมเศร้า ก็จะสามารถได้รับการดูแลช่วยเหลือค่ะ

 

กรมสุขภาพจิตมียุทธศาสตร์ในการรับมือกับปัญหาโรคซึมเศร้าอย่างไร?

พญ.เบ็ญจมาส:กรมสุขภาพจิตมียุทธศาสตร์เริ่มตั้งแต่การส่งเสริมและป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาหรือโรคซึมเศร้าขึ้น ถ้าป่วยเป็นโรคซึมเศร้าแล้วก็จำเป็นที่จะต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน รวมทั้งจะต้องได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพกล่าวคือ ครอบคลุมทั้งสี่มิติในเรื่องของการส่งเสริม การป้องกัน การรักษาและการฟื้นฟู

         ในด้านการส่งเสริมและการป้องกันจะมีลักษณะเป็นไปตามกลุ่มวัย กระทรวงสาธารณสุขที่ดูแลระบบสุขภาพทั้งหมดคือ ทั้งทางกายและทางใจ ทางกรมฯก็ไปร่วมกับกระทรวงฯในการที่จะดูแลด้านสุขภาพจิตตามกลุ่มวัย เช่น จะทำอย่างไรเพื่อไม่ให้กลุ่มวัยเด็กเป็นโรคซึมเศร้า ซึ่งเด็กที่เป็นโรคซึมเศร้าจะไม่มีอาการแสดงออกแบบอารมณ์เศร้า แต่จะแสดงออกทางพฤติกรรมในลักษณะต่อต้านสังคม ไม่ตั้งใจเรียน เป็นต้น อาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่เด็กมีปัญหาการเรียนเหล่านั้นเป็นโรคซึมเศร้าก็ได้ รวมทั้งวัยรุ่นและวัยทำงานก็มีโอกาสจะเกิดโรคซึมเศร้าได้ใ นกลุ่มผู้สูงอายุ คนพิการหรือผู้ที่เจ็บป่วยส่วนหนึ่งก็จะมีแนวโน้มที่จะเกิดภาวะซึมเศร้าเกิดขึ้นได้ นี่ก็คือ ยุทธศาสตร์ในการส่งเสริมและการป้องกัน

         ในด้านการรักษาและการฟื้นฟูสมรรถภาพ ทางกรมฯก็พยายามเพิ่มการเข้าถึงบริการ คนที่ป่วยแล้วทำอย่างไรจึงจะได้รับการรักษาเพิ่มขึ้น โดยนอกจากโรคซึมเศร้าแล้วก็ยังมีโรคจิตที่เน้นมาก ปัจจุบันการเข้าถึงบริการสำหรับโรคซึมเศร้าก็ดีขึ้นมากจากเดิมเมื่อราว 10 ปีที่แล้วมีผู้ป่วยเข้าถึงบริการน้อยมาก ในผู้ป่วย 100 คนเข้าถึงบริการไม่ถึง 10 คน พอพัฒนาระบบมาได้เรื่อยๆ ขณะนี้เข้าถึงบริการประมาณ 30 กว่าเปอร์เซ็นต์ ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็มีความแตกต่างกันในแต่ละบริบทแต่ละพื้นที่ เช่น ในกรุงเทพฯผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่เข้าถึงบริการก็ยังน้อยกว่าจังหวัดอื่นคือ กรุงเทพฯประมาณ 20 กว่าเปอร์เซ็นต์ ส่วนจังหวัดอื่นๆ 30 กว่าเปอร์เซ็นต์ ซึ่งทางโรงพยาบาลพระศรีมหาโพธิ์ได้นำเสนอข้อมูลเหล่านี้ในเว็บไซต์  www.thaidepression.com ผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปดูได้ จะมีรายละเอียดว่าในแต่ละพื้นที่มีการเข้าถึงบริการไปเท่าไรแล้ว ซึ่งเป็นตัวชี้วัดอย่างหนึ่งของการดำเนินงานในระบบของกระทรวงสาธารณสุข กรมฯจะคอยดูว่าคนเข้าถึงบริการเรื่องซึมเศร้ามีมากน้อยแค่ไหน แล้วก็ต้องรายงานให้ทางกระทรวงฯทราบ

         ในส่วนของการเฝ้าระวัง กรมฯก็ได้ทำงานร่วมกับเครือข่ายอื่นๆ ด้วย เช่น อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ซึ่งเป็นเครือข่ายที่อยู่ในแต่ละชุมชนแล้วก็ยังมีผู้นำชุมชนในส่วนต่างๆ เช่น หลวงพ่อที่วัดก็มาช่วย องค์การบริหารท้องถิ่น (อบท.) ก็มาช่ว ยและที่สำคัญก็คือ ญาติและผู้ป่วยซึมเศร้าก็จะมาช่วย ซึ่งเป็นเรื่องดีมากเพราะไม่มีใครเข้าใจปัญหาได้ดีเท่ากับญาติและผู้ป่วยเอง

         เนื่องจากปัญหาภาระโรคเป็นเรื่องที่สำคัญทำให้ผู้ป่วยสูญเสียปีสุขภาวะไปมาก ที่ผ่านมาในวงการสาธารณสุขก็จะมองแต่โรคที่ทำให้ป่วยมากหรือทำให้เสียชีวิตมากเป็นการคุกคาม ซึ่งโรคทางจิตเวชรวมทั้งโรคซึมเศร้าจะไม่อยู่ในกลุ่มที่กล่าวมาคือ ประการแรก โรคทางจิตเวชไม่ค่อยได้ทำให้ถึงเสียชีวิต กว่าจะทำให้เสียชีวิตก็ต้องรุนแรงมากพอสมควร ประการที่สอง ผู้ป่วยโรคซึมเศร้ามีจำนวนไม่มากไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ โรคทางจิตเวชหรือปัญหาสุขภาพจิตจึงไม่ค่อยถูกสนใจจากการมองภาพด้วยวิธีการดังกล่าว และต่อมาก็มีการพัฒนาขึ้นคือ โรคอะไรก็ตามที่เป็นภาระหรือคุกคามสุขภาพของคนจากปัจจัยหลักๆ คือ หนึ่งเสียชีวิตก่อนวัยอันควร เช่น อุบัติเหตุก็จะถูกมองว่า เป็นสิ่งที่คุกคามเหมือนกัน และในประเทศไทยอุบัติเหตุถือว่าเป็นภาระโรคที่สูง อีกปัจจัยคือ การที่เราทุกข์ทรมานจากการเจ็บป่วยนั้น จำนวนผู้ป่วยอาจจะไม่มากแต่เมื่อป่วยแล้วทุกข์มาก ซึ่งโรคทางจิตเวชส่วนใหญ่จะทำให้ตัวเลขส่วนนี้สูงขึ้นคือ พอเราป่วยเป็นโรคซึมเศร้าโรคจิตหรือโรควิตกกังวลอะไรก็ตาม ความทุกข์ของเราเพิ่มขึ้น เรามีสมรรถภาพในการที่จะดูแลตัวเองดูแล คนอื่น ดูแลสังคมน้อยลง เหล่านี้ก็ถือว่า เป็นลักษณะของการคุกคามหรือภาระโรคเหมือนกัน เมื่อคิดจากปัจจัยเหล่านี้โรคซึมเศร้าและปัญหาทางจิตเวชหลายๆ อย่างเช่น การฆ่าตัวตาย การใช้สารเสพติดก็จะเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้ป่วยเสียปีสุขภาวะไปมาก

         กรมสุขภาพจิตจึงมีแนวคิดว่า แล้วจะคืนปีสุขภาวะกลับไปให้ประชาชนไทยอย่างไร จึงมีการพัฒนาระบบขึ้นมา กรมฯเชื่อว่า ถ้าเราเฝ้าระวังให้ดีคือ ก่อนที่จะป่วยจะต้องเฝ้าระวังไปตามกลุ่มวัย ป้องกันไม่ให้ป่วยแต่อย่างไรก็ตามเมื่อความชุกของโรคเท่าเดิมก็แสดงว่า ยังมีผู้ที่ป่วย ป้องกันได้ไม่ทั้งหมดแล้วจะทำอย่างไร ส่วนหนึ่งจะมีระบบคัดกรองคือ 2 คำถาม และ 9 คำถาม โดยเริ่มจาก 2 คำถามก่อนถ ามว่าเรายังมีความสุขดีหรือไม่และเรายังสนใจสภาพแวดล้อมตามปกติอยู่หรือไม่ ถ้ามีคำตอบอย่างใดอย่างหนึ่งว่า “ใช่” ค่อยมาถาม 9 คำถามแล้วมาดูว่ามีคะแนนเท่าไร หากคะแนนสูงถึงระดับหนึ่งเราอาจจะเป็นโรคซึมเศร้าต้องใช้คำว่า “อาจจะ” เพราะแสดงว่ามีอาการอยู่บ้าง แต่จะป่วยหรือยังจะต้องให้แพทย์เป็นผู้วินิจฉัยซึ่งโรคทางจิตเวชจะวินิจฉัยโดยการเอ็กซเรย์หรือฟังจากหูฟังไม่ได้ สิ่งที่ทำได้คือ การซักประวัติพูดคุยกันแล้วก็ตรวจสภาพจิตก็จะทราบว่า ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าหรือไม่ค่ะ

 

ถ้าป่วยแล้วต้องทำอย่างไร และผู้ป่วยโรคซึมเศร้าจะคืนสู่สุขภาวะได้อย่างไร?

พญ.เบ็ญจมาส:การรักษาโรคซึมเศร้ามีหลายแบบ แบบที่หนึ่งคือ การรักษาโดยการให้ยา ถามว่าทำไมซึมเศร้าแล้วต้องให้ยา เกิดอะไรขึ้นยาถึงไปช่วยได้ จริงๆ ทุกคนอยู่เฉยๆ ก็เศร้าได้ มีช่วงที่เราเศร้า ตรงนี้จะเรียกว่าอารมณ์เศร้าหรือเศร้าเฉยๆ ที่เกิดขึ้นแล้วอยู่ไม่นาน แบบนี้ไม่ได้ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า หรือแม้กระทั่งเป็นอยู่นานแต่ก็นานชั่วระยะหนึ่ง ตัวเราเองก็ไม่ได้ทุกข์ทรมานมากนัก เรายังไปทำงานได้ ยังทำหน้าที่การงานได้ ยังไปโรงเรียนได้ ก็ยังถือว่า ไม่ป่วย แล้วเมื่อใดที่จะถือว่าป่วย ก็ต่อเมื่ออาการครบตามเกณฑ์แล้วแพทย์จะวินิจฉัยว่า เป็นโรค นั่นก็คือ จะต้องรุนแรงพอสมควรแล้วก็สูญเสียหน้าที่การงานไปถึงจะเป็นโรคซึมเศร้า หมายความว่า เมื่อใดที่แพทย์บอกว่าเป็นโรคซึมเศร้า นั่นมีหลักฐานพิสูจน์แล้วว่า สมองทำหน้าที่เปลี่ยนไป มีความผิดปกติอยู่ในสมองแต่ถ้าไปเอ็กซเรย์แล้วจะเจออะไรผิดปกติไปหรือไม่ ตอบว่า หน้าตาและรูปร่างของสมองจะเหมือนเดิม แต่สิ่งที่ผิดปกติไปคือ หน้าที่การทำงานของสมองแทนที่สมองจะควบคุมการนอนให้เป็นปกติ ก็ไม่สามารถที่จะควบคุมระบบการนอนได้ดี อาจจะตื่นเร็วหรือนอนไม่หลับ ระบบของอารมณ์ก็ควบคุมไม่ได้ เศร้าง่าย ใครยังไม่พูดอะไรก็ร้องห่มร้องไห้ เป็นต้น สิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้ก็คือ สมองทำงานเปลี่ยนไป ยาถึงเข้าไปช่วยได้ ยาก็จะไปปรับสารสื่อประสาทต่างๆ ในสมองทำให้สมองทำงานเป็นปกติ

         ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าบางคนถ้าไม่ทานยาก็จะนอนไม่หลับ แต่ก็ไม่อยากทานยาเพราะกลัวว่าจะติดยานอนหลับ นี่เป็นเรื่องหนึ่งที่ผู้ป่วยจิตเวชหลายๆ โรคก็คิดเช่นนี้เหมือนกัน หมอจะยกตัวอย่างนะคะ ถ้าผู้ป่วยหยุดทานยาแล้วนอนไม่หลับก็ต้องทานยาแสดงว่า ผู้ป่วยติดยาใช่หรือไม่ หมอก็จะบอกกับผู้ป่วยให้เปรียบเทียบดูว่า ถ้าเราปวดหัวแล้วไม่ทานยาแก้ปวดหัว เราจะหายปวดไหม เราก็ยังปวดอยู่ ถ้าเราปวดหัวเราก็ทานยาแก้ปวด เพราะเราจำเป็นต้องทานแต่เราไม่ค่อยรู้สึกอะไร เรามักจะไม่คิดว่าเราติดยาแก้ปวดหัว หรือแม้กระทั่งคนที่เป็นความดันโลหิตสูง เขาต้องทานยาลดความดันเพราะถ้าไม่ทานยาความดันก็จะขึ้น เพราะระบบการดูแลความดันเสียหายไปแล้ว เราก็ไม่คิดว่า เราติดยาลดความดัน

         โรคซึมเศร้าก็เหมือนกับโรคจิตเวชอื่นๆ คือ สมองทำงานได้ไม่ดี ทำงานเรื่องการนอนไม่ได้ ควบคุมไม่ได้ เราก็เลยต้องทานยาเพื่อให้คุมได้ เมื่อใดก็ตามที่เราไม่ทานยาสมองก็ยังไม่ดี เพราะว่ายังป่วยอยู่ เราก็ไม่นอนหรือนอนไม่ได้ แต่เมื่อใดที่ทานยาก็นอนได้เพราะยาเข้าไปปรับสมองในส่วนที่หมอได้อธิบายไปแล้ว แล้วอย่างนี้ผู้ป่วยจะมีโอกาสติดยารักษาโรคซึมเศร้าหรือยานอนหลับหรือไม่ การทานยานอนหลับ อย่างเช่น ทาน 1 เม็ดแล้วยังนอนไม่หลับต้อง 2 เม็ดแล้วเพิ่มเป็น 3 เม็ด ต้องเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นี่คือ การติดยาแต่การติดยารักษาด้านจิตเวชรวมทั้งยานอนหลับที่อยู่ในการดูแลของแพทย์ หมอก็แทบจะไม่พบสรุปก็คือ ยาจะเป็นปัจจัยในการรักษา ที่ยังหยุดยาไม่ได้ก็เพราะการทำงานของสมองยังไม่กลับคืนมา เราต้องทานยาจนกว่าจะกลับคืนมา ในบางคนไม่กลับมาเร็ว ก็ต้องทานยาต่อเนื่องนานหน่อย

         สิ่งที่สำคัญก็คือ ต้องทานยาอย่างสม่ำเสมอตามแพทย์สั่ง ยารักษาโรคซึมเศร้าจะมีผลข้างเคียง ในบางคนอาจจะมีอาการคลื่นไส้ ไม่อยากอาหาร อาจจะมีอาการท้องเสียได้นิดหน่อยหรือง่วงมาก ให้คุยกับแพทย์เลยคือ สามารถปรับยาได้ แต่ต้องทานยาและทานยาอย่างสม่ำเสมอ ยารักษาโรคซึมเศร้าไม่ใช่ว่าทานแล้วจะหายทันที ไม่เหมือนกับยาลดอาการปวด ทานไปสัก 2 ชั่วโมงไม่เกิน ยังไงต้องหายปวด แต่โรคซึมเศร้าเนื่องจากต้องไปปรับสารสื่อประสาทในสมองจะใช้เวลาประมาณ 2-3 สัปดาห์ ในบางคนจะค่อยๆ ดีขึ้น ส่วนใหญ่แล้วเรื่องของระบบการนอนจะดีขึ้นก่อน เมื่อใดก็ตามที่เรานอนหลับได้ดีขึ้น สมองส่วนอื่นๆ จะดีขึ้นๆ ตามมา สมาธิเริ่มมีอารมณ์คุมได้มากขึ้น ทานอาหารได้ดีขึ้น

         นอกจากเรื่องการทานยาอย่างสม่ำเสมอ ก็ต้องบอกกับตัวเองว่า ตอนนี้ไม่ใช่เราที่เป็นปกติเหมือนเดิม แต่เป็นเราที่ป่วยอยู่ นั่นหมายความว่า อะไรที่เราทำไม่ได้ ไม่ใช่เราจะทำไม่ได้อีก แต่หลายคนจะไม่มั่นใจในตัวเอง เพราะสมองสั่งให้ไม่มั่นใจด้วยนะ เปลี่ยนไป เคยมั่นใจก็ไม่มั่นใจ ดังนั้นต้องบอกกับตัวเราเองว่า ไม่เป็นไร ใจเย็นๆ ก่อน ถ้าเราตั้งสติอย่างนี้ได้ สมองเท่านั้นที่ทำให้เราแย่แต่ไม่ใช่ใจเราด้วยที่แย่ ต้องรอเวลาสักนิด ส่วนการทำงานก็ค่อยๆ เริ่มจากการทำทีละน้อยๆ สักครึ่งชั่วโมงก่อน ไม่ไหวมึนมาก ไม่มีสมาธิเครียดมาก ก็หยุดก่อน วันใหม่ก็เริ่มใหม่ก็คือ ให้กำลังใจตัวเราเองเป็นอันดับแรก และถ้าคนรอบข้างเข้าใจยิ่งดี เขาก็สามารถให้กำลังใจเราด้วย แต่ทั้งนี้กำลังใจที่สำคัญที่สุดมาจากตัวเราเอง

         การอยู่กับปัจจุบันเป็นอีกเรื่องที่จะช่วยได้ค่อนข้างมาก โรคซึมเศร้าไม่ใช่จะทำให้ซึมเศร้าอย่างเดียว จะทำให้กังวลไปด้วย กลัว ไม่มั่นใจในตัวเอง กลัวว่าเราจะทำงานได้ไหม เราจะเลี้ยงลูกได้หรือเปล่า หมอก็จะบอกว่าให้อยู่กับปัจจุบันก่อน เรากังวลได้ เราห้ามความคิดไม่ได้ แต่เมื่อคิดไปแล้วต้องบอกกับตัวเองหรือตั้งสติก่อนว่า เอาล่ะ กลับมาอยู่กับปัจจุบันก่อน ตอนนี้ล้างชามก็ล้างชามไป ตอนนี้กวาดบ้านก็กวาดบ้านไป จริงๆ แล้วโรคจิตเวชอื่นๆ การอยู่กับปัจจุบันก็ช่วยได้มาก เพราะว่าเวลาที่เรากังวล เราจะคิดมากซึ่งถ้าสังเกตจริงๆ เราจะคิดแค่ 2 เรื่องเท่านั้น คือ เรื่องที่ผ่านไปแล้วเราแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว แต่ก็คิดอยู่นั่นวนเวียน ไม่น่าทำเลยถ้า ไม่ทำคงจะดีนะ คิดอยู่นั่นแต่ทำอะไรไม่ได้แล้ว ส่วนอีกเรื่องคือ เรื่องที่ยังมาไม่ถึงแต่กลัวก็คิดไป ถ้าพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร ถ้านู่นถ้านี่คือ เมื่อยังไม่ถึงเวลานั้นก็ไม่มีใครรู้ เราทุกข์กังวลเพราะเราไม่ได้อยู่กับปัจจุบัน เมื่อใดที่เราอยู่กับปัจจุบันก็จะช่วยได้มาก จะลดความกังวลของเราได้หลายอย่าง และการอยู่กับปัจจุบันก็คือ การทำสมาธิอย่างหนึ่ง หลายคนอาจจะบอกว่าต้องสวมชุดขาวไปนั่งสมาธิที่วัดไปนั่งสัก 3 วัน อดหลับอดนอน หมอบอกไม่ต้องหรอก การอยู่กับปัจจุบันก็คือ การทำสมาธินั่นเอง

         หลายๆ ครั้งพบว่า ผู้ป่วยที่เป็นโรคซึมเศร้ามักมีแนวโน้มคิดไปทางไม่ค่อยดี มองโลกในแง่ร้ายบ้าง หรือว่ามองตัวเองในภาพลบ หรือมองสังคมในแง่ไม่ดีบ้าง ถ้าผู้ป่วยมีโอกาสได้พูดคุยปรับเปลี่ยนแนวคิดหรือพฤติกรรมเหล่านี้ก็จะดีขึ้น เบื้องต้นในการสนับสนุนตรงนี้ ทุกคนก็สามารถทำได้เริ่มตั้งแต่คนใกล้ตัว พี่น้อง ญาติ ผู้ดูแล ส่วนผู้ป่วยที่อยู่ในระดับที่ต้องทำการบำบัด บุคลากรที่จะทำได้ก็จะมี นักจิตวิทยาคลินิก พยาบาลจิตเวช และจิตแพทย์เอง ซึ่งจะต้องได้รับการฝึกฝน เพราะจะต้องใช้หลักการและทฤษฎีในการจะปรับกระบวนการนี้เรียกว่า การบำบัดในเชิงปรับเปลี่ยนแนวคิดและพฤติกรรม (Cognitive Behavior Therapy : CBT) 

         ส่วนเรื่องของสิ่งแวดล้อมนั้น เราจะไปเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมคงจะเป็นเรื่องลำบากมากก็ต้องเริ่มจากตัวเราคือ กรณีตัวอย่างที่พบ เช่น สามีซ้อมทุกวัน ฟ้องตำรวจแล้วทำอะไรไม่ได้ ตัวเองก็ไปไหนไม่รอด เพราะว่าต้องดูแลลูกที่ยังเล็ก ตัวเองก็เป็นโรคซึมเศร้าถึงขั้นเป็นโรคไม่ใช่แค่อาการซึมเศร้า มาพบหมอก็ให้ยา ชีวิตก็ไม่ดีขึ้นเลยโดนตีทุกวันแล้วจะทำอย่างไร หมอก็ต้องบอกเขาว่า ส่วนหนึ่งการอยู่กับปัจจุบันแล้วก็หลีกเลี่ยง หมอไม่ได้หมายความว่าให้ไปนั่งโดนตีนะ พยายามคิดแก้ปัญหาให้ได้มากที่สุด ในกรณีนี้หมอก็ถามว่า ที่ไม่ไปเพราะอะไรไ ม่มีเงินทองใช่ไหม ญาติมีไหมก็ให้ย้ายไปอยู่กับญาติก่อน ในช่วงที่เขาแย่มากๆ คือ ปรับสิ่งแวดล้อมได้แต่เปลี่ยนสิ่งแวดล้อมคงยาก หมอจะบอกเขาว่า จำได้ไหมก่อนที่จะมาหาหมอ ก่อนที่จะป่วยเป็นโรคซึมเศร้าก็โดนสามีตีแบบนี้ ลูกก็แย่แบบนี้แต่เราไปทำงานได้ใช่หรือไม่ เรายังใช้ชีวิตได้ใช่ไหม แต่ตอนนี้ที่ท้อมากแย่มากไม่ดีเป็นเพราะเราเป็นโรคอยู่ ต้องสู้แล้ว เดี๋ยวโรคก็หาย ถ้ารักษาโรคนี้หาย สามีจะเป็นอย่างไร เราก็อยู่ได้คือ ถ้าผู้ป่วยมีความหวังก็จะสามารถทำได้ แต่ในกรณีที่แย่จริงๆ หลายคนก็ต้องนอนโรงพยาบาล มาปรับสิ่งแวดล้อมชั่วคราวก่อน ช่วงที่แย่มากๆ บางทีคิดไม่ได้ การปรับแนวความคิดและพฤติกรรมเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการคืนสู่สุขภาวะจากโรคซึมเศร้าด้วย รวมทั้งการปรับพฤติกรรมอื่นๆ เช่น การออกกำลังกาย ก็ช่วยได้ มีบางตำรายังกล่าวถึงการนั่งสมาธิและการออกกำลังกาย สามารถไปช่วยปรับสารสื่อประสาทให้ดีขึ้นได้ถือว่า เป็นยาอีกขนานหนึ่ง

         ส่วนงานที่หมอกำลังทำอยู่อีกเรื่องหนึ่ง เป็นกระบวนการหนึ่งที่จะช่วยให้ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าคืนสู่สุขภาวะได้ก็คือ พ.ร.บ.สุขภาพจิต ซึ่งกำลังทำการปรับปรุงใหม่ เพราะพระราชบัญญัติฉบับนี้เน้นเรื่องของการบังคับรักษาผู้ที่มีแนวโน้มจะเป็นอันตรายต่อตัวเองและผู้อื่น ที่ผ่านมาก็จะมองเห็นแต่ภาพผู้ที่เป็นโรคจิตเภท โรคอารมณ์สองขั้ว หรือติดสารเสพติด แต่ถ้ามองให้เห็นถึงภาวะที่เป็นอันตรายของผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้า ภาวะอันตรายสูงสุดก็คือ การทำร้ายตัวเอง ทำร้ายคนรอบข้าง หลายข่าวที่เราเคยได้ยิน ก็รู้สึกเสียดาย ผู้ที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าฆ่าตัวตายไปพร้อมกับครอบครัว ซึ่งผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้าเขาไม่อยากป่วยไม่อยากเข้ารับการรักษา เราสามารถใช้ พ.ร.บ.สุขภาพจิตในการบังคับรักษาเพื่อช่วยเขาได้เพราะตัวเขาเองมีโอกาสที่จะเป็นอันตรายต่อตัวเองและผู้อื่นเช่นกัน

 

คุณหมอจะฝากอะไรถึงผู้ป่วยโรคซึมเศร้า?

พญ.เบ็ญจมาส:สำหรับบางคนที่ไม่อยากไปที่โรงพยาบาลจิตเวช แนะนำว่าไปพบแพทย์ทั่วไป ไม่จำเป็นต้องเป็นจิตแพทย์ก็สามารถวินิจฉัยโรคซึมเศร้าได้ ทางกรมสุขภาพจิตได้จัดการอบรมไปแล้วและได้พยายามนำระบบการคัดกรองแบบ 2 คำถาม และ 9 คำถาม เข้าไปสู่ระบบการดูแลผู้ป่วยทั่วไปตามโรงพยาบาลต่างๆ ตั้งแต่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพส่วนตำบล (รพ.สต.) ถ้าจำเป็นต้องเข้าสู่การรักษาก็จะส่งผู้ที่ป่วยไปยังโรงพยาบาลชุมชน (รพช.) ใกล้บ้านจะมีพยาบาลช่วยดูแล และเข้าสู่ขั้นตอนลำดับต่อไป ซึ่งมีการดำเนินการมาเกือบสิบปีแล้ว

         โรคซึมเศร้ามีโอกาสกลับเป็นซ้ำสูงถึง 50 เปอร์เซ็นต์แต่พอเป็นสัก 2 ครั้งโอกาสเป็นซ้ำจะเพิ่มเป็น 70 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นการที่แพทย์จะให้ทานยาโรคซึมเศร้าเมื่ออาการเริ่มดีขึ้น ผู้ป่วยรู้สึกว่ากลับเป็นคนเดิมแล้วส่วนใหญ่แพทย์จะยังไม่ให้หยุดยาคือ ต้องการให้ทานยาต่อเนื่องไปก่อนราว 6-9 เดือน หรือมากกว่านั้น หากเป็นซ้ำมาหลายครั้งแล้ว เพราะว่ากลัวจะกลับเป็นซ้ำ แต่ก็มีโอกาสที่จะหยุดทานยาซึ่งพบว่าหลายคนก็สามารถหยุดทานยาได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า คนที่ยังหยุดทานยาไม่ได้จะแย่กว่าคนอื่น เพราะแต่ละคนไม่เหมือนกัน

         สำหรับผู้ที่ยังไม่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า โดยทั่วไปการป่วยมักจะต้องมีตัวกระตุ้นคือ ภาวะเครียด การอดนอน การใช้สารเสพติด อย่างน้อยๆ ก็เช่น บุหรี่ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ก็ต้องหลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านี้จะทำให้โอกาสที่จะไปกระตุ้น หรือทำให้เกิดโรคซึมเศร้านั้นน้อยลง รวมทั้งลดโอกาสเป็นซ้ำในผู้ที่ป่วยด้วยโรคซึมเศร้าแล้วค่ะ

 

         สิ่งแวดล้อมล้วนเปลี่ยนแปลงไปตามวิถี... ตัวเราเองเท่านั้นที่จะสามารถนำพาตัวเราคืนสู่ภาวะแห่งความสุขที่แท้จริงและยั่งยืน

 

ที่มา:

คอลัมน์:

ผู้เขียน:

บุคคล/องค์กรสำคัญ:

frontpage: