จงปฏิบัติต่อผู้อื่น อย่างที่ท่านต้องการให้เขาปฏิบัติต่อท่าน | สมาคมสายใยครอบครัว

จงปฏิบัติต่อผู้อื่น อย่างที่ท่านต้องการให้เขาปฏิบัติต่อท่าน

-A +A

 

“จงปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างที่ท่านต้องการให้เขาปฏิบัติต่อท่าน”
“Treat everyone as you wish to be treated.”

 

           ผมเป็นพลเมืองของสหรัฐอเมริกา ประวัติศาสตร์ประเทศของเราช่วงแรก เล่าอย่างละเอียดว่า ชาวยุโรปรวมทั้งในสหราชอาณาจักร (ประเทศอังกฤษ) เริ่มอพยพเข้าไปยังดินแดนที่เพิ่งค้นพบใหม่ที่ชื่อว่า อเมริกา เพราะว่าพวกเขารู้สึกว่าสิทธิของตนนั้นไม่ได้รับการเคารพ ดังนั้นในฐานะที่เป็นคนอเมริกัน (USA) ผมคิดว่าผมน่าจะรู้บางสิ่งเกี่ยวกับสิทธิ 

           ถ้าคุณทราบประวัติศาสตร์ของเรา คนกลุ่มเดียวกันกับที่ได้ต่อสู้กับอังกฤษ ฝรั่งเศส และสเปน เพื่อสิทธิของตนนั้น ในเกือบจะทันทีก็เริ่มไม่ยอมรับสิทธิอย่างเดียวกันของชนอเมริกันพื้นเมือง (อินเดียนแดง) ผู้ที่ครอบครองแผ่นดินนั้นอยู่ก่อนที่คนผิวขาวจะมาถึง ผมเป็นชนอเมริกันพื้นเมือง และผมรู้ประวัติศาสตร์ของประเทศชาติอันยิ่งใหญ่ของเรา รวมถึงเรื่องราวอันน่าโศกเศร้า ว่าพวกที่เข้ามาอยู่ใหม่นั้นทำกับชนอเมริกันพื้นเมืองไว้อย่างร้ายกาจขนาดไหน เกือบร้อยปีหลังจากได้รับอิสรภาพจากอังกฤษและยุโรป พวกที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานก็ได้เข่นฆ่าและทำร้ายชาวอเมริกันอินเดียน ผมพูดอย่างนี้ได้เพราะว่าผมเป็นทั้งประชาชนผู้ภาคภูมิใจในประเทศสหรัฐอเมริกา และเป็นชาวอเมริกันพื้นเมืองด้วย

           บทสรุปอันน่าเศร้าของทั้งหมดนี้ก็คือ เป็นเรื่องง่ายที่จะคิดถึงสิทธิของเรา แล้วกลับลืมหรือถึงกับปฏิเสธสิทธิของผู้อื่นเสียด้วยซ้ำ เมื่อเราคิดถึงเรื่องสิทธิ เราต้องพิจารณาว่ามีสิทธิประเภทต่างๆ หลายหมวดหมู่ ซึ่งมีความหมายและผลสืบเนื่องสำหรับเราหลายประการแตกต่างกันไป

           เพราะผมเชื่อว่าพระเจ้าผู้ทรงสร้างจักรวาล ก็ทรงสร้างมนุษย์ด้วย ผมคิดว่าสิทธิแรกของเรามาจากพระเจ้า เมื่อพระเจ้าทรงสร้างมนุษย์นั้น พระองค์ทรงมอบสิทธิให้ (กับแต่ละคนและแก่มนุษย์โดยส่วนรวม) ซึ่งไม่มีใครจะมาเอาไปได้ ผมมั่นใจว่ารายการสิทธิของคุณอาจต่างจากของผม แต่นั่นเป็นเพราะว่าสิทธินั้นมักจะเริ่มต้นด้วยความคิดเห็นส่วนบุคคล และถ้ามีคนมากพอเชื่อและคิดแบบเดียวกัน สิทธิของเราก็จะเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรได้ แล้วรับเป็นกฎหมายสำหรับทุกคน เห็นได้ชัดว่าเราทุกคนเห็นว่าสิทธิของเราสำคัญกว่าสิทธิของคนอื่น การเขียนไว้และทำให้เป็นประมวลกฎหมายหรือบทบัญญัติทางจริยธรรม อาจทำให้เรามีมุมมองเรื่องสิทธิกว้างขึ้น 

           สิทธิที่รวมอยู่ในประมวลสิทธิสากลนี้อาจรวมถึงสิทธิที่จะมีเสรีภาพ และสิทธิที่จะดำเนินชีวิตของเราตามความปรารถนาและมโนธรรมของเราเอง สิ่งเหล่านั้นกลายเป็นสิทธิที่รัฐมอบให้ ผมชื่นชอบเมืองไทยเพราะว่าเมืองไทยให้เสรีภาพในการนับถือศาสนา สิทธิอื่นๆ อาจรวมถึงโอกาสจะทำงาน และทำให้ชีวิตของตนเองและครอบครัวดีขึ้น ไม่มีใครสามารถรับประกันได้ว่าเราจะทำสำเร็จ แต่เราก็ควรจะมีโอกาสที่จะลองพยายาม

           ผมไม่สามารถจะอภิปรายถึงสิทธิทุกอย่างที่อาจอยู่ในหมวดหมู่นี้ได้ แต่ว่านี่เป็นเรื่องใหญ่และความคิดสำคัญ หลายปีมานี้ หลายสังคมขยายวงเรื่องสิทธิเข้าไปในความคิด ซึ่งเราอาจไม่เห็นพ้องกันทุกคน ตอนนี้ในประเทศสหรัฐอเมริกา เราอาจอ้างสิทธิว่า ทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับบริการสาธารณสุขในราคาที่เขาสามารถจ่ายได้ นี่เป็นสิทธิจริงๆ หรือ ก็สุดแท้แต่ว่าใครเป็นคนพูด

           ไม่เพียงแต่เราจะมีสิทธิในสังคมของเราเท่านั้น แต่เรายังมีสิทธิในครอบครัวของเรา ในเครือข่ายทางสังคม (เพื่อนๆ และองค์กรอื่นๆ) อีกด้วย เราควรให้ความสำคัญแก่สิทธิเด็กเป็นลำดับแรกๆ ไม่ว่าในขอบข่ายของสังคมหรือครอบครัว เราอาจเชื่อว่าเด็กควรมีสิทธิที่จะได้รับความปลอดภัย ไม่เพียงรวมถึงความปลอดภัยจริงๆ จากการทำร้ายร่างกาย ยังรวมไปถึงเรื่องความรู้สึกปลอดภัยด้วย นั่นหมายความว่าสิ่งแวดล้อมของพวกเขาต้องไว้วางใจได้ การเคารพเป็นสิทธิมนุษยชนทั้งภายในและภายนอกครอบครัว ถึงแม้ว่าความเคารพอาจมีความหมายได้หลายอย่าง สิทธิที่จะได้รับความรักมีหรือเปล่า คุณอาจคิดว่ามี แล้วสิทธิที่จะคิดหรือทำในสิ่งที่แตกต่างไปจากที่เห็นกันว่าปกติล่ะ สิทธิที่จะรักใครก็ตามที่คุณเลือก และสิทธิที่จะเลือกรูปแบบความสัมพันธ์สนิทสนมส่วนตัวก็กลายเป็นประเด็นในตอนนี้

           ทุกภาคส่วนของสังคมดูเหมือนจะต้องการตัดสินใจเรื่องรายการสิทธิของตนเอง ผมกำลังคิดถึงหลายๆ ครอบครัว ซึ่งมีความต้องการพิเศษ เรามีสิทธิของผู้ป่วยหรือลูกค้าไหม เรารู้ถึงสิทธิของเราหรือรู้ไหมเมื่อสิทธิของเราถูกละเมิด เรารู้วิธีแก้ปัญหาอย่างเหมาะสมหรือไม่  ในสถานการณ์ที่สิทธิของเราถูกละเมิดหรือถูกละเลย ถ้าหากคุณมีสมาชิกในครอบครัวที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ต่างจากคนทั่วไป พวกเขามีสิทธิที่จะได้รับการสนองความต้องการจำเป็นนั้นหรือเปล่า 

           ตอนนี้ผมรู้ว่าผมได้เข้ามาใกล้ขอบเขตของความแตกต่างด้านวัฒนธรรมแล้ว ชาวอเมริกันกับชาวเอเชียอาจจะคิดแตกต่างกันในเรื่องเหล่านี้ เรามองผู้มีอำนาจและมีปฏิกิริยาต่อคนเหล่านี้ต่างกัน เราประพฤติตนต่างกันในสถานการณ์ที่เห็นชัดว่ามีเรื่องอาวุโสมาเกี่ยวข้อง ผมคิดว่าชาวเอเชียมีมารยาทมากกว่า และเต็มใจจะโอนอ่อนในสถานการณ์ที่มีความขัดแย้ง ชาวอเมริกันไม่เคารพสิทธิหรือให้เกียรติแก่ผู้อาวุโสหรือผู้สูงวัย

           ผมคิดว่าเราทุกคนชื่นชอบขอบคุณผู้ให้การดูแลที่ตระหนักถึงคุณค่าความเป็นมนุษย์ของเรา และปฏิบัติต่อเราอย่างให้เกียรติ นี่เป็นสิทธิมนุษยชนหรือเปล่า ชาวอเมริกันเชื่อว่าพวกเขามีสิทธิที่จะได้รับข้อมูลที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับสภาวะสุขภาพของเขา พวกเขาจะบอกว่าผู้ป่วยมีสิทธิจะรับรู้ว่าเขามีอาการอันอาจมีผลถึงชีวิต บางคนไม่เห็นด้วยว่าเรื่องนี้เป็นสิทธิ แล้วสิทธิที่จะได้รับการบำบัดรักษาอย่างให้เกียรติล่ะ ไม่ว่าจะได้รับการวินิจฉัยว่าป่วยด้วยโรคอะไร หรือการพยากรณ์โรคดีหรือไม่ก็ตาม 

           ตอนนี้เราได้พิจารณาเรื่องสิทธิแล้ว เราลองมาพิจารณาดูว่าเราได้สิทธิมาอย่างไร แล้วเราจะทำอย่างไร เมื่อเราไม่ได้สิทธินั้น ผมคิดถึงคำตรัสของพระเยซูที่ว่า  “จงปฏิบัติต่อผู้อื่น อย่างที่ท่านอยากให้เขาปฏิบัติต่อท่าน”  นี่น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของเรา บางครั้งเราเรียกร้องสิทธิของเราได้ บางครั้งก็ไม่ได้ แต่เราทุกคนสามารถอ้างสิทธิที่จะปฏิบัติต่อคนอื่นด้วยการให้เกียรติและศักดิ์ศรีได้ การปฏิบัติแบบนี้อาจเปลี่ยนปฏิกิริยาของคนอื่นต่อเราได้อย่างน่าทึ่ง 

           ปัจจุบันมีคนร้ายๆ ในโลกนี้ ที่ไม่ยอมให้คุณค่าแก่สิทธิของคุณไม่ว่าคุณจะทำอย่างไร เราจึงตระหนักว่า หากว่าผู้อื่นไม่เห็นด้วย สิทธิของเราก็ไม่มีอะไรรับรอง  มีหลายสถานการณ์ เช่น สิทธิที่รัฐมอบให้ ซึ่งเราสามารถขอให้คนอื่นช่วยแทรกแซงเรียกร้องได้ แต่ในหลายกรณี สิทธิของเราขึ้นอยู่กับว่าคนอื่นจะเอื้อให้เราหรือไม่

           นี่เป็นเหตุให้ผมชื่นชมความสำคัญและการงานของสมาคมสายใยครอบครัว สมาคมได้ช่วยเหลือคนอื่นๆ ให้รู้สิทธิของครอบครัวซึ่งต้องการความช่วยเหลือ สมาคมสายใยครอบครัวช่วยให้การศึกษาแก่สาธารณชน ตลอดจนรัฐบาล เกี่ยวกับสิทธิของผู้ป่วยและครอบครัวของพวกเขา

           สิทธิของเราเป็นสิ่งสำคัญต่อการคืนสู่สุขภาวะและการหายป่วย โดยเฉพาะสิทธิที่คนจะต้องรับฟังและเข้าใจเรา สิทธิที่จะได้รับข้อมูลที่เกี่ยวข้อง สิทธิที่จะได้รับการดูแลรักษาอย่างดีที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ และสิทธิที่จะเลือก เมื่อมีทางให้เลือก

           ตอนนี้ เพื่อนที่ดีของผมคนหนึ่งอยู่ในภาวะที่วิกฤตมาก อย่างไรก็ตาม เขายังปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นอย่างแจ่มใส เขาใส่ใจและให้เกียรติผู้ดูแลเขามากทีเดียว เขาไม่บ่นว่า ด้วยเหตุนี้ เขาจึงได้รับการดูแลอย่างดีมาก เขาปฏิบัติต่อแพทย์และพยาบาลด้วยมารยาทแบบที่เขาต้องการให้ผู้อื่นปฏิบัติต่อเขา ถ้าคุณถามว่าเขากลัวหรือไม่ เขาจะตอบว่า “ไม่” แล้วเขาก็จะอธิบายว่าเขามีสันติสุข ไม่ว่าจะอยู่หรือตาย ความเข้มแข็งของเขามาจากความเชื่อที่มีในพระเจ้า เขามีสิทธิที่จะตายอย่างมีศักดิ์ศรี ถ้าหากว่าสถานการณ์เป็นไปในทิศทางที่เขาต้องตาย เขาตัดสินใจเลือกได้เพราะว่าเขามีสิทธิเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ในฐานะผู้ป่วย เขามีสิทธิเท่าเทียมกับทีมบุคลากรที่ดูแลเขา เขาฟังทีมบุคลากร และทีมบุคลากรก็ฟังเขา ผมหวังว่าเขาจะดีขึ้น และร่างกายของเขาจะตอบสนองการรักษาในทางบวก เขาอาจจะไม่เป็นเช่นนั้นก็ได้ แต่เขายังคงมีสิทธิ เพราะว่าเขาอยู่ในฐานะเท่าเทียมกันกับผู้ดูแลเขาเหล่านั้น 

           ผมสนับสนุนสมาคมสายใยครอบครัว สมาคมจะช่วยเหลือคนอื่นๆ ให้รับรู้ถึงสิทธิของทุกคน เพียงแต่ระลึกไว้ว่า เราไม่สามารถทำให้คนอื่นๆ เคารพสิทธิของเรา แม้ว่ามีกฎหมายอยู่ แต่เราปกป้องตนเองจากการปฏิบัติต่อเราอย่างไม่ถูกต้องได้ เราสามารถผลักดันให้มีกฎหมายรับรองสิทธิของเราได้ เราสามารถเคารพผู้อื่น และทำในสิ่งที่จะทำให้เขาเคารพเราเช่นกัน

 

ที่มา:

คอลัมน์:

ผู้เขียน: