บทบาทของชายและหญิงในครอบครัว

-A +A

           ตามประเพณี ชายและหญิงต่างมีบทบาทหน้าที่ของตนเองตามแบบฉบับ ผู้ชายนั้นถูกกำหนดให้เป็นผู้หาเลี้ยงครอบครัว ทำหน้าที่หัวหน้าครอบครัวและเป็นตัวแทนของสมาชิกครัวเรือนในสังคม ผู้หญิงนั้นอยู่ตรงนั้นเพื่อให้กำเนิดบุตรและสนับสนุนสามีให้ทำภารกิจของเขา

           ในสังคมชายเป็นใหญ่เช่นสังคมของเรา ตามประเพณีแล้ว ชายมีอำนาจเหนือหญิง ซึ่งรวมถึงภายในครอบครัวด้วย ตามประเพณี ผู้เป็นพ่อจะเป็นผู้หาเลี้ยงและเป็นผู้มีอำนาจสิทธิ์ขาดในบ้าน แต่ในขณะที่พ่ออาจเป็นผู้ตัดสินใจขั้นสุดท้าย พ่อมักจำกัดบทบาทหน้าที่นอกเหนือจากนั้นในครอบครัว ฝ่ายผู้เป็นแม่นั้นมักรับผิดชอบเป็นผู้ดูแลครอบครัว รับผิดชอบดูแลอารมณ์ความรู้สึกของคนในครอบครัว เป็นผู้ประสานให้ครอบครัวอยู่ด้วยกันและทำบทบาทได้อย่างราบรื่น ในปัจจุบันสิ่งต่างๆนั้นได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ด้วยว่าบ่อยครั้งทั้งสามีและภรรยาต้องออกไปทำงานเพื่อหาเงินเป็นค่าผ่อนบ้านผ่อนรถ และค่าเล่าเรียนลูกๆ และในขณะที่ฝ่ายหญิงดูเหมือนจะต้องแบกรับภาระในการรับผิดชอบกิจวัตรประจำวันในครอบครัวมากกว่าฝ่ายชาย คุณพ่อบ้านจำนวนมากขึ้นจึงจำเป็นที่จะต้องรับบทบาทในการเลี้ยงดูลูกๆและทำงานบ้านมากขึ้น

           ทุกวันนี้หลายครอบครัวเลือกที่จะมีลูกแค่เพียงหนึ่งหรือสองคนเท่านั้น การจดจ่ออยู่ที่การเลี้ยงดูเด็กเพียงแค่หนึ่งหรือสองคนนั้นมีส่วนในการเปลี่ยนแปลงพลวัตรในครอบครัวด้วยเช่นกัน บ่อยครั้งที่เด็กๆ กลายเป็นผู้กำหนดว่าสิ่งใดต้องทำและสิ่งใดไม่ต้อง เด็กๆกำหนดบทบาทพ่อแม่แทนที่จะเป็นลูกที่อยู่ในโอวาท บ่อยครั้งพ่อแม่ไม่ทันสังเกตด้วยซ้ำและปล่อยให้สิ่งนี้เกิดขึ้น ดังนี้แล้วเด็กๆ จึงมีอำนาจควบคุมทุกอย่างในบ้านและพ่อแม่ก็เพียงแต่ทำตามความต้องการหรือไม่ต้องการของเขาหรือเธอเท่านั้น

           เมื่อมีลูกมากกว่าสองคนในครอบครัว ลูกคนโตมักจะต้องรับผิดชอบดูแลน้อง ซึ่งนั่นก็อาจเป็นภาระที่หนักมากเกินไปสำหรับลูกคนโตเช่นกัน ในขณะที่น้องก็อาจไม่พอใจพี่ที่เล่นบทบาทพ่อแม่ ผลก็คือลูกๆ จะทะเลาะกันทุกครั้งที่พ่อแม่ทิ้งให้พี่คนโตรับผิดชอบดูแลน้อง พ่อแม่จึงจำเป็นต้องตรวจสอบสิ่งที่เกิดขึ้น และพูดคุยกันว่าลูกๆ รู้สึกอย่างไร และได้ทางเลือกอื่นๆ เป็นทางออก

           ในการสำรวจพ่อบ้านชาวออสเตรเลีย[1] พบว่า 96 เปอร์เซ็นต์ เชื่อว่าพ่อและแม่ควรมีความรับผิดชอบในการเลี้ยงดูลูกๆ เท่าๆ กัน, 75เปอร์เซ็นต์เชื่อว่าแม่ทำหน้าที่อบรมบ่มนิสัยลูกได้ดีกว่าและเหมาะกับการเลี้ยงดูเด็กๆมากกว่า และครึ่งหนึ่งคิดว่าเด็กปฐมวัยนั้นต้องการอยู่กับแม่มากกว่าพ่อ ในสังคมปัจจุบันเราต้องพบกับพ่อเลี้ยงเดี่ยวและแม่เลี้ยงเดี่ยวมากมาย และแน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้จะเปลี่ยนพลวัตรในการเลี้ยงดูเด็กไม่ว่าจะแค่คนเดียวหรือหลายคนก็ตาม บทบาทหน้าที่ในครอบครัวที่แตกแยกนั้นแตกต่างจากในครอบครัวที่ยังมีสมาชิกอยู่ครบ การพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องนี้จึงจำเป็นต้องพูดถึงในบทความอื่น และในที่นี้เราจะไม่พูดถึงครอบครัวที่ทั้งพ่อและแม่เป็นเพศเดียวกัน (หมายถึงครอบครัวที่เป็นเกย์หรือเลสเบี้ยน)

           เมื่อพูดจากมุมมองตามประเพณี ครอบครัวประกอบไปด้วยผู้ชายเป็นพ่อและผู้หญิงเป็นแม่และลูกๆ บทบาทหน้าที่ต่างๆ จะถูกกำหนดโดยแต่ละครอบครัว

           พ่อแม่บางคู่เลือกที่จะให้ฝ่ายภรรยาทำหน้าที่เป็นผู้หาเลี้ยงครอบครัวและให้ฝ่ายสามีอยู่บ้านกับลูกๆ ซึ่งนั่นก็อาจใช้ได้ผลกับหลายกรณี อย่างไรก็ตามเราจำเป็นต้องรับมือกับความเป็นจริงที่ว่าผู้ชายนั้นมักได้รับความภาคภูมิใจในตัวเองและฐานะทางสังคมจากการทำงานนอกบ้าน ขณะเดียวกันผู้หญิงหลายคนนั้นจำเป็นต้องติดต่องานนอกบ้านในระดับหนึ่ง เพื่อแลกกับฐานะทางสังคมและความภูมิใจและตำแหน่ง, รวมถึงเพื่อหารายได้ ในแต่ละครอบครัวจึงจำเป็นต้องพูดคุยถึงความเท่าเทียมกันว่าจะสามารถหาจุดร่วมที่เห็นตรงกันได้ที่ตรงไหน

           ในการเปรียบเทียบบทบาทความเป็นแม่ข้ามวัฒนธรรมระหว่างแม่ชาวญี่ปุ่นและแม่ชาวอเมริกัน[2]  นักวิจัยพบจุดที่แตกต่างในมุมมองของผู้หญิงต่อบทบาทความเป็นแม่อย่างมีนัยสำคัญ แม่ชาวอเมริกันมองความรับผิดชอบของตนเองหลักๆ อยู่ที่การเลี้ยงดูลูกจนถึง ช่วงเข้าสู่วัยรุ่น แม่กลุ่มนี้มองว่าตนเองจำเป็นต้องให้การดูแลทางกายภาพแก่ลูกๆ แต่คิดว่าผู้เป็นพ่อควรช่วย พวกเธอในการนี้ และพวกเธอไม่รู้สึกว่าเป็นหน้าที่ที่จะต้องเลี้ยงดูลูกเนื่องจากลูกเป็นผู้สืบเชื้อสายวงศ์ ในขณะที่แม่ชาวญี่ปุ่นมองตนเองว่าจำเป็นต้องรับผิดชอบลูกๆของเธอไปจนตลอดชีวิต พวกเธอเชื่อว่าลูกๆ นั้นเป็นส่วนหนึ่งของผู้สืบสายวงศ์ตระกูลของสามี, และบทบาทของพวกเธอคือ การเลี้ยงดูลูกๆ ให้รู้จักเคารพ, ให้ความร่วมมือ, และมุ่งผลสัมฤทธิอย่างสูงในชีวิต

           ในสังคมไทยนั้นดูเหมือนว่าเด็กๆ ถูกกำหนดให้เป็นเป้าแห่งความรักของพ่อแม่ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องทำหน้าที่เลี้ยงดูพ่อแม่เมื่อแก่ชรา คำศัพท์ต่างๆ  เช่น คำว่า “บุญคุณ” และ “กตัญญู” นั้นแสดงถึงความคาดหวังของพ่อแม่อย่างชัดเจนว่า วันหนึ่งลูกๆ จะต้องเลี้ยงดูพ่อแม่ ในหลายๆ กรณี พ่อแม่ยังถือว่าลูกๆ เป็น “เด็ก” อยู่เสมอแม้กระทั่งเมื่อเขาสามารถรับผิดชอบดูแลตัวเองได้แล้วก็ตาม

           สังคมไทยนั้นก็กำลังเปลี่ยนแปลงไปเช่นกัน ในอดีตอิทธิพลของปู่ย่าตายายต่อลูกๆ หลานๆ นั้นมีมาก แต่ในปัจจุบันฝ่ายลูกหลานหลายคนกลับตัดสินใจที่จะไม่ดำเนินตามแบบแผนของบรรพบุรุษอีกต่อไป แต่ตัดสินใจเรื่องต่างๆ ในครอบครัวด้วยตัวเอง โดยไม่ปรึกษาหารือกับพ่อแม่หรือปู่ย่าตายายเช่นในอดีต จะต้องใช้เวลาเพื่อปรับตัวกับสถานการณ์ใหม่และรับมือกับความขัดแย้งที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงนี้

           “ในสังคมชาวเอเชียดั้งเดิม[3] ความใกล้ชิดสนิทสนมกับญาติพี่น้องนั้นถือเป็นสิ่งมีคุณค่าต่อครอบครัวในแง่ความมั่นคงทั้งทางด้านกายภาพและทางเศรษฐกิจอย่างมาก ความใกล้ชิดกับญาติพี่น้องนั้นมักถูกนำมาใช้โดยการอนุญาตให้ครอบครัวขยายอยู่อาศัยในบ้านหลังเดียวกันหรือในรั้วบ้านเดียวกัน เมื่อสังคมเริ่มมีความหลากหลายทางเศรษฐกิจและสังคมมากขึ้น หัวหน้าครอบครัวเดี่ยวๆ ภายในครอบครัวขยายหาเลี้ยงครอบครัวด้วยอาชีพที่หลากหลายมากขึ้นทั้งในด้านรูปแบบและสถานที่ประกอบอาชีพ กระบวนการเหล่านี้ประกอบกับค่านิยมเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัว, อำนาจ, และลำดับชั้นภายในครอบครัวที่เปลี่ยนแปลงไปนำไปสู่ความต้องการแยกที่อยู่อย่างเป็นอิสระของครอบครัวเดี่ยวและครอบครัวที่ประกอบด้วยคนสามรุ่นจึงกำลังเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบภายในครอบครัวในทุกๆ ที่”

           ผมมีความเชื่อส่วนตัวว่าครอบครัวในอุดมคตินั้นควรประกอบด้วยพ่อและแม่และอาจมีลูกๆ ซึ่งประกอบกันเป็นหน่วยใหม่หลังการสมรส หน่วยใหม่นี้จะมีวัฒนธรรมและการกำหนดบทบาทหน้าที่ของตนเอง ซึ่งทั้งสองฝ่ายต้องตกลงกันและเมื่อลูกๆ เป็นวัยรุ่น คุณจำเป็นต้องเปิดโอกาสให้เขามีส่วนในการตัดสินใจครั้งสำคัญๆ เกี่ยวกับเรื่องในครอบครัว 

           เมื่อคิดถึงการตัดสินใจครั้งสำคัญผมหมายถึง การย้ายบ้านข้ามประเทศ, การตัดสินใจซื้อของที่มีมูลค่าสูง และผลที่ตามมา และการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในครอบครัว วัยรุ่นนั้นสามารถแสดงความคิดเห็นของตัวเองในขณะเดียวกัน เราก็ต้องรับฟังเขาด้วย

           คู่สมรสใหม่ควรนั่งลงพูดคุยกันเกี่ยวกับบทบาทที่แต่ละฝ่ายต้องการ คู่ชีวิตที่ผ่านการสมรสมานานแล้วก็ควรนั่งลงพูดคุยเกี่ยวกับบทบาทของตนเอง และภาพที่เห็นตนเองในฐานะส่วนหนึ่งของครอบครัว หากไม่พอใจหรือมีความไม่เท่าเทียมกันในการแบ่งบทบาทหน้าที่  คู่สมรสแต่ละฝ่ายก็ควรรับผิดชอบยกประเด็นนี้ขึ้นมาในการสนทนาในครอบครัว เมื่อใดก็ตามที่จะเป็นเช่นนั้นได้ยากเนื่องด้วยมุมมองของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีอำนาจครอบงำ ผมแนะนำให้ขอคำปรึกษาจากคนกลาง เช่น พระสงฆ์, ศิษยาภิบาล หรือที่ปรึกษาปัญหาครอบครัว คนเหล่านี้สามารถช่วยนำทางคุณผ่านกระบวนการกำหนดบทบาทไปได้ด้วยดี ความสามัคคีกลมเกลียว เป็นสิ่งที่มีคุณค่ามากสำหรับครอบครัวชาวเอเชีย 

           ดังนั้น หลังจากตัดสินใจอย่างดีที่สุดในเรื่องบทบาทต่างๆ ในครอบครัวแล้ว ก็ควรมุ่งสร้างสรรค์ความปรองดอง

 

---

1  อ้างอิงจากแบบสำรวจระดับชาติ โดย David De Vaus, “Australian Families”, Handbook of World Families, Best N. Adams and Jon Trost (eds). Sage Publications, Inc.. Thousand Oaks, CA., pp. 67-98 (2005), p. 73 (citation omitted).

สั่งซื้อได้ที่: http://www.amazon.com/exec/obidos/tg/detail/-/0761927638/qid=1123855404/...

 

2  Cigdem Kagitcibasi, Family And Human Development Across Cultures: A View From The Other Side, Lea / Lawrence Erlbaum Assoc., Mahwah, New Jersey (1996), p. 31 (citation omitted). 

สั่งซื้อได้ที่: http://www.amazon.com/exec/obidos/tg/detail/-/0805820760/qid=11237769Dec... sr=1-1/ref=sr_1_1/104-0887680-4192712?v=glance&s=books

 

3  30. Indralal De Silva, “Demographic and Social Trends Affecting Families in the South and Central Asian Region,” Major Trends Affecting Families: A Background Document, Report for United Nations, Department of Economic and Social Affairs, Division for Social Policy and Development, Program on the Family (May 2003), p. 5 (citations omitted). 

ค้นหารายงานเพิ่มเติมได้ที่: http://www.un.org/esa/socdev/family/Publications/mtdesilva.pdf 

ค้นหาตารางเพิ่มเติมได้ที่: http://www.un.org/esa/socdev/family/Publications/mtscatables.pdf

 

---

บทความโดย  Dick de Konning ที่ปรึกษาประจำศูนย์บริการนิวเคาเซลลิ่งเซอร์วิส  www.ncs-counseling.com

ที่มา:

คอลัมน์:

ผู้เขียน: