คำสารภาพของผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพจิตแห่งชาติ

-A +A

ควันหลงวันสุขภาพจิตโลก
: คำสารภาพของผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพจิตแห่งชาติ

          เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2557 ซึ่งใกล้วันสุขภาพจิตโลกอันเป็นวันที่ 10 ตุลาคมของทุกปี โทมัส อินเซล ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพจิตแห่งชาติประเทศสหรัฐอเมริกาได้เขียนบล้อคผู้อำนวยการโดยตั้งหัวข้อว่า “การสำนึกผิดและรับการชำระบาป” ไว้ดังนี้

          “เมื่อผมเข้ามาสถาบันสุขภาพจิตแห่งชาติ 12 ปีก่อน การประชุมครั้งแรกๆ ครั้งหนึ่งกับคณะกรรมการอำนวยการองค์กรนามี (National Alliance on Mental Illness - NAMI) ผมถามว่าสถาบันจะทำตัวให้เป็นประโยชน์ได้อย่างไร คำตอบของกรรมการคนหนึ่งน่าจดจำเป็นพิเศษ คือ เธอเสนอแนะให้ “ประกาศวันแห่งการสำนึกผิดและชำระบาป” เมื่อพบกรรมการคนนี้เดือนที่แล้วในการประชุมประจำปีของนามี เราทั้งสองระลึกถึงการพบปะปี 2002 ด้วยความรู้สึกเสียใจอยู่หน่อยๆ ทั้งสองฝ่าย ผมเสียดายที่น่าจะตอบคำขอของเธอได้ดีกว่าที่ทำไป และเธอพูดกับผมในครั้งนี้ว่า “เสียดาย น่าจะขอเวลาสักสัปดาห์”

          ปรากฏว่า สัปดาห์การตระหนักรู้เรื่องโรคจิตเวชปีนี้เริ่มต้นด้วยวันยมคิปปูร์ อันเป็นวันสำนึกผิดและรับการชำระบาปของชาวยิว ทำให้เราต้องมาตั้งคำถามว่า มีอะไรที่เรา (ในชุมชนสุขภาพจิต) จำเป็นต้องสำนึกผิดและรับการชำระ? คำตอบมีมากมาย สำหรับบางคนอาจเป็นวัฒนธรรมแห่งการกล่าวโทษและความอัปยศที่สืบมานับปีๆ โดยนักวิชาชีพที่อธิบายว่าโรคจิตเวชทุกอย่างเกิดจากเหตุสะเทือนขวัญและพ่อแม่ที่ชั่วร้าย  สำหรับคนอื่นๆ อาจเป็นการพึ่งพาเพียงแต่ยาและการปรับพฤติกรรมเท่านั้น แทนที่จะดูแลอย่างเป็นองค์รวมและจัดให้ฝึกทักษะต่างๆ ที่จำเป็น  ส่วนคนอื่นๆ อีกอาจบอกว่าประเด็นคือโครงสร้างแบบพ่อเป็นใหญ่ในระบบการดูแลด้านสุขภาพจิต ซึ่งอาจบั่นทอนพลังของปัจเจกบุคคลและครอบครัว แทนที่จะสร้างเสริมพลังอำนาจของพวกเขา  เราจาระไนรายการได้ต่อไปเรื่อยๆ อาจใช้เวลาเป็นสัปดาห์ ไม่ใช่เพียงหนึ่งวันเพื่อจะพูดถึงคำร้องเรียนอีกหลายประการ

          ประเด็นที่ผมอยากจะสำนึกผิดและรับการชำระบาปสำหรับสัปดาห์การตระหนักรู้เรื่องโรคจิตเวชปีนี้คือ การขาดความนอบน้อมถ่อมตนในสาขาวิชาของเรา ความผิดปกติทางจิตเป็นปัญหาทางการแพทย์ที่ซับซ้อนมากที่สุดประการหนึ่ง มีความท้าทายในทุกระดับ ตั้งแต่เซลประสาทถึงชุมชน แต่เรารู้น้อยมากเกี่ยวกับกลไกของแต่ละระดับ บ่อยครั้งเหลือเกินเราได้รับการแนะแนวจากศาสนามากกว่าวิทยาศาสตร์ นั่นคือการดูแลสุขภาพจิตส่วนมากอยู่บนพื้นฐานของความเชื่อและการหยั่งรู้ด้วยสัญชาติญาณ ไม่ใช่โดยวิทยาศาสตร์ และหลักฐานข้อดีของสภาวการณ์นี้ก็คือเราให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกแก่การฟังและความเมตตา เราช่วยผู้คนให้เปลี่ยนโดยความเข้าใจ แต่การดูแลของเราไม่ได้มีมาตรฐานคุณภาพสูงเพียงพออย่างที่คาดหวังกันในการแพทย์ด้านอื่นๆ

          ในด้านการวิจัย เป็นเรื่องง่ายที่จะเสียความนอบน้อมถ่อมตน การค้นพบในด้านประสาทวิทยาศาสตร์ (neuroscience) และด้านจีโนมิกส์ (genomics การศึกษาข้อมูลทางพันธุกรรมทั้งหมดที่จำเป็นใช้ในการสร้างและจำเป็นต่อการดำรงชีวิตอย่างปกติของสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่ง) มีอัตราเร็วยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ผลรางวัลโนเบลในด้านสรีรวิทยา (Physiology) หรือการแพทย์ (Medicine) เป็นตัวอย่างที่ดีว่าประสาทวิทยาศาสตร์ได้เผยหลักการพื้นฐานของกิจกรรมสมองได้มากเพียงไร คือในกรณีบรรยายเครือข่าย “GPS” ของสมอง ความก้าวหน้าต่างๆ ในประสาทวิทยาศาสตร์ระบบ จากการแยกแยะวงจรต่างๆ จนถึงการถ่ายภาพสมองมนุษย์ เป็นเรื่องน่าตื่นตะลึงอย่างไม่มีข้อสงสัย แต่นี่เป็นคำอธิบายที่เตือนไม่ให้เราเข้าใจผิด แต่ทำให้เราต้องถ่อมลง เราไม่สามารถแปลการปฏิบัติในสาขาประสาทวิทยาศาสตร์ไปใช้ในการวินิจฉัยหรือการบำบัดโรคแก่ผู้ที่ประสบความผิดปกติทางจิตได้เลย

          เหตุใดจึงมีการขาดตอนนี้? การแปลผลการวิจัยไปใช้ต้องการเวลา การแปลต้องมีการทำซ้ำ การกำหนดกฎระเบียบมาควบคุม และสุดท้ายต้องมีการชำระค่าใช้จ่ายคืน ในขั้นรากฐานแล้ว การแปลยากจริงๆ ตัวอย่างเช่น เรามีการถ่ายภาพสมองนับพันๆ แต่ไม่มีการให้ตัวบ่งชี้ทางชีวภาพ (biomarker) ที่มีประโยชน์ทางคลินิกเลย สำหรับสถาบันสุขภาพจิตแห่งชาติ นี่เป็นการตระหนักรู้อันทำให้ต้องถ่อมลง เรายังขาดตัวบ่งชี้ทางชีวภาพที่ระบุว่าใครควรได้รับการบำบัดรักษาวิธีใด เรายังขาดการบำบัดรักษาที่มีประสิทธิผลสำหรับโรคจิตเวชหลายๆ ด้าน

          ดังนั้นในสัปดาห์ตระหนักรู้เรื่องโรคจิตเวชปีนี้ ผมเรียกร้องให้นอบน้อมถ่อมลง เราจำเป็นต้องตระหนักว่าความผิดปกติทางจิตนั้นซับซ้อนยิ่ง ซับซ้อนเกินกว่าที่นักวิทยาศาสตร์ นักวิชาชีพสุขภาพจิต ผู้ป่วย หรือครอบครัวจะแก้ไขได้ตามลำพัง การป้องกัน-การฟื้นคืนสู่สุขภาวะ-และการบำบัดรักษาให้หาย อันเป็นวิสัยทัศน์ของสถาบันสุขภาพจิตแห่งชาติจำเป็นต้องทำด้วยความทุ่มเทร่วมกัน ไปไกลกว่าวันหนึ่ง สัปดาห์หนึ่งของการสำนึกผิดและรับการชำระบาป เราจำเป็นต้องมีการรณรงค์ขนานใหญ่เพื่อเปลี่ยนแปลงการวินิจฉัยและการบำบัดรักษาอย่างลึกซึ้งถึงแก่น”

          นี่เป็นความคิดความรู้สึกของผู้บริหารระดับสูงยิ่งด้านสุขภาพจิตของอเมริกา สำหรับประเทศไทยเราในท่ามกลางความเหน็ดเหนื่อยด้วยโหลดงานที่หนักอึ้งของนักวิชาชีพ ความโกลาหลด้วยความทุกข์บวกกับภาระทั้งด้านสังคม-เศรษฐกิจ-จิตใจของผู้ป่วยและผู้ดูแล ความไม่รู้และอคติของสาธารณชน จำเป็นไหมคะที่เราจะหยุด และร่วมกันพิจารณาว่า ในวันนี้หลังจากวันสุขภาพจิตปี 2557 มาไม่นาน เราอยู่ตรงจุดไหนของกระบวนการวิจัยค้นคว้า ป้องกัน วินิจฉัย บำบัดรักษาโรคจิตเวช  มีอะไรที่เราต้องเปลี่ยนแปลงอย่างถึงแก่นบ้าง หากเราไม่เห็นด้วยกับข้อเขียนของผู้อำนวยการโทมัสในข้ออื่นๆ อย่างน้อยเราก็ต้องประจักษ์จากประสบการณ์เราว่า “ความผิดปกติทางจิตนั้นซับซ้อนยิ่ง ซับซ้อนเกินกว่าที่นักวิทยาศาสตร์ นักวิชาชีพสุขภาพจิต ผู้ป่วย หรือครอบครัวจะแก้ไขได้ตามลำพัง” คุณว่าจริงไหมคะ?

 

ที่มา:

คอลัมน์:

ผู้เขียน:

บุคคล/องค์กรสำคัญ: