The Wounded Healer ผู้รักษาซึ่งบาดเจ็บ | สมาคมสายใยครอบครัว

The Wounded Healer ผู้รักษาซึ่งบาดเจ็บ

-A +A

          แอนตัน บ๊อยซั่น เป็นชายหนุ่มที่บางครั้งก็ทุกข์ใจกับความเหนื่อยหนักยิ่งนักทางอารมณ์ เขาต้องทนทุกข์ด้วยบาดแผลทางอารมณ์บางอย่างเหมือนพวกเราหลายๆ คน หลังจากตอนแรกมาเป็นผู้ป่วย และต่อมาก็มาเป็นพนักงานของโรงพยาบาลจิตเวช เขาเริ่มทำงานวิจัยหลายอย่างเกี่ยวกับความทุกข์ของผู้ป่วย เมื่อเขาทำงานเป็นเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล เขาสมัครเป็น “คนรับใช้” ที่โรงพยาบาล ในอเมริกา “คนรับใช้” มักเป็นพนักงานชาย ทำหน้าที่ช่วยเหลือผู้ป่วยที่ต้องการใช้ห้องน้ำ ช่วยเช็ดอุจจาระ ปัสสาวะ และอาเจียนในโรงพยาบาล ขณะที่เขาทำงานตามหน้าที่ดูแลภาวะไม่ถูกสุขลักษณะหลายอย่างอยู่นั้น เขามักใช้เวลาฟังผู้ป่วย (และฟังอย่างเดียวเท่านั้น) ต่อมาเขาเป็นประโยชน์มากในการแนะแนวนักวิชาชีพ ในงานช่วยเหลือว่าจะดูแลผู้ป่วยอย่างไร เมื่อผมคิดถึงเขา ผมคิดถึงสิ่งที่ผมได้มารู้จักในนามของ “ผู้รักษาซึ่งบาดเจ็บ” 

          อันที่จริง เฮ็นรี่ เจ. เอ็ม. นูเว่น บาทหลวงคาทอลิก ผู้ได้รับการฝึกฝนให้เป็นนักจิตวิทยา เป็นคนแรกที่เขียนเกี่ยวกับสิ่งที่เขาเรียกว่า “ผู้รักษาซึ่งบาดเจ็บ” วันนี้ผู้รับใช้ในคริสตจักรหลายแห่งทำตามคำเชื้อเชิญของนูเว่นที่ให้ค้นหาความทุกข์ยากในชีวิตของเขาเอง และใช้สิ่งนั้นเป็นจุดเริ่มต้นของพันธกิจที่เขาทำเพื่อช่วยเหลือคนอื่น ถ้าหากว่าเราจะช่วยคนอื่น เราต้องเข้าใจว่าเราต้องการความช่วยเหลือจริงๆ ในแนวทางใด ตรงไหนเราเจ็บปวด และตรงไหนเป็นบาดแผลที่เลือดไหลริน ผู้ช่วยที่แท้จริงไม่ใช่ “ซูเปอร์แมน” แต่เป็นใครบางคนที่เข้าใจความทุกข์ยาก เพราะว่าเขาทุกข์ยากมาก่อน

          ในชีวิตผมเอง ผมได้พยายามทำความเข้าใจกับบทบาทเหล่านี้ ใครเป็นผู้ช่วยเหลือ ใครเป็นผู้รับความช่วยเหลือ ผมช่วยคุณได้เพราะผมเองเคยผ่านเส้นทางนี้มาแล้ว ผมบาดเจ็บมาก่อน แต่ผมก็รู้เส้นทางสู่ความครบสมบูรณ์และสุขภาพด้วย สิ่งที่ผมได้พบส่วนใหญ่ก็คือ แม้ว่าจะเคยถูกทำให้บาดเจ็บ แต่ผมก็ยังมีคุณค่า และเพราะว่าผมบาดเจ็บมาก่อนนี่เอง ผมจึงสามารถปฏิบัติต่อคุณในฐานะที่คุณเป็นผู้มีคุณค่าเช่นกัน

          แรงบันดาลใจของผมมาจากถ้อยคำในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลของคริสเตียนที่อธิบายถึงพระเยซูคริสต์ไว้ว่า “แต่ท่านถูกแทง เพราะความทรยศของเรา ท่านบอบช้ำเพราะความบาปผิดของเรา การตีสอนที่ตกบนท่านนั้นทำให้พวกเรามีสวัสดิภาพ และโดยบาดแผลของท่าน  เราได้รับการรักษาให้หาย” เพราะพระเยซูคริสต์ทรงยอมให้พระองค์เองถูกทำร้าย เป็นบาดแผลเจ็บปวด “จากนั้นพระองค์ทรงรักษาคนที่ชอกช้ำระกำใจ และทรงพันผูกบาดแผลของเขา” พระเยซูทรงเป็นแบบอย่างอันเลิศเท่าที่จะหาได้ในเรื่องนี้

          เมื่อผู้ป่วยและผู้ช่วยเหลืออยู่ด้วยกัน โดยแก่นแท้แล้วพวกเขาเหมือนกัน ผู้ช่วยเหลืออาจเป็นใครก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นคุณหมอ คนในครอบครัว หรือเพื่อน  คำว่า “ผู้ช่วยเหลือ” “คุณหมอ” “ผู้บำบัด”  “ผู้ป่วย” “ผู้รับบริการ” “เจ็บป่วยทุกข์ทรมาน” คำเหล่านี้ขึ้นอยู่กับว่าคุณนั่งเก้าอี้ตัวไหน ผมจะสามารถช่วยเหลือคุณได้มีประสิทธิผลมากขึ้นถ้าหากว่าผมเคยเป็นอย่างคุณมาก่อน ผมจะสามารถช่วยคุณได้มากขึ้น ถ้าหากว่าผมเคยทนทุกข์แบบเดียวกันมาก่อน ความทุกข์ยากลำบากของผมไม่จำเป็นต้องเหมือนคุณเสียทีเดียว หลายครั้งมีคนถามว่า ผมให้การปรึกษาแก่ผู้หญิงได้อย่างไรในเมื่อผมไม่เคยเป็นผู้หญิง นั่นเป็นความจริง ผมไม่มีวันคลอดลูกได้เพราะผมเป็นผู้ชาย แต่ผมสามารถเข้าใจเห็นใจได้เพราะผมเคยเจ็บปวดมาก่อน ผมไม่รู้ว่าการเป็นผู้หญิงนั้นเป็นอย่างไร แต่ผมรู้ว่าความอ่อนแอเป็นอย่างไร รู้ว่าการถูกเอาเปรียบเป็นอย่างไร การทนทุกข์แบบไหนไม่สำคัญเท่ากับความจริงที่ว่า คุณได้เคยทนทุกข์มาแล้ว เมื่อเราเข้าใจความเจ็บปวดความผิดหวังของเราเอง เราก็จะอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะจะช่วยเหลือคนอื่นได้ดีขึ้น

          ผมเขียนเรื่องนี้ทำไมหรือ ผมเขียนเพราะว่า คุณบางคนอยู่ในอาชีพช่วยเหลือผู้อื่น หลายคนเป็นสมาชิกในครอบครัวผู้ป่วย คุณสามารถช่วยได้โดยแบ่งปันเรื่องราวการต่อสู้ดิ้นรนของคุณ คุณช่วยได้โดยการให้ความเข้าใจ ช่วยได้โดยการเดินเคียงข้างคนอื่น และดูแลเขา การวางตัวว่าเหนือกว่าเพราะเป็นนักวิชาชีพช่วยอะไรไม่ได้ ความเหนือกว่าด้านสติปัญญาก็ช่วยอะไรไม่ได้ ประกาศนียบัตรต่างๆ ก็ใช้ได้เฉพาะนอกห้องประชุม ส่วนในห้องประชุม (ไม่ว่านั่นคืออะไรหรือที่ไหนก็ตาม) การเป็นมนุษย์นั้นสำคัญกว่า เรามีคำกล่าวว่า “คุณไม่สามารถช่วยใครได้เลย ถ้าคุณไม่ได้สวมรองเท้าเขาเดินหนึ่งไมล์” (คือ ถ้าคุณไม่ได้เจอแบบเขา)

          “ผู้รักษาที่บาดเจ็บ” สามารถช่วยคนอื่นได้ดีกว่า เพราะได้ทำอย่างที่ผมว่าข้างต้นนั้นแหละ เขาสวมรองเท้าของคนนั้นๆ เดินหนึ่งไมล์มาแล้ว คือเคยเจออย่างที่คนอื่นเจอ เมื่อเราทำงานกับคนอื่นๆ เราต้องเต็มใจสัมผัสความเจ็บปวดของเราซ้ำอีกครั้งหนึ่ง คนที่โศกเศร้าจากการสูญเสีย ไม่ว่าจะเป็นการสูญเสียบุคคล สิ่งของ หรือวิถีชีวิต จะรู้สึกโศกเศร้าจากการสูญเสียนั้นซ้ำอีกทุกครั้งที่ใกล้ชิดกับบางคนที่กำลังโศกเศร้า ดังนั้นเราจึงต้องเต็มใจจะเสี่ยงอันตราย นั่นคือเมื่อเราเข้าใกล้ผู้อื่น และพยายามจะช่วยเหลือเขา ตอนนั้นเราอาจรู้สึกเจ็บปวดขึ้นมาใหม่อีกครั้งหนึ่ง

          ชัยชนะสำหรับทุกคนก็คือ เมื่อใครบางคนสามารถพูดได้ว่า “ฉันผ่านเรื่องนี้มาแล้ว ฉันทนทุกข์คล้ายๆ กัน แต่ฉันรอดมาได้ ฉันยังมีชีวิตอยู่” นี่เป็นข่าวดีสำหรับใครก็ตามที่ฟังอยู่ เรารู้ว่าใครอื่นบางคนเหมือนเรา เคยอดทนต่อความทุกข์ยากนี้และผ่านไปได้แล้ว นี่เป็นข่าวดีที่ผมมองเห็นในเรื่องราวของพระเยซูคริสต์ พระองค์ทรงทนทุกข์เช่นเดียวกับเรา พระองค์ทรงถูกยั่วยุให้ทำบาปเช่นเดียวกับเรา พระองค์ทรงเหน็ดเหนื่อยเช่นเดียวกับเรา ทรงหิวโหยเช่นเดียวกับเรา และทรงท้อใจเช่นเดียวกับเรา และเมื่อผมอธิษฐานขอความช่วยเหลือจากพระองค์ พระองค์ทรงรู้ถึงความจำเป็นทุกสิ่งของผม 

          คุณสามารถจะแลกบทบาทกับคนที่คุณห่วงใย ขอคำแนะนำจากเขา ให้เขาบอกคุณว่าเขาต้องการอะไร แบ่งปันประสบการณ์ความลำบากตรากตรำบางอย่างของคุณให้เขาฟัง ให้เขาวางมือบนบ่าคุณ ขอให้เขาอธิษฐานเผื่อคุณ คนเขาสนใจจริงๆ ว่าเราต่อสู้ดิ้นรนมาอย่างไรบ้าง แล้วอยู่รอดมาได้อย่างไร บอกให้เขารู้เคล็ดลับที่ทำให้คุณมีความสุข 

          แน่นอน เราต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง เราไม่อยากจะให้สิ่งที่เราแบ่งปันกลายเป็นภาระของใคร เราไม่อยากจะเป็นเหตุให้เขาต้องกังวลกับเรา เราอยากจะคิดให้รอบคอบว่าสิ่งที่เราแบ่งปันจะมีผลกระทบอะไร แต่อย่ากลัวที่จะพูดว่า “ครั้งหนึ่ง ผมเคยมีภาระหนักมาก นี่คือสิ่งที่ผมรู้สึก นี่คือสิ่งที่ผมประสบมา และผมผ่านมาได้โดยวิธีนี้ ผมรับมือกับสถานการณ์โดยวิธีนี้” 

          ให้คนอื่นรู้ว่าคุณห่วงใย และให้เขารู้ว่าคุณเคยสวมรองเท้าเขาเดินหนึ่งไมล์มาแล้ว

 

ที่มา:

คอลัมน์:

ผู้เขียน:

บุคคล/องค์กรสำคัญ:

frontpage: