เป้าหมายชี้ทางเดิน

-A +A

 

           ชายหนุ่มตรำงานรับภาระรอบตัวเกิดปัญหาความรักรอบใหม่ อารมณ์ดิ่งเศร้าไปพบจิตแพทย์ ได้ยาต้านเศร้าและคำแนะนำให้รู้จักรักตัวเอง อยากมาพบกับดิฉันในฐานะจิตแพทย์คนที่ 2 

           ช่วงเริ่มต้นของการพูดคุย ดิฉันขอให้เขาคิดค้นหาเป้าหมายที่อยากเห็นตนเองเป็น ซึ่งก็คือผลลัพธ์ของการบำบัด ส่วนวิธีการบำบัดทำอย่างไร หรือเขาจะต้องทำอะไรบ้าง ตอนนี้ยังไม่ใช่ประเด็นที่เขาต้องรู้

           เขาใช้เวลาหาคำตอบสักพัก ก็ได้คำตอบว่า “อยากเป็นคนสมบูรณ์แบบ” ดิฉันขอให้เขาอธิบายเพิ่มเติมเพื่อจะมีภาพที่ตรงกัน เพราะการตั้งเป้าหมายจะกำหนดทิศทางของการทำงานร่วมกัน  เขาอธิบายว่าคือมีชีวิตปกติทำงานได้ ไม่จำเป็นต้องกลับไปเก่งโลดแล่นเหมือนช่วงที่เรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยจนหักเหเข้าโรงพยาบาลจิตเวช

           การทำจิตบำบัดเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงชีวิตนี้ถือว่าเป็นการทำงานของผู้เชี่ยวชาญ 2 คน คือ ผู้บำบัดเชี่ยวชาญในกระบวนการ ส่วนผู้รับการบำบัดเชี่ยวชาญในข้อมูลชีวิตตนเอง

           ผู้บำบัดจะทำการบำบัดอย่างมีสมาธิจดจ่ออยู่กับกระบวนการที่ดำเนินไป มีสติตระหนักรู้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นบ้างในผู้รับการบำบัดและภายในจิตใจของตน ดูแลจิตให้มั่นคงที่จะไม่ไขว้เขวไปตามเนื้อหาอารมณ์ แต่จะดำรงการเชื่อมโยงกับพลังชีวิตไว้ตลอดการเดินทางไปกับผู้รับการบำบัด

           ผู้รับการบำบัดมีเป้าหมายที่อยากให้ตนเองเปลี่ยนแปลง จึงพร้อมที่จะทำงานในส่วนของตนเอง แต่อาจจะไม่คุ้นเคยในการหาคำตอบ  เมื่ออยู่ในกระบวนการ บางทีก็จะเหมือนการหลุดเข้าไปในห้วงใดห้วงหนึ่งของเวลาที่ผ่านมาแล้ว ซึ่งนั่นแสดงว่าได้เข้าไปในโลกภายในจิตใจ คำตอบที่ค้นพบซึ่งมาจากส่วนต่างๆ ของชีวิตที่เรียกว่าจิตใต้สำนึกหรือจิตไร้สำนึก คือไม่ใช่คำตอบที่หาได้จากความนึกคิดธรรมดา และนี่จะเป็นช่องทางที่ผู้รับการบำบัดจะได้เชื่อมโยงกับพลังชีวิตของตน ซึ่งเป็นแหล่งของพลังที่ทำให้เกิดการเยียวยารักษา เปลี่ยนแปลง และเติบโตต่อไป  ดิฉันจึงไม่ได้ซักถามเขาเพื่อเอาข้อมูลมาเพื่อวินิจฉัย หรือเพื่อประเมินพยาธิสภาพ แต่จะฟังเรื่องราวเพื่อเข้าใจบริบทในชีวิตของเขา และหาทางที่เป็นประตูจิตใจที่จะเข้าไปสู่โลกภายในใจของเขา

           เขาได้เริ่มต้นเรื่องราวของเขา ว่าตอนเด็กมีเหตุการณ์ญาติมาดูถูก เพราะครอบครัวของเขายากจน มันมีแรงฮึดมาจากภายในของเขา “จะพิสูจน์ตัวเอง ไม่ให้ใครมาดูถูกครอบครัว ถ้าแม่ทำไม่ได้ ฉันจะทำแทนแม่” พลังนี้ปรากฏผลชัดเมื่อเขาเรียนระดับมหาวิทยาลัย ผลการเรียนดีมาก แข่งขันวิชาการได้รางวัล เขาเป็นนักกีฬา เป็นประธานนักศึกษา และมีแฟน

           เขามีแฟนตั้งแต่อยู่ปี 1 แฟนอายุมากกว่า 4 ปี คบกันมาจนเขาอยู่ปี 4 ตั้งใจจะแต่งงานอยู่กับเธอ แต่เพิ่งมารู้ว่าเธอมีลูกและมีสามีแล้ว จึงคิดจะเลิก แต่เธอมีญาติเป็นผู้มีอิทธิพล จึงถูกข่มขู่เอาชีวิต เขาต้องตกอยู่ในภาวะหวาดกลัว และได้พบเห็นเหตุการณ์ที่แฟนทะเลาะกับสามีของเธอ และเธอถูกจับขึ้นรถไป เขาติดตามไป และหวังจะช่วยเธอได้ แต่สักพักเขาก็ตัดสินใจหนี  ซึ่ง ณ จุดนี้เขาอยู่ในอารมณ์เศร้า และดิฉันทราบได้ว่านี่คือประตูที่จะเข้าไปในใจ จึงขอให้เขาสัมผัสรับรู้ความรู้สึกภายในซึ่งมีความเจ็บปวด ความกลัว ให้เขามองลึกเข้าไปเพื่อหาว่าสิ่งที่เขากลัวคืออะไร  เขากลัว “ความจริง” ว่าเขาไม่สามารถช่วยแฟนของเขาได้ ซึ่งถูกตีความว่ามันคือ “การเป็นคนไม่เอาไหน” ซึ่งเขาพยายามหนี “ความจริง” นั้น แล้วได้พบตัวเองอยู่ในสภาพหวาดกลัว ซึมเศร้า ช่วยตัวเองไม่ได้ เก็บตัวอยู่ในห้อง จนมีคนพาเขาออกมา และพาไปโรงพยาบาล

           ขณะนี้เขายังสัมผัสความกลัวได้ ดิฉันจึงขอให้เขาเข้าไปลึกกว่านั้น ความกลัวนั้นได้นำทางเขาไปพบตัวตนของเขา เป็นภาพเด็กสกปรกอ่อนแอ หิวโหย ดิฉันให้เขาอยู่ที่นั่นเพื่อเชื่อมโยงกับความโหยหาในส่วนลึกซึ่งถูกปล่อยทิ้งไว้ ส่วนนั้นขอการเติมเต็มความรักและการยอมรับ ซึ่งดิฉันหนุนให้เขาส่งใจที่มีความรักไปให้ตัวตนที่โหยหานั้น จนเขารับรู้ได้ถึงความอบอุ่นและเด็กนั้นก็ค่อยๆ โตจนเป็นคนเดียวกับเขาในปัจจุบัน

           ขั้นตอนต่อไปดิฉันให้เขาได้เชื่อมโยงกับร่างกายส่วนอื่นๆ โดยเขาเป็นคนเลือกเองว่าจะมอบความรักไปให้ส่วนไหน เขาส่งไปที่คอ แล้วดิฉันก็ขอให้เขาลองฟังคำตอบจากคอ คอบอกว่า “ยกโทษให้”  ต่อไปหลังหู หลังหูบอกว่า “ดีที่คิดถึง”  พอส่งไปที่ข้อมือเขาก็รู้สึกได้ว่าข้อมือเคลื่อนไหวได้คล่องขึ้น  ไปข้อเท้า ข้อเท้าตอบว่า “ดีนะที่ไม่ลืม” ต่อไปบ่าทั้งสอง ซึ่งบ่ารู้สึกหนักมาก บ่าบอกว่า “น่าจะวางอะไรลง” พบเป็นภาพกระเป๋าหนังสือ และเขาได้เลือกเก็บบางอย่างไว้ก่อนที่จะวางกระเป๋านั้น  แล้วไปที่หัวใจ เขาพบว่าหัวใจมีรอยยิ้ม

           หลังจากนั้น ก็เป็นเวลาที่เขาได้ขอบคุณอดีตที่มีส่วนในการเสริมสร้างเขามาพร้อมกับการยกโทษ

           งานบำบัดได้สร้างการเปลี่ยนแปลงจากภายในระดับตัวตน เกิดการเชื่อมโยง เติมเต็ม แล้วก็ยังต้องทำการตอกย้ำการเปลี่ยนแปลง เพื่อให้อยู่ตัวคงทน พร้อมเผชิญชีวิตจริงต่อไป

           เพื่อให้เขาดึงพลังที่ถูกกดไว้ออกมา ดิฉันขอให้เขาระลึกถึงช่วงเวลาที่ผ่านมา และมองหาขุมทรัพย์ภายในที่ทำให้เขาเป็นเขาในทุกวันนี้ และให้เขาตั้งชื่อส่วนต่างๆ เหล่านั้น เขาพบส่วน “เป้าหมาย” (มีความกล้าเป็นลักษณะเด่น) “แทคติก” “สู้ไม่ถอย” (มีความเชื่อว่าต้องหาทางออกได้) “อดทน” “ความรัก”  เขาได้พบอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งเขาตระหนักว่าส่วนนี้อยู่กับเขาตลอดคือ “ส่วนของความคิดมาก” ท้ายสุดเขาได้พบว่ามีส่วนที่สำคัญมากอีกส่วน ซึ่งเขาเรียกว่า “ขุนพลชีวิต” เมื่อขุนพลหายหัว ส่วนอื่นๆ ก็หลบซ่อนตัว เหลือแต่ “ส่วนของความคิดมาก” แต่เวลานี้ “ขุนพล” พร้อมแล้วจะกลับมาทำหน้าที่ผู้จัดการชีวิต เมื่อส่วนอื่นเห็น “ขุนพล” พวกเขาก็ค่อยๆ เรียงหน้ากันปรากฏชัดขึ้น

           เขาขอไม่กินยาต้านเศร้าที่จิตแพทย์ท่านแรกให้มา ดิฉันให้สิทธิการตัดสินใจนี้เป็นของเขา โดยหนุนใจให้เขาคงการเปลี่ยนแปลงนี้ และฝึกฝนแนวทางใหม่ ซึ่งมีทั้งการเอาใจใส่ใจ ถาม และฟังใจตนเอง เปิดรับน้ำใจจากคนรอบข้าง

           เดือนถัดมา ดิฉันได้พบเขา พบว่าเป้าหมายที่จะมีชีวิตปกติทำงานได้บรรลุแล้ว ส่วนเป้าหมายที่ว่า “จะพิสูจน์ตัวเองไม่ให้ใครมาดูถูก” ดิฉันได้มอบคำเตือนใจเขาไว้ว่า “ต้องระมัดระวัง อย่าเผลอดูถูกตัวเองเหมือนที่คนจำนวนมากทำอยู่นะคะ” โดยไม่รู้ตัว

 

ที่มา:

คอลัมน์:

ผู้เขียน: