สิทธิของพลเมืองดีหลังภาวะซึมเศร้า คือ…? | สมาคมสายใยครอบครัว

สิทธิของพลเมืองดีหลังภาวะซึมเศร้า คือ…?

-A +A

          จากกรณีศึกษาหนึ่งรายของผมที่บันทึกไว้ใน GotoKnow.Org ด้วยความขอบพระคุณอย่างยิ่ง ซึ่งผู้อ่านศึกษารายละเอียดได้ที่ http://www.gotoknow.org/posts/574645 และ     http://www.gotoknow.org/posts/575066

          กรณีศึกษากำลังอยู่ชั้นม.6 แต่ไม่ได้ไปเรียนมา 1 ภาคการศึกษาแล้ว ทำให้คุณครูประจำชั้นพยายามมาเยี่ยมและให้โอกาสน้องไปนอนในห้องเรียนได้ แต่คุณครูฯยังไม่เข้าใจภาวะปฏิเสธโรงเรียนที่ควรมีกระบวนการจัดการที่หลากหลาย ผู้ปกครองของน้องจึงนัดหมายให้ ดร.ป๊อป มาสื่อสารกับน้องด้วยการบูรณาการสื่อกิจกรรมบำบัด ได้แก่ การใช้ความเป็นตัวเรา (ต้นแบบ บุคลิกภาพ ภาษากาย ทักษะการแสดงความเมตตา การสร้างสัมพันธภาพด้วยใจ และภาษาพูดที่สะท้อนความรู้สึกนึกคิดอัตโนมัติ) กับการให้กำลังใจ การให้แรงบันดาลใจ การให้สุขภาพจิตศึกษาด้วยพลังใจ การจัดกลุ่มกิจกรรมพลวัติ การออกแบบกิจกรรมตามความต้องการที่แท้จริง และการประเมินระดับความคิดความเข้าใจผ่านเครื่องมือวัดชีพจร-ประสาทการเคลื่อนไหว

          อย่างไรก็ตาม ดร.ป๊อปต้องใช้ความพยายามในการแยกภาวะปมปัญหาของน้อง ตั้งแต่ภาวะโรคสมาธิสั้นในวัยเด็กอายุ 6 ปี ที่แพทย์สั่งยาให้ทานโดยไม่มีการพัฒนาเด็กอย่างเป็นระบบ ภาวะโรคอารมณ์สองขั้ว (เน้นภาวะซึมเศร้า) ในวัยรุ่นอายุ 17 ปี ที่แพทย์สั่งยาให้ทานโดยไม่มีการบำบัดฟื้นฟูสุขภาพจิตอย่างเป็นระบบ และภาวะนอนไม่หลับ ทรงตัวไม่ได้ กล้ามเนื้ออ่อนล้า จนถึงภาวะซึมเศร้าในทุกๆ เช้าที่ตื่นมาเองได้บ้าง ผู้ปกครองปลุกตื่นบ้าง แต่รู้สึก “ใจหาย” เมื่อต้องไปโรงเรียน แล้วพาตัวเองไปนอนหลับต่อที่โซฟา หรือไม่ยอมอาบน้ำด้วยเหตุผลเข้าข้างตัวเอง เช่น อาบน้ำแล้วรู้สึกหน้ามืด ไม่อยากทานข้าวเช้าเพราะอยากอาเจียน รู้สึกเพลีย-ขาไม่มีแรงขอนั่งนอนที่โซฟา ฯลฯ ดร.ป๊อปพยายามทดลองหลายกระบวนการ เช่น ฝึกการผ่อนคลายกล้ามเนื้อตามลำดับส่วน ฝึกหายใจลึก และทำสมาธิปรับระดับการรู้คิดจิตใต้สำนึก ฝึกเพิ่มความรู้สึกของการมองเห็น-การได้ยิน-การสัมผัสและการเคลื่อนไหวผ่านสมองข้างถนัด ฝึกการปรับสิ่งแวดล้อมด้วยการลดแสงเพื่อปรับอารมณ์ จนถึงการเพิ่มแสงเพื่อปรับภาวะซึมเศร้า ฝึกการสะท้อนกลับ วัดชีพจรขณะปรับกิจกรรมทางร่างกาย ฯลฯ แต่ก็ทำให้น้องกล้าไปโรงเรียนได้เพียง 3 วันเท่านั้น

          อีกหนึ่งอาทิตย์ต่อมา ดร.ป๊อปพยายามสร้างความไว้ใจและแสดงบทบาทเป็น “พี่ชาย” น้องก็ยอมที่จะออกจากบ้านเป็นครั้งแรกไปทานอาหารเย็นกับครอบครัว (ตรงกับรูปแบบอารมณ์เศร้าที่เวลา 17.00 - 20.00 น.) และจากทานอาหารไม่ลงบ่อยครั้ง ก็ต้องกระตุ้นไม่เกิน 5 ครั้งพร้อมตั้งคำถามและพูดให้กำลังใจและสัมผัสตัว ให้ผ่อนคลาย ก็ทำให้น้องทานอาหารได้หมด แต่ก็ยังคิดมากกว่าแสดงความรู้สึกถึงรสชาติอาหาร เมื่อกลับมาถึงบ้านของน้อง ดร.ป๊อปก็พยายามกระตุ้นความคิดให้รับรู้ตนเองด้วยการวัดชีพจรให้คงค่าปกติ 60-90 ครั้งต่อนาที มีการหายใจเข้า นับในใจ 1-5 และหายใจออก นับในใจ 1-10 ถ้ารู้สึกเหนื่อยใจ ตามด้วยเทคนิคการผ่อนคลายโดยให้สัมผัสที่หัวใจและหน้าท้อง แล้วหายใจเข้าออกที่หน้าท้องช้าๆ พร้อมให้ฟังเสียงตัวเองสัก 3 ครั้งว่า “หลับตา ผ่อนคลาย สบาย นอนหลับ แล้วตื่นขึ้นมาด้วยความสุข” แล้วก็สะท้อนข้อมูลให้น้องทราบว่า ชีพจรผ่อนคลายอยู่ในค่าปกติ หลับให้สบายๆๆ แล้ว ดร.ป๊อป ก็พยายามตื่นขึ้นมาด้วย “ใจของพี่ชาย” มาทำแบบนี้ซ้ำๆ ทุก 2 ชม. หลังจากส่งน้องนอนและผมนอนเตียงข้างๆ เวลา 01.00 น. ก็พบว่า น้องพยายามนอนอย่างผ่อนคลายแต่ก็หลับไม่สนิท แล้วหลับได้สนิทตอน  03.30 น.น้องตื่นได้แบบมีพลังงานเหลือ 9/10 คะแนน รู้สึกสดชื่น ฝืนเศร้าเล็กน้อย และใช้เวลาเตรียมตัว 6.30 - 7.00 น. แล้วให้ ดร.ป๊อปกระตุ้นไม่เกิน 4 ครั้ง ในการเปลี่ยนชุดนอนเป็นชุดนักกีฬาแล้วก็ขึ้นรถไปเดินออกกำลังกายในสวนสาธารณะ และทานอาหารเช้าได้เยอะและอร่อย หลังจากนั้นอีกหนึ่งอาทิตย์น้องหลับได้เวลา 01.30 น. และตื่นขึ้นได้เองตอน 7.30 น. แต่ก็ยังคงไปโรงเรียนได้ช่วงบ่ายโมงเกือบทุกวัน ถือว่ามีความก้าวหน้าของการฟื้นคืนสุขภาวะถึง 60% ตามความรู้สึกของน้อง

          จะเห็นว่า ถ้ามีบุคลากรทางการแพทย์ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับบุคลากรทางการศึกษา และเกิดความคิดริเริ่มในการปรับตารางเรียนได้ยืดหยุ่น สำหรับน้องกรณีศึกษารายนี้ที่มีพลังชีวิตที่พร้อมจะเรียนรู้อย่างฉลาดเฉลียวในช่วง 20.00 - 01.30 น. และในต่างประเทศที่มีนักกิจกรรมบำบัดที่ทำงานแบบเชิงรุกในโรงเรียน ที่ทำหน้าที่กระตุ้นพลังชีวิตของผู้รับบริการที่บ้านด้วยการสนับสนุนค่าบริการจากรัฐ ดร.ป๊อปก็ทำเต็มความสามารถแล้วและก็อ่อนล้าเหลือเกินด้วยสภาวะร่างกายที่ฟื้นจากอัมพาตฉับพลันเมื่อ 9 เดือนก่อนหน้านี้ของตัวเอง จึงได้ปรึกษาพี่นิ่มผู้มีประสบการณ์บ้านเรียน (Homeschool) ซึ่งแนะนำว่า “การปฏิรูปการศึกษาเน้นแนวทางในการทำงานบนหลักกระบวนการมีส่วนร่วม คือ ดร.ป๊อบสามารถทำหนังสือรับรองให้กับน้อง พร้อมให้ข้อเสนอแนะในฐานะผู้ดูแลรักษาและเข้าใจธรรมชาติของโรคที่น้องเป็นอยู่ เพื่อสร้างความเข้าใจกับทางโรงเรียนผ่านทางผู้อำนวยการโรงเรียน แล้วเตรียมการเข้าพบท่านผู้อำนวยการเพื่อขอความร่วมมือในการแก้ปัญหาให้กับผู้เรียนพร้อมครอบครัวและ/หรือภาคีเครือข่าย”

          บทความนี้จึงขอสรุปว่า “ประเทศไทยต้องมีระบบให้ความช่วยเหลือเด็กและวัยรุ่นที่มีภาวะปฏิเสธโรงเรียน (School Refusal) อย่างเร่งด่วน ซึ่งล้วนแล้วแต่มีจิตใจและร่างกายที่เป็นพลเมืองดีของไทย” บุคลากรทางการแพทย์อีกหลายท่านที่กำลังให้บริการด้านการพัฒนาเด็ก (Habituation) และการบำบัดฟื้นฟูทางการศึกษาวัยรุ่น (Educational Rehabilitation) คงต้องพบกับความไม่เชื่อมโยงระหว่างระบบทางการแพทย์กับระบบทางการศึกษาเป็นแน่แท้ ถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะกระตุ้นทวงสิทธิของพลเมืองดีเหล่านี้กัน

 

ที่มา:

คอลัมน์:

ผู้เขียน:

บุคคล/องค์กรสำคัญ: