การคืนสู่สุขภาวะจากโรคอารมณ์สองขั้ว

-A +A

         ขอต้อนรับปีใหม่ กับ 'ห้องรับแขก' ฉบับแรกของปี 2558 ด้วยบทสัมภาษณ์เกี่ยวกับเรื่อง “การคืนสู่สุขภาวะจากโรคไบโพลาร์” ทางกองบรรณาธิการได้รับเกียรติจากแขกรับเชิญ 2 ท่านที่มีประสบการณ์เกี่ยวกับโรคไบโพลาร์ ท่านแรกคือ นพ.พิชัย อิฎฐสกุล จิตแพทย์และอาจารย์ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี และกรรมการชมรมความผิดปกติทางอารมณ์แห่งประเทศไทย (Thai Society for Affective Disorders – TSAD)  อีกท่านคือ คุณเพียรชนันท์ ลีอุดมวงษ์ ประธานชมรมเพื่อนไบโพลาร์ หรือที่รู้จักกันในนาม “ไบโพลาร์บอส” ผู้ที่ประสบความท้าทายจากโรคไบโพลาร์ เราจะขอเริ่มพูดคุยในเรื่องนี้กับ นพ.พิชัย อิฎฐสกุล กันก่อนค่ะ

 

ผู้ป่วยไบโพลาร์ที่คืนสู่สุขภาวะแล้วในทัศนะของคุณหมอ?

นพ.พิชัย: คนที่กลับคืนสู่สุขภาวะแล้ว คือเริ่มดีแล้ว หมอคิดว่าประเด็นสำคัญคือการดูแลตัวเองอย่างต่อเนื่อง ทำอย่างไรไม่ให้อาการกลับมากำเริบอีก ซึ่งหมอคิดว่าคนไข้ส่วนใหญ่ที่เคยอาการกำเริบแล้วรู้อยู่แล้วว่าช่วงที่อาการกำเริบรุนแรงเป็นอย่างไร ไม่ดีอย่างไร บางคนต้องนอนโรงพยาบาล บางคนต้องใช้ยาเยอะ ผลข้างเคียงก็เยอะ ในขณะที่ช่วงอาการดีแล้ว ยาก็น้อยลง คนไข้เริ่มทนต่อยาได้มากขึ้น กลับไปทำงานได้มากขึ้น เพราะฉะนั้นการรักษาอย่างต่อเนื่อง การดูแลตัวเองให้มีสุขภาพกายสุขภาพใจดีสำคัญมาก  การมีกลุ่มสนับสนุนไม่ว่าจะเป็นญาติ เป็นเพื่อน ที่เราพูดคุยปัญหาได้อันนี้สำคัญมาก การดูแลกิจวัตรประจำวันให้สม่ำเสมอ การกินการนอน อย่างที่บอกไปแล้ว การเลี่ยงสารเสพติด เหล้า เบียร์ อะไรทั้งหลายที่รบกวนเรื่องการนอน ตัวกระตุ้นทั้งหลายที่จะรบกวนเรื่องการนอนก็จะทำให้เกิดอาการเหน็ดเหนื่อยได้ เรื่องนี้ก็สำคัญพอๆ กับความสม่ำเสมอในเรื่องการกินยาครับ

         ในการรักษาต้องช่วยกันรับผิดชอบ สิ่งที่ต้องตระหนักก็คือไม่ใช่งานที่หมอต้องทำคนเดียว ไม่ใช่งานที่คนไข้ต้องทำคนเดียว แต่จริงๆ แล้วเป็นงานที่เราต้องทำร่วมกัน  หมอเหมือนเป็นผู้ช่วยให้คนไข้กลับไปมีสุขภาวะที่เป็นปกติที่สุด คนที่ต้องทำงานหนักไม่แพ้กันก็คือตัวคนไข้กับญาติ เช่นหมอแนะนำอะไรก็ตาม คนที่ทำคือคนไข้ครับ

 

คุณหมอมีแนวทางอย่างไร ที่จะช่วยให้ผู้ป่วยไบโพลาร์สามารถคืนสู่สุขภาวะได้?

นพ.พิชัย: ปกติเป้าหมายในการรักษาคนไข้ไบโพลาร์ของหมอก็คือการทำให้คนไข้กลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แล้วก็กลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ ตรงนี้บอกได้เลยว่าคนไข้ไบโพลาร์ที่ได้รับการรักษาที่ดีสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ แล้วก็ไม่แตกต่างจากคนทั่วๆ ไป  ตรงกันข้ามเลย มีการศึกษาหลายชิ้นพบว่าคนที่เป็นไบโพลาร์จะมีเรื่องของความคิดสร้างสรรค์ มีอะไรมากกว่าคนทั่วๆ ไปด้วยซ้ำ

         แนวทางที่จะทำให้คนไข้คืนกลับมาสู่สุขภาวะ อันดับแรกคือการตระหนักรู้เรื่องของโรค สำคัญมาก สิ่งหนึ่งที่จะเป็นอุปสรรคอย่างมากในการรักษาคือ การที่ตัวคนไข้เองไม่ยอมรับว่าป่วยด้วยโรคไบโพลาร์ เนื่องจากคนไข้หลายรายมีความรู้สึกว่า ทำไมฉันจึงเป็นโรคนี้ โรคนี้เป็นโรคทางจิตที่ไม่ดี หรือเป็นความผิดปกติทางจิต  ในปัจจุบันเป็นที่ทราบกันแล้วว่าโรคไบโพลาร์เกิดจากความผิดปกติของสมองส่วนที่ทำงานควบคุมอารมณ์ เพราะฉะนั้นไม่ได้หมายความว่าเขาเป็นคนบ้า ทำงานไม่ได้ เขาเสียสติ  เรื่องนี้เป็นเรื่องที่หมอคิดว่าสำคัญที่สุด ที่คนไข้จะต้องเข้าใจและยอมรับ  บางคนอาจจะรู้สึกว่าทำไมโชคร้ายจังที่เราเป็น ซึ่งคำถามเหล่านี้ไม่ค่อยจะเกิดประโยชน์สักเท่าไร ก็เหมือนกับเราเป็นเบาหวานเรา เป็นความดัน ไม่แตกต่างกัน ก็ต้องกินยาเยียวยาเหมือนกัน  แต่บังเอิญที่เป็นโรคทางจิตเวช ซึ่งทัศนคติที่มีต่อโรคจึงทำให้การยอมรับความเป็นโรคนั้นยาก

         อันดับแรก ตัวผู้ป่วยและญาติจะต้องยอมรับในแง่ของความเจ็บป่วยก่อนว่าเรานั้นมีความเจ็บป่วย  หลังจากนั้น เมื่อเรายอมรับได้ คำถามต่อมาก็คือ เราจะอยู่กับความเจ็บป่วยนั้นอย่างไร เราเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตกับความเจ็บป่วยนั้นอย่างไร  ถ้าความเจ็บป่วยนั้นเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเรา เราจะกลับมาดูแลตัวเราเองอย่างไร  แน่นอน การรักษาก็เป็นคำตอบหนึ่ง ซึ่งการรักษาก็จะประกอบด้วย 2 ส่วนหลักๆ  ส่วนแรก ก็คือการใช้ยา เป้าหมายของการใช้ยาคือไปปรับการทำงานของสมองที่ควบคุมอารมณ์เพื่อให้ทำงานเข้าที่ จะไปปรับสารสื่อประสาทหรือปรับอะไรก็ว่ากันไป  การรักษาส่วนที่สอง ก็คงเป็นเรื่องของการกลับมาดูแลทางด้านจิตใจ ซึ่งพบว่าความเครียดสามารถเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอาการซึมเศร้าหรือแมเนียได้  เพราะฉะนั้นการดูแลสุขภาพจิตตัวเอง การมีครอบครัวที่เข้าใจ การมีกลุ่มสนับสนุนอย่างที่สมาคมสายใยครอบครัวทำอยู่ ก็เป็นส่วนที่สำคัญส่วนหนึ่ง ที่ทำให้เวลาคนไข้มีปัญหา มีคนพูดคุย มีคนเข้าใจ มีคนที่ป่วยเหมือนเรา ทำงานได้เหมือนเรา เป็นเหมือนเรา ก็ทำให้รู้สึกไม่แย่มาก  ในแง่ของการรักษา หากเรามีปัญหาเรื่องความเครียดหรือมีอะไร การปรึกษาแพทย์ก็คงต้องมีอยู่ เพราะบางครั้งก็อาจจะได้รับคำแนะนำในการจัดการกับปัญหา นี่คือส่วนในเรื่องของการดูแลในด้านจิตใจ

         การดูแลอื่นๆ อย่างเช่น การดูแลตัวเอง สำหรับคนไข้ไบโพลาร์ อย่างเรื่องการนอน การนอนที่เพียงพอและสม่ำเสมอ สำคัญมาก  การอดนอนสามารถกระตุ้นอาการแมเนียได้ง่ายๆ เลย เพราะฉะนั้นกิจกรรมใดที่จะรบกวนการนอน เช่น การดื่มกาแฟ ดื่มเหล้า ที่จะทำให้การนอนไม่ดี ก็ควรจะหลีกเลี่ยง การกินสารกระตุ้นต่างๆ ยาเสพติด อะไรที่จะกระตุ้นให้คนไข้เกิดอาการแมเนียได้ต้องระวัง

         อีกประเด็นก็คือ ความสม่ำเสมอในรักษาและมาพบแพทย์ก็สำคัญ ความสม่ำเสมอในการกินยาก็สำคัญ ซึ่งคนไข้ส่วนใหญ่จะบอกว่า เบื่อ ไม่อยากกินยา เพราะต้องกินนาน นี่ก็เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ แต่ถ้าสิ่งเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งในการดูแล บางครั้งถ้ามีญาติคอยช่วยดูว่ากินยาสม่ำเสมอหรือไม่ คุยกับหมอว่ามีผลข้างเคียงอะไรที่เราทนได้ ทนไม่ได้ เลือกยาที่เหมาะสม ส่วนใหญ่สิ่งเหล่านี้ก็จะไปช่วยเพิ่มความร่วมมือในการกินยา ไม่ทำให้คนไข้ขาดยา ทั้งหมดนี้ก็จะทำให้คนไข้กลับคืนสู่สุขภาวะได้  การออกกำลังกายก็ทำได้เลย ก็เป็นการดูแลตัวเองอย่างง่ายๆ ครับ

 

ยาเป็นปัจจัยหลักในการหายป่วย?

นพ.พิชัย: แน่นอน อย่างไรก็ต้องใช้ยาครับ ต้องใช้คู่กัน ยังไม่เคยเห็นคนไข้ไบโพลาร์คนไหนที่ดีขึ้นได้โดยไม่ใช้ยาครับ

 

ยาที่ใช้รักษาโรคไบโพลาร์มีอยู่ในบัญชียาหลักหรือไม่?

นพ.พิชัย: ไม่ใช่ทุกตัวอยู่ในบัญชียาหลัก  ยาที่ใช้รักษาโรคไบโพลาร์ปัจจุบันมีหลายขนาน การเลือกใช้ยาก็จะขึ้นอยู่กับลักษณะอาการของคนไข้ โดยที่การใช้ยาในการรักษาไบโพลาร์จะแบ่งง่ายๆ ตามอาการ เป็นสองช่วง ช่วงแรกคือช่วงที่คนไข้มีอาการรุนแรง ไม่ว่าจะมีอาการซึมเศร้ามากหรือแมเนียมาก  ถ้าเป็นช่วงที่อาการรุนแรง หมอก็จะให้ยาเพื่อสงบอาการให้ลงเร็วที่สุด นี่คือช่วงที่หนึ่งของการรักษา อาจจะเป็นช่วงที่ต้องใช้ยามากหน่อย เพื่อให้คนไข้สงบ  หลังจากที่คนไข้ดีขึ้นแล้ว สิ่งที่สำคัญคือป้องกันการกลับเป็นซ้ำ เนื่องจากโรคไบโพลาร์มีโอกาสที่จะกลับเป็นซ้ำสูงมาก มากกว่า 90% ของคนไข้มีอาการกลับเป็นซ้ำ  เพราะฉะนั้น แพทย์กับผู้ป่วยต้องคุยกันว่าเมื่อรักษาจนอาการดีขึ้นแล้ว ความจำเป็นที่จะต้องกินยาเพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำมากน้อยแค่ไหน ซึ่งส่วนใหญ่ก็มักจะให้กินยาเพื่อป้องกันเอาไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้  ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องขึ้นอยู่กับอาการของผู้ป่วยว่าช่วงที่มีอาการซึมเศร้าหรือแมเนียนั้นรุนแรงแค่ไหน ถ้าเกิดรุนแรงมาก แล้วเราไม่อยากให้กลับเป็นซ้ำเลย การกินยาเพื่อป้องกันก็จะสำคัญมาก ซึ่งการกินยาเพื่อป้องกันก็จะต่างกับช่วงที่มีอาการมาก หมอก็คงจะลดยาให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อลดเรื่องผลข้างเคียง  นี่หมออธิบายให้เข้าใจเรื่องการรักษาก่อนซึ่งจะแบ่งเป็นช่วงๆ ตามลักษณะของอาการ

         ยารักษาไบโพลาร์ที่อยู่ในบัญชียาหลักก็มีหลายตัว อย่างเช่น ลิเธียม เดพากิน ลาโมทีจีน ริสเพอรีโดน  ยังมีอีกหลายตัวที่อยู่ในบัญชียาหลัก

 

ยาในบัญชียาหลักที่คุณหมอกล่าวถึงจะครอบคลุมในการรักษาหรือไม่?

นพ.พิชัย: ยาในบัญชียาหลักเพียงพอที่จะใช้ในการควบคุมหรือรักษาอาการในแต่ละช่วงครับ

 

ในกรณีที่ผู้ป่วยจะต้องทำงานกะกลางคืน จะมีผลกระทบอย่างไรบ้าง?

นพ.พิชัย: เรื่องนี้เป็นความลำบากอย่างหนึ่ง ส่วนใหญ่หมอจะบอกกับคนไข้ว่าให้คุยกับที่ทำงาน ถ้าเราต้องทำงานอย่างนี้ เราขอเข้าทำงานเวลานี้ทุกวัน คือทำให้วงจรชีวิตสม่ำเสมอ ถ้าหลีกเลี่ยงได้ก็ควรจะหลีกเลี่ยงดีกว่า แต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้ต้องทำกะกลางคืนก็ทำให้สม่ำเสมอ มีเวลานอนที่เป็นปกติ คือไม่ให้กลับไปกลับมา เพราะสมองของเรามีส่วนที่ควบคุมการหลับการตื่นอยู่ ซึ่งก็จะทำงานเป็นวงจร อย่างเช่น เวลากลางคืนปิดไฟนอน เราก็เริ่มง่วงแสดงว่าสมองส่วนนี้เริ่มทำงาน แต่ถ้าต้องทำงานกะเช้าบ้าง กะกลางคืนบ้าง สมองส่วนนี้ก็จะงงๆ แล้วก็จะควบคุมได้ไม่ดี เพราะฉะนั้นถ้าไม่จำเป็นก็ควรจะเลือกงานที่เป็นกะเดียว หมอมีคนไข้คนหนึ่งที่เป็นพยาบาล ก็จะลำบากหน่อย เพราะบางทีก็ทำงานกะเช้า บางทีกะกลางคืน บางทีก็กะบ่าย ทำให้เวลานอนควบคุมไม่ได้ แล้วอาการก็จะไม่ค่อยนิ่งครับ

 

ชมรมความผิดปกติทางอารมณ์แห่งประเทศไทย หรือ TSAD มีกิจกรรมในการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับโรคไบโพลาร์ในสังคมไทยอย่างไรบ้าง?

นพ.พิชัย: ชมรมความผิดปกติทางอารมณ์แห่งประเทศไทยหรือชมรม TSAD เริ่มก่อตั้งเมื่อปี 2554 กิจกรรมเบื้องต้นทางชมรมมุ่งเน้นการให้ความรู้แก่แพทย์และจิตแพทย์ ให้ความรู้ใหม่ๆ เกี่ยวกับการรักษาโรคความผิดปกติทางอารมณ์  ต่อมาก็เริ่มมีกิจกรรมให้ความรู้แก่ภาคประชาชน ก็ได้ทำร่วมกับสมาคมสายใยครอบครัว คืองานไบโพลาร์วันฟ้าใหม่ ซึ่งจัดปีละ 1 ครั้ง ก็ได้ไปร่วมมา 2 ปีแล้ว  โดยไปเป็นวิทยากรช่วยให้ความรู้กับประชาชน ทางสมาคมสายใยครอบครัวก็ถือว่าเป็นแหล่งที่สำคัญ คนไข้ก็จะรู้จักและก็มีคนเข้ามามาก ในขณะที่ชมรมความผิดปกติทางอารมณ์ก็ยังไม่มีกลุ่มของคนไข้เข้ามาร่วมมากนักเมื่อเทียบกับสมาคมสายใยครอบครัวที่คนไข้รับผิดชอบเองเป็นหลัก  เพราะฉะนั้นพูดง่ายๆ ว่าชมรมก็อยู่ฝ่ายสนับสนุนมากกว่า สนับสนุนด้านความรู้กับทางสมาคมสายใยครอบครัว เพื่อให้องค์ความรู้กับประชาชน อย่างเช่นงานไบโพลาร์วันฟ้าใหม่ครับ

 

วันไบโพลาร์โลกจะเกี่ยวข้องกับสังคมไทยอย่างไร?

นพ.พิชัย: วันไบโพลาร์โลกจะเป็นวันที่ 30 มีนาคม ซึ่งเป็นวันเกิดของวินเซนต์ แวนโก๊ะ ซึ่งเป็นศิลปินนักวาดภาพที่มีชื่อเสียง มีประวัติว่าน่าจะป่วยเป็นไบโพลาร์ ถ้าดูงานของแวนโก๊ะก็จะรู้สึกได้ว่าสะท้อนอารมณ์ออกมาเยอะมาก อารมณ์เศร้า อารมณ์ศิลปิน อะไรทำนองนี้  เป้าหมายที่เขาตั้งวันไบโพลาร์โลกขึ้นมาก็คือ อยากให้คนให้ความสำคัญและตระหนักรู้ถึงความสำคัญของโรคนี้มีความรู้มากขึ้น ว่าไบโพลาร์คืออะไร เป็นโอกาสที่จะได้เผยแพร่องค์ความรู้ให้กับประชาชน พบว่ามีคนที่ป่วยเป็นไบโพลาร์สูงถึง 1-4% ใน 100 คนจะมีคนป่วยเป็นไบโพลาร์ 1-4 คน เป็นจำนวนที่ค่อนข้างมากถ้าเทียบกับประชากรทั้งหมดครับ

 

ในฐานะจิตแพทย์ จะพูดอะไรกับผู้ป่วยไบโพลาร์?

นพ.พิชัย: ในฐานะที่ดูแลคนไข้ไบโพลาร์เป็นหลักนะครับ  สิ่งแรกคือไบโพลาร์ก็คือโรค คนส่วนใหญ่มักจะรู้สึกแย่เวลาที่ตัวเองป่วยด้วยโรคนี้ เพราะการใช้คำว่า “ฉันเป็นโรคไบโพลาร์” แต่ภาษาอังกฤษจะใช้คำว่า “ฉันมีโรคไบโพลาร์” (I have Bipolar Disorder.) ฉันมี กับ ฉันเป็น ไม่เหมือนกันนะครับ  “ฉันมี” คือไม่ใช่ฉัน  “ฉันเป็น” แสดงว่าฉันแย่  มีไม่ได้แย่  ตัวเรายังเป็นตัวเรา ที่ทำหน้าที่ มีคนรัก เป็นลูกของพ่อแม่ เป็นพี่ของน้อง เป็นน้องของพี่ เป็นญาติพี่น้อง เป็นเพื่อน เป็นแฟน เป็นอะไรต่างๆ เราก็ยังเป็นอยู่  ไม่อยากให้เอาโรคไบโพลาร์มาตีค่าตัวเองว่าตัวเองไม่มีความหมาย ไม่มีคุณค่า หรือว่าตัวเองโชคร้ายที่เป็นโรคนี้ ซึ่งสิ่งนี้จะเป็นอุปสรรคอย่างมากเลยในการใช้ชีวิตของคนไข้ เป็นอุปสรรคต่อการรักษา

         ในแง่ของการรักษา ถ้ามีปัญหาอะไรต้องคุยกับหมอเจ้าของไข้ เนื่องจากว่าการรักษาโรคไบโพลาร์ไม่เหมือนไข้หวัด ที่รักษาครั้งเดียวจบ  แต่เป็นการรักษาระยะยาว คนไข้ก็จะรู้ว่าไม่ได้รักษากันแค่เดือนสองเดือน บางทีรักษากันเป็นปีๆ หรือรักษากันมาเกือบตลอดชีวิตก็มี เพราะฉะนั้นมีอะไรก็ให้คุยกับหมอเจ้าของไข้ที่ดูแลตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องผลข้างเคียงของยา ปัญหาในชีวิต ก็อาจจะช่วยให้หมอดูแลและช่วยให้กลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ง่ายขึ้นครับ

 

 

เราได้ทราบแนวคิดในมุมมองของนักวิชาชีพผู้ให้การบำบัดรักษาจาก นพ.พิชัย อิฏฐสกุล กันแล้ว  เรามาต่อกันด้วยทัศนะจากมุมมองของคุณเพียรชนันท์ ลีอุดมวงษ์ ผู้มีประสบการณ์ตรงกับโรคไบโพลาร์กันบ้างค่ะ

 

การยอมรับว่าตัวเองป่วยนั้นยากหรือไม่?

ไบโพลาร์บอส: พอรู้ว่าตัวเองป่วยแล้วยากมั้ยที่จะยอมรับ  ปีนี้พี่จะขึ้น 42 พี่รู้ว่าตัวเองป่วยอายุ 27 ปี ก็ 15 ปีแล้วจากจุดแรกที่พี่รู้ว่าตัวเองป่วย พี่ไม่มีความรู้สึกลำบากใจที่จะยอมรับว่าตัวเองป่วยและมีความจำเป็นที่ต้องรับการรักษา  โรคจิตเวชเวลานั้นก็ยังไม่รู้ว่าเป็นไบโพลาร์หรอก แต่ว่ามีอาการซึมเศร้าก็เป็นจุดที่จะทำให้ดิ้นรนมากกว่าที่จะแสวงหาการเยียวยารักษา ก็เลยไม่ได้เป็นประเด็นสำหรับพี่ในเรื่องความยาก แต่ความยากของพี่เป็นเรื่องของการรักษามากกว่า  การรักษาให้กลับคืนสภาพปกติทางอารมณ์สำหรับพี่เป็นสิ่งที่ยาก ระหว่างเส้นทางนั้นเป็นอะไรที่มีท้อบ้าง แต่ไม่ได้มีปัญหาเกี่ยวกับการยอมรับว่าตัวเองป่วยเลย

 

หลังจากยอมรับว่าตัวเองป่วย การดำเนินชีวิตมีปัญหาหรือไม่?

ไบโพลาร์บอส: พี่โชคดีนะที่พี่เป็นคนที่มีทัศนคติเชิงบวกกับการรักษาโรคจิตเวช

 

การมีทัศนคติเชิงบวกสำหรับบางคนก็เป็นเรื่องยาก คุณบอสมีคำแนะนำมั้ยคะ?

ไบโพลาร์บอส: ถ้าเราเองเอาชีวิตของเราไปผูกไว้กับคนอื่นๆ มาก เราก็จะทำให้คนอื่นมีอิทธิพลในชีวิตของเรา เราก็จะคอยกังวลว่าเขาจะคิดยังไง ถ้ารู้ว่าเราป่วย พี่ไม่มีตรงนี้ พี่เพียงแต่ดูว่าชีวิตเราจำเป็นต้องทำอย่างไร ถ้าใครอยากจะรับการปรับทัศนคติของพี่ตรงนี้ก็มีว่าเราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความคิดทัศนคติของคนอื่นได้ ยิ่งคนที่ไม่มีความรู้ความเข้าใจอะไรเลย เป็นเรื่องยากมากที่จะทำให้เขายอมรับเรา เพราะฉะนั้นขั้นแรกของการที่เราจะหายหรือเราจะรักษาอย่างมีประสิทธิภาพ เราต้องยอมรับตัวเองจริงๆ ว่าเราต้องการการรักษา แล้วก็จะเป็นประตูที่ทำให้เราเดินหน้าอยู่ในเส้นทางของการหายป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็คือยอมรับตัวเองโดยไม่ไปฟังคนอื่นมาก ช่วงแรกในขณะที่ตัวเองยอมรับหรือเปิดเผยก็ถามว่าทุกคนมั้ยที่ตอบรับในเชิงบวกกับเรา  ไม่  ส่วนมากจะทำให้เรารู้สึกแย่ แต่นั่นก็เป็นแรงผลักดันเช่นกัน ทำให้พี่รู้สึกว่าพี่ต้องหายแล้ว พี่ต้องกลับเป็นปกติ เพราะว่าศักยภาพของเราที่ลดลงไปเป็นเพราะความเจ็บป่วย ซึ่งในอดีตเรามีศักยภาพมากมาย คนที่เห็นเราแค่บางครั้งบางคราวซึ่งตอนแรกไม่รู้ พอรู้ก็มีความเปลี่ยนแปลงกับเรา ก็เลยทำให้รู้สึกว่าสังคมมีอิทธิพลสูงมาก แต่ถ้าเราไม่ให้พวกเขาเหล่านั้นมามีอิทธิพลกับชีวิตเรา ก็จะไม่มีผลอะไรกับเรา

 

การบำบัดรักษาในปัจจุบันตอบสนองกับอาการป่วยของคุณบอสอย่างไร?

ไบโพลาร์บอส: ถ้าจะว่าไป พี่ก็ปรับยามาหลายปี 7-8 ปี โดยที่ยังไม่นิ่ง แต่พี่มานิ่งได้ประมาณ 6-7 ปีที่ผ่านมา รู้สึกว่ายาที่กินอยู่กินต่อเนื่องได้เป็นการพยุงอาการไว้ไม่ให้กำเริบ แล้วเราก็ดูแลเรื่องการกินการนอน บริหารจัดการเรื่องงานความเครียด ถ้าเรารู้ตรงนี้ก็กินยาสม่ำเสมอ การตอบสนองต่อการรักษาของพี่ก็สมบูรณ์แบบมาก ถือว่าไม่มีปัญหาอะไร ก็เหมือนคนทั่วไปที่พูดเสียงดัง อารมณ์ร้อน โกรธได้ ร่าเริงได้ หัวเราะดัง ซึ่งก็ไม่ได้เป็นอาการของการเจ็บป่วย  เป็นตัวตนหรือบุคลิกจริงของเรามากกว่า เพราะฉะนั้นพี่โชคดีมากได้รับยาที่เข้ากัน ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ก็ไม่มีปัญหาอะไรเลย 6-7 ปีมาแล้วที่พี่นิ่งกับยารักษาสูตรนี้มาก

 

คุณบอสคิดว่าขณะนี้ตัวเองคืนสู่สุขภาวะแล้วหรือไม่อย่างไร?

ไบโพลาร์บอส: นิยามของการกลับคืนสู่สุขภาวะของแต่ละคนก็คงแตกต่างกันนะ สำหรับพี่ก็คือการกลับมามีชีวิตปกติอีกได้ ส่วนตัวพี่สามารถเรียนหนังสือได้ ทำงานได้มีประสิทธิภาพ มีความคิด มีวิจารณญาน ควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ ควบคุมพฤติกรรมตัวเองได้ ไม่มีอะไรที่ผิดปกติ นี่คือการคืนสู่สุขภาวะของพี่นะ  ไม่ใช่ในลักษณะที่ว่ากินยามั้ย เลิกกินยาหรือยัง ก็จะไม่ใช่การหายป่วยในความคิดของพี่  สำหรับพี่การกินยาก็คือเหมือนการเรียนรู้ที่จะอยู่กับไบโพลาร์อย่างเข้าใจ เรารู้ว่าเรามีจุดอ่อนตรงนี้นะ รู้ว่าเราต้องอยู่กับเขาไปตลอดชีวิตนะ เราก็ไม่ปฏิเสธที่จะกินยาหรือฝืน  ในเมื่อไบโพลาร์เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเรา เราก็ยอมอยู่กับเขาอย่างกลมกลืน เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเรา และก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตของเราบกพร่องอะไรเลย เพียงแต่มีชื่อนำหน้าหรือพ่วงท้ายนิดหน่อย เช่น ไบโพลาร์บอส อย่างนี้เป็นชื่อในวงการ (หัวเราะ) ซึ่งก็สามารถนำประสบการณ์ของเราไปแบ่งปันกับผู้อื่นได้ พี่เชื่อว่าคนที่ไม่ได้คืนสู่สุขภาวะที่สมบูรณ์ เขาก็ไม่สามารถที่จะแบ่งปันประสบการณ์ เพราะจะมีความรู้สึกว่าไม่มั่นคงภายใน บางทีอาจจะเกรงว่าวันนี้กล้า พรุ่งนี้กลัว แต่พี่มีความรู้สึกว่าพร้อมมากที่จะแบ่งปันเรื่องราวหรือประสบการณ์ เพราะว่ากว่าจะผ่านมา 15 ปี ก็มี 7-8 ปีที่ล้มลุกคลุกคลานในการเรียนรู้กับโรค ก็เหนื่อยเหมือนกัน เราก็เหนื่อย คนดูแลก็เหนื่อย แล้วเราก็รู้ความทุกข์ทรมาน  พอเราผ่านจุดนั้นมาได้แล้ว เราไปเจอคนที่กำลังมีประสบการณ์เหมือนกับเราในอดีต เราก็พยายามที่จะบอก เพื่อที่เขาจะได้ไม่ต้องมาจมอยู่ในจุดที่เราเคยจม เหมือนกับขึ้นทางด่วน ก้าวข้ามไปได้ ถ้าเขามีแนวความคิดเดียวกับเรานะ คือมีระเบียบวินัยในการรักษากินยา หาหมอ ถ้ามีอะไรที่ไม่ใช่ก็ใช้ความจริงใจในการปรึกษาแพทย์ ไม่ได้ก้าวร้าว หรือรู้มาก หรือกลัวจนตัวเราเองเสียสิทธิในการรักษา พี่ก็ใช้วิธีแบบนี้ ก็รู้สึกมีความสุขดีนะ

 

ปัจจัยหลักของคุณบอสคือการกินยาใช่ไหมคะ  แล้วปัจจัยเสริมที่มาช่วยในการคืนสู่สุขภาวะคืออะไร?

ไบโพลาร์บอส: เป็นคำถามที่ดีนะ เมื่อก่อนหน้านี้พี่อาการนิ่งมาพอสมควรนะ ก่อนที่จะกลับมาทำงานต่างๆ ได้ อารมณ์นิ่ง ทุกอย่างนิ่ง ไม่มีปัญหาเรื่องอาการทางกายภาพ แต่สิ่งที่ต้องฟื้นฟูคือความมั่นใจ สิ่งที่เราเคยทำได้ แล้วพอเราเจ็บป่วย สิ่งเหล่านั้นหายไป ความมั่นใจก็ดี เราต้องเรียกคืนมา  วิธีทำก็คือ สำหรับพี่ก็จะได้รับโอกาสจากคนรอบข้างคอยให้การสนับสนุน เช่น สมัครงานก็คิดว่าทำไม่ได้แล้วก็ให้คิดว่าไม่มีอะไรเสียหายทำไม่ได้ก็ออกมา ก็ไม่มีอะไรเสียหายไง ทุกวันนี้ก็ไม่ได้ทำอะไรอยู่แล้ว หมายถึงสมัยก่อนนะ  เพราะฉะนั้นก็ให้ไปด้วยความกล้า และวางใจว่าศักยภาพเรามี เราเคยเป็นยังไง เราก็สามารถกลับมาได้  ก้าวแรกยากที่สุด คือก้าวที่จะกลับคืนสู่สังคม ยากมาก ดูเหมือนมืด ดูเหมือนกลัวทุกอย่าง พี่บอกได้เลยว่าถ้าพี่ไม่มีกำลังใจจากคนรอบข้างแรงสนับสนุนผลักดันด้วยความอดทน พี่ก็ไม่กล้าก้าวออกมาเหมือนกันนะ พี่ก็เห็นใจคนอื่นนะ ปัจจัยที่จะหายไม่ได้อยู่ที่ยาอย่างเดียวหรอก ทั้งกำลังใจ ทั้งโอกาส สำหรับพี่ขณะนั้นมาในเวลาที่เหมาะสมพร้อมเพรียงกัน พี่ก็คิดว่าอยู่ในจุดที่โชคดี

 

เพราะเหตุใดจึงต้องมีชมรมเพื่อนไบโพลาร์?

ไบโพลาร์บอส: วัตถุประสงค์หลักของการตั้งชมรมเพื่อนไบโพลาร์ก็คือ ต้องการจะให้ความรู้ความเข้าใจแก่สาธารณชนเกี่ยวกับโรคไบโพลาร์ และเข้าใจคนที่เจ็บป่วย เพราะเราเชื่อว่าปัจจุบันคนในสังคมเป็นกันเยอะ และอาการป่วยจะคล้ายกับนิสัยตัวตนประการที่สอง ก็คือพี่รู้ว่าความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับโรคไบโพลาร์แม้กระทั่งคนที่เจ็บป่วยเองก็ยังไม่เข้าใจ พอไม่เข้าใจการยอมรับการรักษาก็ยาก หรือผู้ดูแลเองที่จะยอมรับในตัวผู้ป่วยก็ยังยากเลย เพราะฉะนั้นการจัดตั้งชมรมเพื่อนไบโพลาร์ขึ้นมาก็เป็นประโยชน์มาก เป็นประโยชน์กับผู้ป่วยโดยตรง ที่เขาจะมีเพื่อนร่วมทางซึ่งมีประสบการณ์มาก่อนแล้วสามารถที่จะแบ่งปันทั้งความเจ็บป่วย ความสำเร็จ ความล้มเหลวในการดูแลรักษาตนเอง ทั้งผู้ป่วยและผู้ดูแลก็จะได้มีโอกาสตรงนี้ สำหรับพี่นะ ถ้ามีชมรมนี้ในขณะที่พี่ป่วย ชีวิตอาจจะไม่เจ็บมาก (หัวเราะ) ขณะนั้นไม่มี ก็ต้องเริ่มจากศูนย์  ชมรมเพื่อนไบโพลาร์เปรียบเสมือนโรงเรียน ถ้ามาที่ชมรมก็จะมีแหล่งข้อมูล อย่างน้อยที่สุดก็มีตัวเป็นๆ ผู้มีประสบการณ์ตรง ซึ่งมีอะไรมากกว่าในหนังสือหรือในอินเตอร์เน็ตที่ก็สามารถหาข้อมูลได้ แต่ประสบการณ์การแบ่งปันกำลังใจไม่มี  ชมรมนี้จึงมีไว้สำหรับช่วยเหลือผู้มีประสบการณ์ร่วมกัน

 

กิจกรรมที่ผ่านมาของชมรมเพื่อนไบโพลาร์ตอบสนองเพื่อนร่วมทางได้มากน้อยแค่ไหน?

ไบโพลาร์บอส: วัตถุประสงค์ของการจัดตั้งชมรมและกิจกรรมหลักๆ ที่บอกไว้ก่อนหน้านี้ ก็คือการให้ความรู้ความเข้าใจแก่ผู้มีประสบการณ์ตรง ที่ผ่านมาก็มีคนแวะเวียนเข้ามาบ้าง ก็จะเป็นลักษณะของคนที่ยอมออกมา หรือแสวงหาการหายป่วย ก็จะมีเข้ามาหาข้อมูล คำแนะนำ  ทางชมรมก็จะมีบุคลากรทั้งผู้ป่วย ผู้ดูแล เป็นแกนนำในการให้ความรู้ความเข้าใจ ถ้าดูในเชิงปริมาณถือว่าไม่มาก  เรามีการพบปะกันทุกๆ เสาร์ที่สี่ของเดือน เราเชื่อว่าคนที่มา จะมาเฉพาะช่วงที่เขามีปัญหา เมื่อเขาได้รับคำแนะนำ เขาดีขึ้น เขาก็ไปใช้ชีวิตปกติ เพราะฉะนั้นชมรมเพื่อนไบโพลาร์ก็เปรียบเสมือนทางผ่าน หรือโรงเรียนในการที่จะให้เข้ามาศึกษาหาข้อมูล  ในเชิงปริมาณของผู้มีประสบการณ์ตรง ส่วนหนึ่งจิตแพทย์ก็เป็นผู้แนะนำมา บางส่วนก็เป็นลักษณะบอกต่อๆ กันมา  ในเชิงคุณภาพก็น่าจะมีประโยชน์สำหรับผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือจริงๆ แต่ก็ไม่สามารถที่จะเข้าถึงทุกคนได้ ต้องยอมรับว่าชมรมเองก็ไม่ได้เปิดช่องทางโซเชียลมีเดีย ใช้กิจกรรมพบปะกันในแต่ละเดือน พูดคุยกันต่อหน้า ที่จริงแล้วธรรมชาติของผู้ป่วยเองก็ยากมากที่เขาจะออกมาพบปะผู้คน บางคนก็ไม่ยอมรับผู้ดูแล หรืออะไรก็แล้วแต่ มีความยากหลายอย่างที่จะทำให้การประชุมคนมากๆ หรือมีคนใหม่ๆ มา

         ผู้ป่วยไบโพลาร์เองก็จะมีความคิดของเขาที่จะศึกษาหาความรู้เอง โดยอาจจะไม่ต้องการประสบการณ์ของคนอื่นมากนัก หรืออาจจะไม่ต้องการคบหาพูดคุยกับคนอื่น เพราะฉะนั้นเราเชื่อว่าคนที่เข้ามาที่ชมรมเพื่อนไบโพลาร์เพื่อจะมาปรึกษาหรือศึกษาหาข้อมูล ประสิทธิผลดีแต่ยังมีจำนวนน้อย  เราเองก็อยากให้มีคนเข้ามามากๆ นะ  อีกประการที่คิดว่าเป็นปัญหาอยู่คือเราทำงานกันเป็นแบบอาสาสมัคร ก็คือจะหมุนเวียนกัน แกนนำของเราบางคนบางช่วงก็ต้องพักสงบเหมือนกันนะ (หัวเราะ) หรือบางคนเป็นผู้ดูแลก็อาจจะเหนื่อย ในเมื่อบุคลากรของเราทำงานแบบอาสาสมัคร และก็ยังเป็นผู้มีประสบการณ์ตรง จึงต้องมีความยืดหยุ่นในแง่ของการทำงานแบบองค์กร แต่ก็คิดว่าจะต้องมีการพัฒนาต่อไป

         ในประเด็นของการให้ความรู้แก่สาธารณชน เราเชื่อว่าชมรมเพื่อนไบโพลาร์ประสบความสำเร็จสูงมาก ในแต่ละปีที่เราจัดงานไบโพลาร์วันฟ้าใหม่ ซึ่งจัดต่อเนื่องกันมา 5 ปีแล้ว และยังเชื่อว่าชมรมของเราเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สังคมรู้จักไบโพลาร์มากขึ้น จากสถิติของคนที่เข้ามาร่วมงานในแต่ละปี เป็นผู้ที่สนใจโดยไม่รู้เลยว่าไบโพลาร์คืออะไร พอมาร่วมงานก็เกิดความเข้าใจบางส่วนหรือส่วนใหญ่  เมื่อเข้าใจแล้วก็เกิดความสงสัยว่าคนรอบข้างเขาเป็นหรือเปล่า (หัวเราะ) นี่ถือเป็นการจุดประกายว่ามีโรคนี้ในสังคมนะ ก็จะทำให้คนที่มาร่วมงานเป็นหูเป็นตาให้กับสังคมในอนาคต เพราะฉะนั้นในแต่ละปีที่เราจัดงานใหญ่ 1 ครั้ง ก็นับว่าประสบความสำเร็จต่อเนื่องทุกปี ปีแรกคนมางานก็ไม่มาก แต่จากการร่วมแรงร่วมใจของทีมงานทุกฝ่าย เราก็ไม่ได้จ้างมืออาชีพที่ไหน ทำกันเองก็ดูเป็นมืออาชีพมากเหลือนะ (หัวเราะ) ในการประสานงานทุกอย่างก็ถือว่าทำกันด้วยใจ ผลสำเร็จที่เราทุกคนได้เห็นก็ถือว่าเป็นรางวัลที่จะช่วยผลักดันให้เราทำงานต่อไป แม้ว่าจะได้ข่าวปีหน้าจะไม่มีงบประมาณเหมือนกับปีที่ผ่านๆ มา แต่เราก็ยังจะจัดงานต่อไป อยู่ในงบประมาณที่เราจะทำได้ เราไม่ลดจำนวนคนที่เข้าร่วมงาน แต่เราจะไปลดในเรื่องของต้นทุนหรือตัดค่าใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือยออกไป  ส่วนเนื้อหาสาระเราก็ยังคงไว้ การทำงานกับภาคสังคมในการให้ความรู้สาธารณชนเรายังทำอยู่ เพราะเราเชื่อว่ายังมีคนอีกมากที่ยังไม่รู้ และจะเห็นได้ว่าคนที่เป็นไบโพลาร์ก็เริ่มเปิดตัวมากขึ้น ทำให้สังคมเริ่มอยากรู้ว่าเป็นยังไง ดาราก็เป็นมากขึ้น อย่างเช่นเร็วๆ นี้ ร็อบบี้วิลเลียมส์ที่ฆ่าตัวตายก็ทำให้เกิดผลกระทบกับสาธารณชนมากมาย ก็เชื่อว่าชมรมเพื่อนไบโพลาร์เป็นส่วนเล็กๆ ในสังคมที่จะให้ความรู้ ทั้งวิชาการและประสบการณ์ตรง

 

โรคไบโพลาร์ป่วยแล้วหายได้มั้ย?

ไบโพลาร์บอส: คุณว่าบอสหายหรือเปล่า

 

คุณบอสก็ใช้ชีวิตได้เหมือนคนทั่วไป ดูมีความสุขมากกว่าหลายคนเสียอีก!

ไบโพลาร์บอส: นี่คุณตอบเองนะ (หัวเราะ) ตัวเองก็ยังยืนยันว่าหาย แต่หายของตัวเองอาจจะไม่เหมือนกับการหายป่วยของคนที่มีทัศนคติว่าการหายป่วยต้องเลิกกินยา  บอกแล้วไง ใช้ชีวิตให้มีความสุข เราก็มีความสุข ไม่อย่างนั้นคนที่ต้องกินยาเพราะเป็นโรคหัวใจ โรคความดัน โรคเบาหวาน ก็คงเป็นทุกข์มาก  คนเราอาจจะมีปัญหาสุขภาพแตกต่างกัน เพียงแต่บอสมีปัญหาเรื่องไบโพลาร์ มีวีรกรรมมากเหลือเกิน ก็คิดว่าชีวิตล้มเหลว แต่เมื่อเราได้กลับมาแล้ว สิ่งเก่าๆ ก็ล่วงเลยไป  ทุกวันนี้ก็เป็นสิ่งใหม่ เราก็ดำเนินชีวิตอยู่กับปัจจุบัน  ปัจจุบันสำคัญกว่า น้อยคนที่จะยอมรับและรับการรักษา บางคนหายดีแล้วนะ ก็อยากจะลองของ หยุดกินยา ก็ไม่ได้มีสถิติว่าจะไม่กลับมาป่วย แต่ตัวเองต้องทนทุกข์ทรมานกับความเจ็บป่วยมานานหลายปี และสิ่งที่ตัวเองไม่ยอมที่จะกลับไปป่วยซ้ำเลยก็คือ เราเห็นคนรอบข้างคนที่ดูแลทุกข์มากกว่าเราด้วย ตรงนี้จึงเป็นแรงผลักดันให้เราต้องรักษาสุขภาพตัวเองให้ดี ถามว่าหายมั้ย  หาย  แต่กินยาสม่ำเสมอ ดูแลสุขภาพตัวเองในเรื่องการกิน การนอน การทำงาน อย่าทำให้รู้สึกว่าเราทำลายสุขภาพมากเกินไป เช่น พักผ่อนไม่พอ ถ้ามีภาวะความเครียดเราจะจัดการความเครียดได้มั้ย อาจจะหาเพื่อนพูดคุย แบ่งปัน หนุนใจรับฟังเรา แค่นี้ก็ช่วยได้มากแล้ว อยากร้องไห้ก็ร้อง เหนื่อย เครียด โมโห เสียใจก็ร้องไห้ได้ เป็นธรรมชาติของคนใช้ชีวิตแบบธรรมชาติๆ หายได้ ถ้าไม่กินยาคงไม่หาย ตัวเองเน้นมากเรื่องยา

 

สุดท้าย อยากให้คุณบอสพูดฝากกับผู้ป่วยไบโพลาร์ในสังคม

ไบโพลาร์บอส: (หัวเราะ) People with Bipolar นะ ... อยู่กับความเป็นจริง  เรียนรู้ที่จะอยู่กับความเป็นจริง ใช้ชีวิตที่เป็นไบโพลาร์อย่างภูมิใจ แค่นี้จริงๆ People with Bipolar คุณไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าคุณไม่ได้เป็น ถ้าตราบใดที่คุณเดินออกไปแล้วยังกลัวถูกตราหน้าว่าเป็นไบโพลาร์ คุณไม่มีความสุขหรอก ยังไงก็เป็นตัวคุณ เพราะฉะนั้นยอมรับเลย ฉันเป็นไบโพลาร์ที่มีความสุข ที่เข้าใจโรคนี้ ที่ดูแลรักษาชีวิตได้ ไม่เดือดร้อนใคร ที่ช่วยเหลือสังคมได้ ให้มีความสุขกับชีวิต แค่นี้พอ เคล็ดลับการหายป่วย แล้วก็อย่าลืมกินยานะคะ (หัวเราะ)

 

         คุณบอสยังทิ้งทายด้วย “ความหวังอาจเป็นสิ่งที่มองไม่เห็น แต่จำเป็นต้องมี อุปสรรคคือสิ่งกีดขวางที่ต้องเรียนรู้เพื่อก้าวข้าม ไม่ใช่ทางตัน ความล้มเหลวเป็นสถานการณ์ ไม่ใช่ตัวบุคคล การยอมรับ รัก และให้เกียรติตนเอง คือยารักษาผลข้างเคียงของการอยู่ในโลกความเป็นจริง”

 

ที่มา:

คอลัมน์:

ผู้เขียน:

บุคคล/องค์กรสำคัญ:

frontpage: