สิทธิของเขา...ใครกำหนด

-A +A

           “คุณหมอครับจำ ผมได้หรือเปล่า ที่คุณหมอสัมภาษณ์ผมวันก่อนไง” เสียงห้าวจากชายหนุ่มร่างสูงลอยมาจากสนามหญ้าของโรงพยาบาล กำลังจับกลุ่มกับเพื่อนผู้ป่วย รอออกกำลังกายยามเช้า

           “จำได้สิ บอยบอกหมอว่าตีกลองเก่ง”

           “พี่พยาบาลก็บอกว่าบอยชอบช่วยเหลือคนอื่น” เสียงตอบกลับพร้อมรอยยิ้มก่อนเจ้าของเสียงจะเดินเข้าหอผู้ป่วยไป...

           บอยในวันนี้อายุ 17 ปีแล้ว สูงประมาณ 170 ซม.  ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดส่งให้จิตแพทย์ตรวจประเมินรักษาและขอความเห็นประกอบคำพิพากษา ทั้งนี้บอยเคยมีประวัติก่อคดีลักทรัพย์มาก่อน เคยถูกศาลพิพากษาให้เข้ารับการฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกเยาวชนไปแล้วเมื่ออายุ 13 ปี หลังจากออกจากศูนย์ฝึกฯ กลับบ้านได้ไม่นาน ก็ก่อคดีลักรถยนต์อีก

           ย้อนหลังไปเมื่อบอยยังเด็กอยู่ เขามีภาพฝังใจว่าพ่อเป็นคนขี้เหล้า เมาแล้วตีแม่ ไม่นานนักพ่อก็ตายจากเขาไปเมื่อเขาอายุ 5 ขวบ แม่ได้มีโอกาสเลี้ยงเขาเพียงปีเดียวก็ตายตามพ่อไปอีกคน ลุงและป้าสะใภ้จำต้องเลี้ยงบอยไว้ ทั้งๆ ที่ครอบครัวก็ยากจนมาก ต้องหาเช้าไม่พอกินค่ำ ซ้ำร้ายบอยก็เป็นเด็กที่สุดจะซน นั่งนิ่งๆ ไม่เป็น  เวลาที่ลุงป้าต้องไปทำมาหากินนอกบ้าน ก็จำต้องล่ามขังบอยไว้ในบ้าน เมื่อสบโอกาส บอยซึ่งได้ยินผู้ใหญ่คุยกันถึง “กรุงเทพ” บ่อยๆ เด็กชายบอยอายุ 8 ขวบ จึงตัดสินใจออกจากบ้าน โบกรถ ขอข้าวชาวบ้านกินมาเรื่อยๆ นอนตามป้ายรถเมล์  เจ้าหน้าที่บ้านพักเด็กและเยาวชนจังหวัดหนึ่งเคยตามลุงและป้ามารับ แต่บอยหนีจากบ้านพักไปก่อน เขาเร่ร่อน นอนซมด้วยพิษไข้ที่ป้ายรถเมล์ ชะรอยจะเป็นบุญกรรมที่ผูกพันกันแต่ชาติปางก่อน เมื่ออ๊อดขับรถผ่านมาเห็นเข้า ก็สงสารพาบอยไปอยู่ด้วย เลี้ยงดูเขาแบบลูกด้วยความสงสารและความอดทน

           บอยเป็นเด็กอารมณ์ไม่คงที่ เวลาที่ไม่ได้ดั่งใจก็จะกรีดร้องอาละวาด ทำร้ายตัวเอง นั่งไม่ติดที่ อ๊อดจะใช้การสอนด้วยคำพูดบ้าง ไม่ใส่ใจบ้าง แต่ไม่เคยตีบอยเลย  หลังจากอยู่ด้วยกันหนึ่งปี เขาก็พาบอยไปโรงเรียนเพื่อเรียนหนังสือเป็นครั้งแรกเมื่ออายุ 10 ขวบ บอยทั้งแกล้งเพื่อนและถูกเพื่อนแกล้ง  หลังจากเขียนชื่อและนามสกุลได้แล้ว บอยก็ไม่ไปเรียนอีกเลย เรียนไม่รู้เรื่อง ไม่มีเพื่อน ครูก็ดุบอยทุกวัน

           บอยช่วยพ่ออ๊อดทำงานที่บ้านเล็กๆ น้อยๆ บางครั้งก็รับจ้างคนในชุมชนซื้อของ เฝ้าบ้านบ้าง เพื่อนบ้านมาฟ้องอ๊อดบ่อยๆ เรื่องที่บอยขโมยเงินหรือขโมยของในบ้าน เมื่อสอบถามบอยก็ตอบแก้ตัว โกหกเอาตัวรอด  เวลาเครียดมากๆ บอยก็จะอาละวาด ทำลายข้าวของ เอาหัวโขกพื้น ชกหน้าตัวเอง หนีออกจากบ้านไป สองสามวันบ้างสิบวันบ้าง  ช่วงแรกอ๊อดก็รีบตามหา ต่อมาก็กลายเป็นความเคยชิน รอให้บอยกลับมาเอง

           ตอนที่บอยถูกจับว่ามีคดีลักทรัพย์ครั้งแรกเมื่ออายุ 13 ปีนั้น เขาขโมยเงินของเพื่อนพ่ออ๊อด พ่อเกลี้ยกล่อมให้เขาสารภาพและมอบตัว เขาทำร้ายตัวเองบ่อยๆ เมื่ออยู่ที่สถานพินิจและศูนย์ฝึกอบรมเยาวชน โกรธและน้อยใจที่พ่ออ๊อดไม่ประกันตัว เคยแอบกินยาล้างห้องน้ำ แอบเอามีดกรีดแขนตัวเอง ถูกเยาวชนอื่นแกล้งจนเจ้าหน้าที่ต้องแยกให้อยู่คนเดียว  เมื่อครบกำหนดเวลาได้กลับบ้านก็พบว่าพ่ออ๊อดแต่งงานและมีลูกน้อยแล้ว เขาอิจฉาน้อง คิดว่าพ่อคงไม่รักแล้ว คิดว่าพ่อกับแม่ซื้อของเล่นให้น้องมากกว่าตัวเอง เขาอยากได้ของเล่นเหมือนน้อง บอยหนีออกจากบ้านไปเที่ยวเล่นกับเพื่อนอีกครั้ง คราวนี้เขาไปกับ “ต้น” ชวนกันไปลักรถยนต์ที่จอดคากุญแจอยู่ ขับไปเที่ยวห้าง แต่เปลี่ยนใจ ขับกลับจะเอาไปคืนเจ้าของ น้ำมันรถจะหมด ถูกจับก่อน “ไอ้ต้นมันวิ่งหนีไป”  เมื่ออยู่ที่สถานพินิจเยาวชนคราวนี้ เขาทำร้ายตัวเองและอาละวาดอีก เจ้าหน้าที่จึงแจ้งศาลเยาวชนให้ส่งเขามาเพื่อตรวจประเมินวินิจฉัยรักษา และขอความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาพิพากษา

           บอยบอกกับจิตแพทย์ว่า “ผมทำคนอื่นไม่ได้ ผมก็ต้องทำตัวเอง” “อารมณ์มันชั่ววูบ พอใจเย็นลง ก็นึกเสียใจทุกที” ผลการทดสอบทางจิตวิทยาพบว่า ระดับสติปัญญาของเขาเท่ากับเด็กอายุ 9 ขวบ มีสมาธิสั้น มีความยากลำบากในการขีดเขียนและการควบคุมอารมณ์ มีอารมณ์เศร้าและความรู้สึกผิดร่วมด้วย แต่ไม่พบว่าเขามีความคิดบิดเบือนไปจากความเป็นจริง

           เมื่อประมวลเข้ากับประวัติชีวิตของเขาด้วยแล้ว จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมเขาจึงมีพฤติกรรรมเรียกร้องความสนใจแบบเด็กๆ เวลาที่เขามีความเครียด เขาจึงยังใช้วิธีการตีอกชกหัว อยากได้อะไรก็แอบหยิบฉวย ควบคุมความอยากของตนเองได้ยาก ไม่กล้าบอกความจริง ใช้การโกหกเอาตัวรอด แม้กระทั่งเวลาทำกิจกรรมวาดรูป ก็แอบเอาผลงานของเพื่อนที่ทำได้สวยกว่ามาอวดว่าเป็นผลงานของตัวเอง  ถึงกระนั้นก็ดี บอยก็ไม่ได้แย่ไปเสียทุกเรื่อง เขายังมีใจช่วยเหลือคนที่อ่อนแอกว่าปรากฏในรายงานของสถานพินิจและที่โรงพยาบาล เมื่อทำผิดและต้องยอมจำนนด้วยหลักฐาน ถูกลงโทษ เขาก็ยอมรับกฎกติกาแต่โดยดี  ความหวั่นไหวต่อการถูกทอดทิ้งเป็นสาเหตุของความเครียดที่เขาต้องเรียนรู้ที่จะควบคุมตนเองให้ได้ แท้ที่จริงแล้วเขามีความสามารถในการเล่นดนตรีประเภทจังหวะ เมื่อถามว่า “บอยเก่งด้านไหน” “ผมตีกลองชุดได้” เขาตอบด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม แต่เมื่อมองไปยังทีมผู้บำบัดรักษา สายตาของหลายคนแสดงความไม่มั่นใจ ก็มีเหตุผลอยู่หรอกที่จะเป็นเช่นนั้น ยิ่งรู้ว่าระดับสติปัญญาเขาไม่เท่ากับคนวัยเดียวกัน ผลงานวาดรูปที่ผ่านมาก็เหมือนเด็กวาด แต่ก็ไปเอาผลงานของเพื่อนที่วาดสวยมาอวดพยาบาลว่าเป็นของตนเอง  การค้นหาความจริงว่าครั้งนี้ ฝีมือตีกลองของบอยเป็นเช่นไร จึงต้องให้โอกาสเขาในการพิสูจน์

           “หมอคะ บอยตีกลองได้ดีจริงๆ ด้วยค่ะ” “แรกๆ ก็มีประหม่าบ้าง เมื่อทำให้ดูสักเพลงสองเพลงแล้วให้เขาตี โห! ตีได้ดีเลย ตีไม่หยุด ยิ้มปากไม่หุบเลยค่ะหมอ”

           “นั่นแหละ ต้องให้เขาเรียนรู้ที่จะคลายเครียด มีความสุข มีความภูมิใจในตัวเอง ด้วยการเสริมทักษะการตีกลองที่ธรรมชาติของตัวเขามีอยู่แล้ว”

           “ดีแล้วที่พวกเราได้คุยและขอเขาถ่ายวีดีโอเก็บไว้เป็นระยะ จะได้ให้พ่อแม่เขาได้เห็นด้านนี้ และเวลาส่งรายงานถึงศาลจะได้แนบหลักฐานที่เห็นเป็นประจักษ์นี้ไปด้วย”

           เด็กชายบอยที่เติบโตจนเป็นนายบอยทุกวันนี้ แท้ที่จริงแล้วต้องได้รับการคุ้มครองสิทธิในการหลุดพ้นจากความเสี่ยงทั้งหลาย และเมื่อเขากระทำความผิดอาญาก็ต้องได้รับสิทธิของการตรวจประเมินเพื่อให้ความช่วยเหลือจากทีมสหวิชาชีพจิตเวช ผู้ซึ่งจะพิจารณาใคร่ครวญสิ่งที่ดีงามที่แฝงอยู่ในตัวเยาวชนและความดีงามของจิตใจของพ่อแม่ แล้วเสริมให้เยาวชนได้เปล่งประกายแสงความดี แทนที่จะจมอยู่กับ “พยาธิสภาพ” “ความด้อย” “ความบกพร่อง” และอะไรๆๆ ที่ล้วนแต่บ่งบอกว่าเป็นปัญหาและสาเหตุของปัญหา ซึ่งเป็นสาเหตุที่เป็นอดีตและแก้ไขไม่ได้แล้ว

           ต่อไปนี้ บอยต้องรู้จักปกป้องสิทธิของตัวเองแล้วนะ

 

ที่มา:

คอลัมน์:

ผู้เขียน: