ว่าด้วยสิทธิและจุดแข็ง เพื่อการคืนสู่สุขภาวะ ตอน :การปฏิบัติ

-A +A

           เพื่อนรักษ์สุขภาพจิตฉบับนี้เราจะมาเรียนรู้ไปด้วยกันต่อ จากบทสัมภาษณ์ Dr. Larry Davidson (ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยา, ผู้อำนวยการโปรแกรมการคืนสู่สุขภาวะและสุขภาพชุมชน คณะแพทยศาสตร์ และสถาบันเพื่อการพัฒนาสังคมและนโยบายการศึกษา มหาวิทยาลัยเยล) วิทยากรใน “Symposium: Pathways to Mental Health Recovery User Involvement and Peer-led Services” ของ New Life Psychiatric Rehabilitation Association เมื่อวันที่ 14 -15 มีนาคม 2014  ณ Yasumoto International Academic Park, The Chinese University of Hong Kong โดยมี พญ.สมรัก ชูวานิชวงศ์ และคุณเครือวัลย์ เที่ยงธรรม  เป็นผู้สัมภาษณ์และร่วมพูดคุยกันในหัวข้อเรื่อง “On rights and strength for recovery: In practice”  “ว่าด้วยสิทธิและจุดแข็งเพื่อ การคืนสู่สุขภาวะ” ตอน “การปฏิบัติ”

 

ตอนนี้เราขอสัมภาษณ์ต่อเรื่องการปฏิบัตินะคะ คุณวาดภาพแนวปฏิบัติแบบจดจ่อที่จุดแข็งและสิทธิอย่างไร?

พญ.สมรัก: ดิฉันคิดว่าวิทยาลัยแพทย์น่าจะเป็นสถานที่ส่งเสริมความคิดนี้

แลร์รี่: แน่นอนครับ เป็นแนวทางการทำงานที่ต่างออกไป เมื่อแนวปฏิบัตินี้เข้าที่แล้ว แพทย์เองก็จะรู้สึกว่าเป็นการทำงานที่ให้ความอิ่มใจมากกว่า เพราะพวกเขาไม่ได้เพียงแต่บอกคนบางคนว่าให้ทำอะไรและบุคคลนั้นไม่ทำซึ่งมักจะเกิดขึ้น(หัวเราะ) ดังนั้นเมื่อบุคคลหนึ่งเข้ามาหาแพทย์และได้รับการจุดประกายให้ดูแลตนเอง พวกเขาก็มาด้วยคำถาม มาด้วยมีเรื่องห่วงใยบางอย่าง พวกเขาเข้ามาหาแพทย์และใช้แพทย์ได้อย่างมีประสิทธิผลมากขึ้น แม้ในการพบปะเพียง 5 นาที เมื่อพวกเขาไม่ได้มาแบบเฉื่อยเนือย ไร้ความหวัง และช่วยอะไรตนเองไม่ได้

           ความหวังสำคัญมาก ดังนั้นหลักการแรกในการนำแนวทางที่เน้นการคืนสู่สุขภาวะมาปฏิบัติคือ ค่อยๆ เสริมสร้างความหวังว่าการคืนสู่สุขภาวะเป็นไปได้ และบอกผู้ป่วยว่า “คุณจะจัดการเรื่องนี้ได้เราสามารถช่วยคุณได้ แต่คุณจะสามารถทำสิ่งนี้ได้เอง คุณจะจัดการความเจ็บป่วยนี้ได้ คุณจะมีชีวิตที่มีความหมาย มีหลายสิ่งที่เราช่วยคุณได้ เราสามารถให้ข้อเสนอที่จะช่วยให้คุณเอาชนะอุปสรรคนี้ได้”

 

คุณคิดว่าคนตะวันตกทำเช่นนี้ได้ง่ายกว่าหรือเปล่าคะ เพราะคนตะวันตกจะกล้ายืนยันสิทธิของตนมากกว่าคนตะวันออก  คุณเดินทางไปทั่วโลกและทำงานกับหลายประเทศ คุณเห็นว่าแนวปฏิบัติแบบมุ่งการคืนสู่สุขภาวะได้ผลอย่างไรในวัฒนธรรมตะวันออก?

แลร์รี่: เป็นคำถามที่ดี ผมคิดว่าในบางด้านแล้ว เรื่องนี้ในวัฒนธรรมตะวันออกทำได้ง่ายกว่า เพราะการตัดสินใจส่วนใหญ่เป็นการตัดสินใจร่วมกันในครอบครัว ดังนั้นจึงไม่มีความกดดันต่อปัจเจกบุคคลมากนัก ไม่กดดันให้ต้องรับผิดชอบและทำการตามลำพังตนเอง ซึ่งในแบบอเมริกันที่กำหนดเองว่า “ฉันจะเป็นพลลาดตระเวนเดี่ยว ฉันจะทำด้วยตนเอง” ผมคิดว่านั่นจะทำให้การคืนสู่สุขภาวะยากขึ้นไปอีก  ผมคิดว่าวัฒนธรรมตะวันออกควรจะ...อย่างน้อยก็ผู้น้อยควรจะได้รับบทบาททางสังคมที่มีคุณค่าในครอบครัวและในชุมชนได้ง่ายกว่า เพราะเขาไม่ต้องแบกรับภาระทั้งหมดบนบ่าของตน ในแง่นี้ถ้ามีสิ่งแวดล้อมที่สนับสนุน ไม่มีแรงกดดันให้ต้องประสบความสำเร็จว่าต้องเป็นนักกฎหมาย ต้องเป็นแพทย์ ต้องเป็นโน่นนี่ ถ้าครอบครัวไม่ตั้งใจบังคับให้บุคคลนี้ทำในสิ่งที่เขาไม่ต้องการทำ และมีสภาพแวดล้อมแบบสนับสนุนที่บอกว่า “คุณอาจมีวันแย่ๆ อาจมีความยากลำบาก แต่เรายังรักคุณ และคุณยังเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว” ถ้าเป็นอย่างนั้นผมก็คิดว่าผู้ป่วยจะคืนสู่สุขภาวะได้ง่ายกว่ามาก

 

แล้วเรื่องการเชื่อฟังผู้มีอำนาจละคะ อย่างที่คุณแซมสันกล่าวไว้ในการอภิปรายว่าสังคมฮ่องกงเป็นสังคมแบบพ่อเป็นใหญ่

แลร์รี่: เนื่องจากผมไม่ได้ใช้ชีวิตในวัฒนธรรมนี้ เป็นเรื่องยากที่จะรู้ว่าแนวคิดแบบนั้นแสดงออกมารูปแบบไหน ผมคิดว่าตราบเท่าที่แพทย์และครอบครัว ตราบเท่าที่ผู้มีอำนาจสนับสนุนความสามารถของบุคคลนั้น ตราบเท่าที่เป็นการดูแลแบบใช้จุดแข็งของคนเป็นพื้นฐาน ตราบเท่าที่พวกเขาต้องการให้บุคคลนั้นทำสิ่งที่เขาหรือเธอสามารถทำได้ดี ผมก็คิดว่าทุกอย่างจะเรียบร้อยดี ผมยังคิดอยู่อย่างเดิมว่าวัฒนธรรมแบบนี้จะยกความกดดันไปจากบุคคลนั้น เขาไม่ต้องคิดคลี่คลายอะไรตามลำพัง และนี่เป็นเรื่องยากหากเขามีตัวเลือกจำกัดตั้งแต่ต้น ผมคิดว่าเมื่อคุณไม่ค่อยมีความวิตกกังวลหรือความไม่แน่นอน การที่คนเพียงแต่เข้าไปอยู่ในมุมที่เหมาะกับตนนั้นเป็นเรื่องง่ายกว่า เราพูดถึงการคืนสู่สุขภาวะว่าเป็นการหามุมที่เหมาะกับคุณ หากมีมุมที่เหมาะสมอยู่ที่นั่นสำหรับคุณอยู่แล้วและผู้คนไม่ปฏิเสธคุณหรือผลักคุณออกไปจากมุมนั้นเพราะคุณป่วยด้วยโรคจิตเวช ผมก็คิดว่าค่อนข้างง่ายที่จะคืนสู่สุขภาวะ

(แอนโทนี * เข้ามาร่วมสนทนาด้วย)
*แอนโทนี่สเตรดฟอร์ดที่ปรึกษาอาวุโสการคืนสู่สุขภาวะองค์กร MIND ออสเตรเลีย, อาจารย์กิตติมศักดิ์คณะจิตเวชศาสตร์มหาวิทยาลัยเมลเบิร์นฯลฯ
ผู้รับเชิญคอลัมน์ห้องรับแขกเพื่อนรักษ์สุขภาพจิตปีที่ 14 ฉบับที่ 55 เม.ย.-มิ.ย. 2557

แลร์รี่: กำลังคุยกันเรื่องความแตกต่างทางวัฒนธรรม

ค่ะเรากำลังพูดเรื่องแนวปฏิบัติแบบจดจ่อที่จุดแข็งและสิทธิ คุณวาดภาพผลของแนวปฏิบัติแบบนี้อย่างไรในระดับปัจเจกบุคคล ระดับปฏิบัติการ และระดับการวางนโยบาย

แลร์รี่: ในระดับปัจเจกบุคคลก็คือสิ่งที่นายแพทย์ชุงกล่าวไว้เมื่อวานนี้ที่ว่า “คุณบอกไม่ได้อีกต่อไป คุณบอกไม่ได้แล้วว่าใครป่วยด้วยโรคจิตเวช ใครไม่ป่วย” (ทุกคนหัวเราะ) ผลก็คือว่าคนจะดำเนินชีวิตปกติธรรมดา และคุณไม่รู้ว่าพวกเขามีปัญหาเหล่านี้ พวกเขาจัดการได้ดี และใช้ชีวิตตามแต่จะอยู่ตรงจุดไหน

           ในระดับองค์กร  ผู้คนรู้สึกว่าได้รับการต้อนรับ รู้สึกว่าคนอื่นเห็นคุณค่า  เมื่อเข้ามารับการบำบัดรักษา นักวิชาชีพและคนอื่นๆ ก็แสดงความยินดีที่เขากล้าหาญกล้าพยายามจะจัดการกับประเด็นสุขภาพจิตของตน และได้รับการสนับสนุนให้หาความช่วยเหลือ และไม่ถูกทำให้อับอายหรือขายหน้า ราวกับว่าทำอะไรผิด หรือเป็นความผิดของเขาที่มีปัญหาสุขภาพจิตต่างจากเวลาที่ป่วยด้วยโรคมะเร็งหรือมีปัญหาทางสุขภาพอื่นใด  ดังนั้นจึงเป็นท่าทีแบบไม่กล่าวโทษ เป็นท่าทีต้อนรับ และให้ความเคารพ  ดังนั้นผู้คนจึงได้รับการเคารพในฐานะปัจเจกบุคคลคนหนึ่ง ในฐานะสมาชิกชุมชน พวกเขาไม่ต้องสละสิทธิหรือฐานะเหล่านั้น พวกเขาไม่ต้องสูญเสียฐานะเหล่านั้นจากการที่มีช่วงเวลาที่เลวร้ายหรือยากลำบากหรือมีความทุกข์ ดังนั้นผมว่าคงมีความอดทนอดกลั้นต่อการป่วยเขาสูงขึ้น คำว่าอดทนอดกลั้นอาจไม่ค่อยเหมาะนัก แต่มีการยอมรับสูงขึ้น ยอมรับกันสูงขึ้นว่าผู้คนจะมีความยากลำบากและนั่นเป็นเรื่องที่คาดคะเนไว้แล้ว และเข้าใจได้ และพวกเขาก็ยังเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน

           ในระดับระบบ  ความแตกต่างใหญ่โตที่สุดก็คือว่าชุมชนโดยรวมและผู้นำการเมืองเห็นว่าการลงทุนทรัพยากรในการดูแลสุขภาพจิตเป็นสิ่งคุ้มค่า เป็นอะไรที่พวกเขาได้รับผลตอบแทนคืนมา ไม่ใช่เป็นหลุมดำ  ในสหรัฐฯ เราพูดเรื่องว่าคนเห็นว่าสุขภาพจิตดูเหมือนเป็นหลุมดำ คุณทุ่มเทเงินทองเข้าไปตลอด แต่ไม่ได้อะไรคืนมา เพราะถ้าการบำบัดรักษาไม่ได้ผลดีอะไรนัก คนไม่ได้มีสุขภาพดีขึ้น แล้วเราจะทุ่มเงินทองเพื่อเรื่องนี้ต่อไปอีกทำไม?  ดังนั้นคนเริ่มเห็นว่าเมื่อพวกเขาลงทุนในการดูแลสุขภาพจิตคนก็ดีขึ้น กลับไปทำงาน กลับไปเรียน ดูแลลูกๆ ทำสิ่งธรรมดาๆ ซึ่งคนธรรมดาเขาทำกัน  จึงมีเหตุผลมากขึ้นที่จะลงทุนกับสุขภาพของผู้คนในอนาคตอย่างเดียวกับการดูแลสุขภาพปฐมภูมิรูปแบบอื่นๆ และสุดท้ายแนวคิดก็คือว่าเรื่องสุขภาพจิตจะกลายเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพจะเหมือนกับการไปหาหมอเพื่อรักษาอาการป่วยอื่นใด จิตแพทย์จะไม่ต่างจากแพทย์โรคต่อมไร้ท่อ ที่ต้องบำบัดรักษาและแนะนำกำกับคนว่าจะจัดการสภาวะที่เป็นเรื้อรังโดยวิธีไหน

 

คุณมีอะไรที่อยากพูดกับคนไทย โดยเฉพาะคนที่ต้องทำงานเพื่อประชาชน

แลร์รี่: ก็มีข่าวดี มีข่าวดีคือคนที่ป่วยด้วยโรคจิตเวชคืนสู่สุขภาวะได้ พวกเขาควรรู้เรื่องนี้ งานวิจัยสามสิบสี่สิบปีมีหลักฐานที่แสดงว่าคนที่ป่วยด้วยโรคจิตเวชส่วนใหญ่คืนสู่สุขภาวะได้ นั่นคือข่าวดี สิ่งท้าทายก็คือเราต้องเปลี่ยนวิธีมองคนเสียก่อนเขาจึงจะคืนสู่สุขภาวะได้ เราต้องเต็มไปด้วยความหวังและให้กำลังใจคน แทนที่จะตีตราบาปและเลือกปฏิบัติต่อผู้คน  ถ้าเราต้องการให้พวกเขาดีขึ้นเราต้องสนับสนุนพวกเขา และถ้าเราสนับสนุน พวกเขาก็จะดีขึ้น ถ้าเรายังรังเกียจและเก็บพวกเขาไว้ในโรงพยาบาล ปฏิบัติไม่ดีต่อพวกเขา พวกเขาจะป่วยต่อไป

 

พญ.สมรัก:คุณมีคำแนะนำอะไรบ้างคะในการทำแผนต้นแบบการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยจิตเภทในประเทศไทย

แลร์รี่: ครับ ถ้าอย่างนั้นต้องดูแผนต้นแบบของอังกฤษซึ่งดีกว่าของอเมริกามาก คุณควรจะดูแผนต้นแบบของอังกฤษจากสถาบันสุขภาพจิตแห่งชาติของอังกฤษ เป็นแผนต้นแบบที่ดีมาก

แอนโทนี่: ใช่ครับ

แลร์รี่: ดูนะครับว่าอย่างน้อยมีบางประเทศที่มีความคิดว่าโรคจิตเภทไม่ใช่สภาวะที่ทำให้เสื่อมลงเรื่อยๆ และเมื่อให้การสนับสนุน ผู้คนสามารถดำเนินชีวิตที่ดีได้จริงๆ คุณควรจะได้ลองดูเรื่องนี้และปรับแผนต้นแบบให้ทันสมัยขึ้น

 

สังเกตว่าตลอดการพูดคุยคุณไม่เคยเอ่ยคำว่า “โมเดล” ในประเทศไทยเมื่อเราพูดเรื่องการคืนสู่สุขภาวะ เราจะใช้คำว่ารีคอฟเวอรี่โมเดล แต่คุณใช้แต่คำว่ารีคอฟเวอรี่ (การคืนสู่สุขภาวะ)

แลร์รี่: นี่ไม่ใช่โมเดล ไม่ใช่โมเดล เป็นการเปลี่ยนกรอบแนวคิดขนานใหญ่ เป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างนั้นจริงๆ โมเดลเล็กมาก นี่เป็นเรื่องการเปลี่ยนกรอบแนวคิดจริงๆ คุณเปลี่ยนแนวทางที่คุณปฏิบัติต่อผู้คนในฐานะที่เขาเป็นบุคคลก่อน และการที่เขามีปัญหาสุขภาพเป็นเรื่องรอง แทนที่จะเห็นพวกเขาว่าเป็นผู้ป่วยจิตเวชเป็นเบื้องแรก ดังนั้นจึงต้องเป็นมากกว่าโมเดล เมื่อคนใช้คำว่าโมเดลพวกเขา...

...ทำตามขั้นตอนและคำสั่งบางอย่างและ...?

แลร์รี่: ก็ต้องมีขั้นตอนและใช้เวลา เพราะเรากำลังพูดถึงการเปลี่ยนแปลงท่าทีทางวัฒนธรรม นี่เป็นส่วนของสิทธิอีกนั่นแหละ นี่เป็นกลุ่มประชากรที่ถูกเลือกปฏิบัติ

แอนโทนี่: ถูกทำให้แปลกแยกมานาน(หัวเราะ)

แลร์รี่: ใช่ ก็อย่างน้อย 200 ปีคนเหล่านี้ถูกผลักดันไปอยู่ชายขอบ และถูกเลือกปฏิบัติบนพื้นฐานของสิ่งที่พวกเขาควบคุมไม่ได้ นั่นจึงเป็นสิ่งที่ต้องเปลี่ยนแปลง และต้องใช้เวลา ต้องมีขั้นตอน เป็นขั้นตอนที่เป็นรูปธรรมที่จะยอมรับรู้ว่า คนเหล่านี้คือมนุษย์ ซึ่งมีสิทธิเหมือนกับคนอื่นๆ และคุณได้เห็นเมื่อวานนี้ว่าตอนที่อภิปรายกันเรื่องการมีส่วนของผู้ใช้บริการ แล้วนายแพทย์คนหนึ่งกล่าวว่าไม่แน่ใจว่านี่เป็นความคิดที่ดีหรือไม่  วินเซนต์*กล่าวว่า “เรื่องนี้ไม่ได้ขึ้นกับคุณ เป็นสิทธิของเราที่จะมีส่วน” คุณต้องมีท่าทีอย่างนั้น นี่เป็นประเด็นสิทธิเป็นเบื้องแรกอันสำคัญที่สุด นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมคำว่าโมเดลจึงไม่พอ เพราะเมื่อคนใช้คำว่า “รีคอฟเวอรี่โมเดล” นั้น ตามปกติพวกเขาหมายถึงเทคนิคล่าสุดและแนวทางการบำบัดใหม่ล่าสุดหรืออะไรทำนองนี้ นี่เป็นเรื่องสิทธิอันชอบธรรมของพลเมืองเป็นเบื้องแรกอันสำคัญที่สุด คนเหล่านี้ต้องฟื้นศักดิ์ศรีของตน และการเคารพในความเป็นบุคคลของตนขึ้นใหม่ จากนั้นสิ่งที่เหลือก็ตามมา

* Mr.Vincent Cheng เป็นชาวฮ่องกงผู้มีประสบการณ์ตรงกับโรคจิตเวชและเป็นผู้เป็นปากเป็นเสียงเพื่อผู้อยู่กับโรคจิตเวช เป็นกรรมาธิการร่างอนุสัญญาสิทธิคนพิการสหประชาชาติ 

 

พญ.สมรัก: คุณมีประสบการณ์อย่างไรในการดำเนินงานตามกรอบแนวคิดนี้ ในวิทยาลัยแพทย์หรือในการฝึกอบรมนักวิชาชีพประสบการณ์ของคุณเป็นอย่างไร

แลร์รี่: ประสบการณ์ของผมหรือครับ ประสบการณ์ของผมก็คือว่าปัจจุบันนี้คนที่กำลังเรียนพบว่าเรื่องนี้น่าตื่นเต้นมาก เมื่อหลายปีก่อนพวกเขามีข้อกังขาหลายอย่าง แต่ตอนนี้พวกเขาเข้าวิทยาลัยแพทย์ต้องการจะช่วยคนและพบแนวคิดที่ว่าคนจะหายดีขึ้นได้นั้นน่าตื่นเต้นกว่าความคิดว่าคนไม่มีวันหาย นึกภาพออกไหมครับ ว่าคุณเข้าวิทยาลัยแพทย์และเขาบอกคุณว่าจริงๆ แล้วคุณรักษาโรคนี้ไม่ได้หรอก (หัวเราะ) ผู้ป่วยต้องอยู่กับโรคนี้ไปตลอดชีวิต แล้วผมจะทำอย่างไร? งานของผมคืออะไร? แต่ถ้าคุณบอกนักศึกษาว่าคนอยู่กับโรคนี้ได้ พวกเขาจะดีขึ้น ก็จะน่าตื่นเต้นกว่า

พญ.สมรัก: แล้วจะนำเรื่องนี้ไปใช้กับอาจารย์อาวุโสหรือ...

แลร์รี่: นี่เป็นเรื่องคนรุ่นต่างๆ เป็นเรื่องของรุ่น...    นั่นคือเหตุที่ต้องใช้เวลา และตอนนี้เราเริ่มเห็นว่าแพทย์นักจิตวิทยา และพยาบาล และนักสังคมสงเคราะห์ที่เป็นหนุ่มสาวจะตื่นเต้นกับเรื่องนี้ แต่อาจารย์อาวุโส...

แอนโทนี่: นั่นเป็นสิ่งท้าทายที่เรามีในออสเตรเลีย เพราะเรามีแนวทางแบบการคืนสู่สุขภาวะในปริญญาโทด้านจิตเวชศาสตร์ เมื่อผมถ่ายทอดเรื่องนี้ทั่วออสเตรเลีย แพทย์ประจำบ้านหนุ่มสาวด้านจิตเวชก็รับได้เลย เราต้องดูแลให้แน่ใจว่าพวกเขาได้มีพี่เลี้ยงขณะที่ก้าวหน้าไปจะได้ ไม่ปิดเครื่อง และถูกขับไสไปยังแนวคิดที่ว่าการใช้ยาอย่างเดียวเป็นคำตอบ

แลร์รี่: ต้องมีการเปลี่ยนแปลงใหญ่อย่างสำคัญในแง่การรักษาโรคจิตเวช อย่างน้อยก็ในแนวทางที่แพทย์อเมริกันได้รับการฝึกอบรมมา ว่าถ้าคุณให้ยาเร็วที่สุดและให้เขากินยาอย่างต่อเนื่องตลอดไปทุกอย่างก็เรียบร้อย การวิจัยจำนวนมากแสดงให้เห็นว่านั่นไม่ใช่วิธีซึ่งทรงประสิทธิผลที่สุด เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นพวกเขาก็ไม่สามารถ...ถ้าพวกเขารับยาไปมากมายเหลือเกินอ้าวผมหลุดปากไปแล้ว

แอนโทนี่: (หัวเราะใหญ่)

แลร์รี่: ...เป็นเรื่องยากมากยิ่งขึ้นที่พวกเขาจะลงมือทำอะไรในบทบาทเชิงรุกเพื่อคืนสู่สุขภาวะ*

แอนโทนี่: ใช่

แลร์รี่: ... และถ้าพวกเขาได้รับการบอกเล่าว่าสิ่งเดียวที่พวกเขาทำได้ก็คือกินยา พวกเขาไม่ชอบกินยา พวกเขาไม่กินยา แล้วพวกเขาก็ทำอะไรไม่ได้ ก็ไม่มีอะไรอื่นให้ทำอีกแล้ว  ดังนั้นแพทย์ต้องมีแนวทางในเรื่องนี้ต่างออกไป ในด้านนี้โรคจิตเวชไม่เหมือนกับโรคเบาหวาน ในกรณีโรคเบาหวานคุณเพียงแต่รับอินซูลินใช่ไหมครับ มันไม่ใช่อย่างนั้น ยาต้านโรคจิตไม่เหมือนกับอินซูลิน ต้องใช้อย่างมีเป้าหมายมากขึ้น และใช้สำหรับช่วงมีอาการเฉียบพลัน ไม่ใช่เพื่อรักษาตลอดชีวิต

แอนโทนี่: ใครนะครับ อ้อ ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพจิตแห่งชาติของสหรัฐออกมาพูดเมื่อปีที่แล้ว ว่าเขาตั้งข้อสงสัยการใช้ยาต้านโรคจิตระยะยาว...

แลร์รี่: เขายิ่งกว่าตั้งข้อสงสัย เขากล่าวว่ายาต้านโรคจิตเป็นอุปสรรคต่อการคืนสู่สุขภาวะ เขาคือโทมัสอินเซล เป็นผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพจิตแห่งชาติของสหรัฐ สองสามเดือนก่อนเขาออกมาพูดว่าการวิจัยหลายชิ้นแสดงว่าการให้คนรับยาต้านโรคจิตในขนาดป้องกันการป่วยซ้ำอาจเป็นอุปสรรคต่อการคืนสู่สุขภาวะ แทนที่จะส่งเสริมการคืนสู่สุขภาวะ**  สถาบันสุขภาพจิตแห่งชาติเป็นองค์กรชั้นสูง

 

* การหยุดยาเองเป็นอันตรายได้ หากคุณต้องการหยุดยาให้ปรึกษาแพทย์และตัดสินใจร่วมกัน การเน้นเรื่องการคืนสู่สุขภาวะไม่ได้ปฏิเสธการใช้ยาเสียทั้งหมด แต่เน้นว่าสุขภาวะไม่ได้มาจากการกินยาอย่างเดียว

**  โทมัสอินเซลกล่าวว่า “สำหรับบางคน การใช้ยาต้านโรคจิตต่อเนื่องยาวนานอาจเป็นอุปสรรคต่อการกลับสู่สุขภาวะอย่างสมบูรณ์ สำหรับคนอื่น การหยุดยาเป็นภัยร้ายแรงสำหรับทุกคน เราต้องตระหนักว่าการลดอาการด้านบวก (ประสาทหลอนและหลงผิด) ยาต้านโรคจิตอาจจำเป็น แต่น้อยนักที่ยาต้านโรคจิตจะช่วยให้กลับมาทำบทบาทหน้าที่ได้ปกติธรรมดา”

ดูเพิ่มเติมได้ที่http://www.nimh.nih.gov/about/director/2013/antipsychotics-taking-the-lo...

 

คุณก็ทราบว่าเราเห็นการเลือกปฏิบัติและการตีตราบาปสารพัดอย่างในสื่อ อย่างเช่นคนที่ก่อเหตุรุนแรงก็มักจะถูกตีตราว่า “โรคจิต” และคำนี้ถูกใช้เป็นคำบริภาษอย่างหนึ่ง ดังนั้นเราจะสามารถ...?

แลร์รี่: คุณต้องให้การศึกษา...

แอนโทนี่: ไม่ใช่แต่ในประเทศไทย ในอินโดนีเซียสำหรับคนส่วนใหญ่ของประชากร 250 ล้าน หากคุณประสบสภาวะท้าทายทางสุขภาพจิต คุณก็ถูกผีสิง

แลร์รี่: คุณต้องให้การศึกษาสาธารณชน

พญ.สมรัก: ใช่เราพยายาม (หัวเราะ)

แลร์รี่: คุณต้องบอกสาธารณชนว่า คนที่มีอาการโรคจิตมีแนวโน้มจะก่อความรุนแรงน้อยกว่าคนที่มีสภาวการณ์อื่น อย่างเช่น มีโรคซึมเศร้า และคนที่ป่วยด้วยโรคจิตเวชไม่ได้มีพฤติกรรมรุนแรงกว่าคนอื่นๆ คนที่ป่วยด้วยโรคจิตเวชไม่ได้ทำให้คุณเสี่ยงต่อการเป็นคนรุนแรงกว่าคนที่ไม่ป่วย  ความเชื่อว่าผู้ป่วยเป็นคนรุนแรงนั้นเป็นความเชื่อผิดๆ ตั้งอยู่บนพื้นฐานของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นน้อย แต่เกิดแล้วก็เป็นเรื่องที่ปรากฏชัดสาธารณชน รับรู้กว้างขวาง ซึ่งขอย้ำว่ามีน้อย แต่เมื่อเกิดขึ้นทุกคนก็กลัวกัน

 

เป็นเรื่องสร้างสีสันน่าตื่นเต้น?

แลร์รี่: ใช่จะถูกทำให้น่าตื่นเต้นตกใจ

แอนโทนี่: คนที่มีเรื่องท้าทายทางสุขภาพจิตมีแนวโน้มจะถูกกระทำรุนแรงตกเป็นเหยื่อมากกว่า 16 เท่า

แลร์รี่: พวกเขามีแนวโน้มจะตกเป็นเหยื่อมากยิ่งกว่าคนธรรมดามาก

แอนโทนี่: มีแนวโน้มมากขึ้น16 เท่า ใช่

แลร์รี่: ตกเป็นเหยื่อ ไม่ใช่เป็นผู้ก่ออาชญากรรมหรือความรุนแรงต่อผู้อื่น

แอนโทนี่: ตัวอย่างที่คุณเคยยกมาอ้าง เรื่องชายหนุ่มในเท็กซัส... (หัวเราะ)

แลร์รี่: อ้อ ในสหรัฐฯ ลักษณะของบุคคลที่เสี่ยงจะก่อความรุนแรงมากที่สุดก็คือ คนผิวขาว เป็นชายหนุ่มและอยู่ในรัฐเท็กซัส นั่นคือคนที่จะก่อความรุนแรงมากที่สุด... และขับรถกะบะ

 

คำถามสุดท้ายสำหรับคุณค่ะ แลรี่ ทำไมเรื่องเหล่านี้มีความสำคัญต่อคุณเป็นส่วนบุคคล?

แลร์รี่: เพราะผมป่วยด้วยโรคจิตเวช และผมไม่อยากให้ชีวิตตนเองริบหรี่ไปด้วยข้อเท็จจริงนี้ ผมต้องการจะใช้ชีวิตสมบูรณ์อย่างคนอื่นๆ ผมเป็นพ่อของลูกสามคน มีชีวิตแต่งงานที่มีความสุข และผมเป็นศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยเยล และผมคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญที่คนจะรู้ว่าเป็นไปได้ที่จะมีชีวิตแบบนี้และมีโรคจิตเวชด้วย ผมต้องการให้คนอื่นๆ มีโอกาสแบบเดียวกัน

 

คุณพบว่าอะไรหรือที่ช่วยคุณเดินทางไปสู่จุดสูงสุด พูดได้ว่าเยลเป็นจุดสูงสุดในด้านวิชาการ?

แลร์รี่: พวกเขาชอบคิดว่าอย่างนั้น (ทุกคนหัวเราะ) พวกเขาชอบคิดว่าพวกเขาเป็นหมายเลขหนึ่ง แม้ว่าน้อยครั้งที่ออกมาเป็นที่หนึ่ง พวกเขาชอบคิดว่าตัวเองเป็นหมายเลขหนึ่ง แต่คำถามคืออะไรนะครับ มีอะไรช่วยผมหรือครับ?

 

ในการเดินทางของคุณ?

แลร์รี่: ภรรยาของผมสำคัญที่สุด ความรักสำคัญที่สุด นี่คืออีกอย่างหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงกรอบแนวคิด คือเรายอมรับรู้ว่าความรัก ครอบครัว และชุมชนสำคัญต่อการเยียวยามากกว่ายาหรือนวัตกรรมใดๆ มากกว่าการบำบัดรักษา ความรักสำคัญกว่าการบำบัดรักษา และมีการวิจัยมากมายสนับสนุน แต่เขาอาจไม่ได้ใช้คำว่าความรัก แต่หากคุณอ่านงานวิจัยเหล่านั้นในภาษาธรรมดาที่ใช้ประจำวัน งานวิจัยพวกนี้บอกว่าคนเราต้องได้รับความรัก พวกเขาจำเป็นต้องรู้ว่าพวกเขาสามารถรักคนอื่นได้ พวกเขาจำเป็นต้องเป็นคนที่คนอื่นรักได้ และนั่นเป็นกุญแจไขการคืนสู่สุขภาวะ ดังนั้น ภรรยาของผมเป็นส่วนสำคัญที่สุดในการคืนสู่สุขภาวะของผมมาตลอด

 

คุณป่วยหลังจากแต่งงานแล้วหรือคะ?

แลร์รี่: ใช่ครับ อันที่จริงผมคงจะมีโรคจิตเวชตั้งแต่อายุประมาณ 19 ปี แต่ผมไม่ทราบ จนกระทั่งผมอยู่ในช่วงสามสิบกว่าๆ ภรรยาผมนั่นเองที่ตะล่อมให้ผมยอมรับ “คุณรู้ไหมฉันคิดว่าคุณอาจมีปัญหาสักอย่างนะคะ” (ทุกคนหัวเราะ)

พญ.สมรัก: ดิฉันไม่ทราบว่าอีกนานไหม แต่ถ้าประเทศไทยมีโอกาสเปลี่ยนกรอบแนวคิดการดูแลผู้ป่วยจิตเวชเป็นการคืนสู่สุขภาวะ คุณทั้งสองเป็นบุคคลที่มีส่วนสร้างสรรค์การเปลี่ยนแปลงนั้นจากการแบ่งปันกับเราครั้งนี้ คุณเป็นบุคคลที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

แลร์รี่: ผมยินดีที่จะส่งข้อมูลข่าวสารที่อาจเป็นประโยชน์ให้

 

ขอบคุณค่ะ

 

หากคนทุกคนคือผู้มีสิทธิมนุษยชนมาแต่กำเนิด  สิทธิของผู้ที่ประสบสภาวะท้าทายทางสุขภาพจิต คงไม่แตกต่างไปจากสิทธิของคนธรรมดาคนหนึ่ง  เขามีสิทธิที่จะค้นหาความหมายในชีวิต  เขามีสิทธิที่จะค้นหาความหวัง และฟื้นความเป็นบุคคลหนึ่งของเขา  เพื่อไปสู่จุดหมายปลายทางนั้นด้วยตัวเขาเอง

 

ที่มา:

คอลัมน์:

ผู้เขียน:

บุคคล/องค์กรสำคัญ: