จิตใจโยงใยป่วยกาย
จากสภาวการณ์ปัจจุบันที่บีบคั้นให้แต่ละวินาทีของคนไทยนั้นเผชิญเรื่องที่ ต้องคิดให้หนักขึ้นไปอีก ประเด็นที่ถูกนำมาพูดถึงกันมากคือ เรื่องของความไม่สบายใจนั้นนำมาสู่ความไม่สบายกายได้หรือไม่ เพื่อนรักษ์…สุขภาพจิตฉบับนี้จึงนำพาท่านผู้อ่านไปค้นหาคำตอบจากบทสัมภาษณ์ ของ รศ.นพ.ณรงค์ สุภัทรพันธุ์ ซึ่งปัจจุบันท่านเป็นอาจารย์แพทย์ประจำภาควิชาจิตเวชศาสตร์โรงพยาบาลรามา ธิบดี ท่านเรียนจบแพทย์จากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล จากนั้นมาเป็นแพทย์ฝึกหัดและเป็นแพทย์ประจำบ้าน จนถึงสอบวุฒิบัตรจิตเวชศาสตร์ได้เป็นจิตแพทย์ โดยอาจารย์เริ่มทำงานที่โรงพยาบาลรามาธิบดีมาตั้งแต่ปี 2517 จนถึงปัจจุบัน
• แรงบันดาลใจแห่งการเป็นจิตแพทย์
“เมื่อตอน เป็นแพทย์ฝึกหัดเห็นผู้ป่วยที่มีปัญหา ผู้ป่วยหญิงคนนี้แพ้ท้องอย่างหนักพอเราเข้าไปคุยแล้วปรากฏว่าในใจเขาเคยมี ปัญหามากมาย ในช่วงนั้นผมก็พยายามช่วยเขาเต็มที่แล้วเขาก็ชื่นชมมากที่เราไปช่วยดูแลเขา และอีกกรณีหนึ่งคือ เมื่อครั้งผมทำงานอยู่ที่โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา แล้วเจอคนไข้ที่พูดไม่รู้เรื่อง พอเขาดีขึ้นแล้วเปลี่ยนไปเป็นคนละคนเลยจากคนที่ดูน่ากลัวเป็นคนที่ดูดีมาก เลย เพราะฉะนั้นอาการทางจิตที่รุนแรงจริง ๆ แล้วมันคือ โรคและเป็นเรื่องที่น่าสนใจ”
• ปัญหาทางจิตที่โยงมาสู่ความเจ็บป่วยทางร่างกาย
ปัญหา นี้เป็นปัญหาที่เราพบอยู่เป็นประจำในการทำงานที่นี่ ส่วนใหญ่คนไข้เป็นโรคพวกนี้ เช่น โรคกระเพาะ โรคหอบ ภูมิแพ้ ต่าง ๆ สำหรับพวกที่มีปัญหาทางจิตก็เยอะ ซึ่งเกี่ยวกับโรคนี้อยากจะเรียนให้ทราบว่าตั้งแต่เดิมสมัย ค.ศ.1890 กว่า เราเรียกโรคนี้ว่า PSYCHOSOMATIC ซึ่งหมายถึงว่าใครก็ตามที่มีอาการทางกาย เช่น รู้สึกว่าป่วยโน้นป่วยนี่ เดินไม่ได้ แต่ตรวจแล้วไม่มีความผิดปกติทางร่างกาย เราเรียกว่า PSYCHOSOMATIC ทั้งหมด แต่ต่อมาความคิดอันนี้ถูกเปลี่ยนไปคือเราพบคนไข้ที่เรียกว่า PSYCHOSOMATIC ที่ไม่ได้สัมพันธ์กับทางร่างกายมากมายนัก ประเด็นผู้ป่วยที่ให้ความสำคัญทางร่างกายมากกว่าเราจะเรียกว่า PSYCHOPHYSIOLOGIC เป็นประสาทสรีระแปรปรวน หมายความว่าคนนั้นเป็นโรคทางกายจริง ๆ แต่มันเกิดจากการทำงานของสรีระ เช่น คนเป็นโรคกระเพาะก็มีแผลในกระเพาะจริงๆ แต่มันเกิดจากความเครียด หรือโรคไมเกรนที่เกิดจากความรู้สึกอึดอัด ในยุคประมาณ 1890 แนวคิดทางจิตเวชเป็นในเชิงจิตวิทยา หรือจิตวิเคราะห์ของ ฟรอยด์ ในช่วงนั้นเราจะมองถึงข้อขัดแย้งในจิตใจ ค้นในจิตใจลึก ๆ และแผ่ออกมา แนวคิดนี้กล่าวถึงโรคหนึ่งจะมีข้อขัดแย้งจำเพาะลักษณะหนึ่งเรียกว่า ทฤษฎีความจำเพาะ ต่อมาทฤษฎีนี้ได้รับการขัดแย้งว่ามันอาจเป็นความเครียดอะไรก็ได้ และมันก็แสดงออกมาทางร่างกายหรืออวัยวะอะไรก็ได้ ทฤษฎีนี้ก็เรียกว่าทฤษฎีไม่จำเพาะ ต่อมามีคนพัฒนา BIOPSYCHOSOCIAL โดย GEORGE ENGEL เขาจะมองตำแหน่งของความเกี่ยวพันระหว่างระดับต่าง ๆ เช่นในตัวของบุคคลก็เป็นเรื่องของจิตใจ เช่น คน ๆ นั้นเป็นคนที่เครียดง่าย คน ๆ นั้นผิดหวังหรืออะไรก็แล้วแต่ ส่งผลออกมาทำให้การทำงานของอวัยวะของระบบผิดปกตินำไปสู่การผิดปกติของอวัยวะ ลงไประดับลึกถึงเนื้อเยื่อโมเลกุล อันนี้คือมองจากบนลงล่าง ซึ่งเป็นลักษณะวิธีคิดของหมอที่เรียกว่า BIO MEDICAL หมอทั่วไปๆก็จะมองลงลึกถึงระดับหนึ่ง ในเวลาเดียวกันในคน ๆ นั้นเป็นคนหนึ่งก็จะไปเกี่ยวข้องกับคนอื่น ๆ จาก 1 เป็น 2 เช่น เกี่ยวข้องกับสามีและภรรยา สูงขึ้นไปเกี่ยวข้องกับครอบครัว ครอบครัวก็เป็นลักษณะของชุมชน เช่น คนที่เป็นโรคหัวใจ ก็เกิดจากความเครียด เพราะบุคคลนี้เป็นคนทำอะไรต้องทำให้เสร็จ รีบร้อน ถ้าเรามองไปที่หมอโรคหัวใจก็จะมองว่าคนเหล่านี้ทำให้ระบบเป็นอย่างไร อวัยวะเป็นอย่างไง โมเลกุลเป็นอย่างไรลงไปถึงระดับหนึ่ง หรือบางคนอาจจะมองว่าเป็นอย่างไรเขาจึงเครียดมีปัญหาความเครียดในการสื่อสาร ในการสร้างความสัมพันธ์กับบุคคลใกล้ชิดในครอบครัวบ้างหรือเปล่า มองไปจนถึงชุมชนนั้นว่าชุมชนนั้นชอบกิน FAST FOOD มีการออกกำลังกายอย่างไร เป็นต้น เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าเนื้อหาของโรค PSYCHOSOMATIC มีการพัฒนา ตั้งแต่สิ่งที่คุมเครือ ลงไปจนถึงสิ่งที่จำเพาะมาก แล้วหมุนกลับจากกรณีที่จำเพาะนี้ มาถึงความสัมพันธ์ เราจะดูว่ามีปัจจัยทางด้านจิตใจอะไรที่มีผลกระทบต่อโรคทางร่างกาย ผลกระทบมันจะกระทบอย่างไร เช่น ทำให้โรคกำเริบ ทำให้เกิดโรค ทำให้โรคหายช้าหรือ ทำให้เกิดโรคทางกายเป็นโรคอะไร เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่ามุมมองปัจจุบันเป็นมุมมองที่เหมือนกับสาขาวิชาใหญ าสาขาหนึ่ง ผมคิดว่าประชาชนทั่วไปควรให้ความสนใจแนวคิดของโรคทางด้านจิตใจและมีผลมากระ ทบต่อโรคทางกาย เพื่อที่จะทำให้ตัวเองรู้ว่ามีความเสี่ยงและหาทางปฏิบัติเพื่อให้มีพฤติกรรม สุขภาพที่ดีขึ้น
• สามารถที่จะจำเพาะได้ไหมว่าคนที่มีปัญหาทางจิตใจอย่างนี้จะทำให้เกิดโรคทางกายอย่างนี้
ปัจจุบัน นี้ไม่เชื่ออย่างนี้แล้วแต่ยังไงก็ตามบางคนก็พบว่ามีส่วนชัดเจน เช่นว่าคนที่มีความรู้สึกรุนแรง หรือโกรธ เช่นที่ทำงานอาจจะโกรธหัวหน้า เพื่อนร่วมงาน รู้สึกว่าทำอะไรก็ทำไม่ได้จะหาทางออกก็ไม่ได้ก็อาจจะทำให้เกิดผลทาง ไมเกรน คือทฤษฎี ความจำเพาะ สมัยโน้นจะคำนึงถึงข้อขัดแย้งในจิตใจ ที่อยู่ในจิตใต้สำนึก ในบทที่ว่าด้วยไมเกรนมีคำคมหรือคำพังเพยอยู่ ผมจำได้ดีว่าเขาพูดว่า “ถ้าคน ๆนั้นไปฆ่าคนตายวันละคนจะไม่เป็นไมเกรน” หมายความว่า ไมเกรนเกิดขึ้นจากความรู้สึกรุนแรง ความรู้สึกโกรธ ความรู้สึกก้าวร้าว ความรู้สึกที่อยากจะฆ่าคน เพราะฉะนั้นถ้าให้ความรู้สึกอันนี้ได้ระบายออกไปไมเกรนจะไม่เกิด ในปัจจุบันนี้เราพบว่าหลายคนพอรู้สึกโกรธมันไม่ออกมาในรูปของไมเกรนก็ได้บาง คนอาจจะออกมาเป็นผื่น เพราะฉะนั้นทฤษฎีนี้มีส่วนจริง แล้วถามว่ามีประโยชน์หรือเปล่าตอบว่ามีประโยชน์ คือผมว่าสิ่งที่คนรุ่นเก่าจะนึกคิดอะไรไม่ใช่ว่ามันไม่จริงโดยสิ้นเชิง มันจริงในบางสถานการณ์ในบางคนอาจไม่ใช่ อาจจะเป็นเรื่องอื่นก็ได้
• ในความเข้าใจของคนทั่วไปมองไม่ค่อยออกว่าจิตเกี่ยวพันธ์กับปัญหาทางร่างกายอย่างไร
สาเหตุ ของการมองไม่ออก ประการแรกคือเรามองจิตใจและร่างกายแยกกันสมมุติว่าถ้าเกิดมีอาการทางร่างกาย เช่น เกิดความเจ็บปวดที่ส่วนหนึ่งก็จะมองว่ามีอะไรผิดปกติในเนื้อเยื่อบริเวณ นั้นๆ แต่จริง ๆ แล้วอาจไม่จำเป็นต้องมีความผิดปกติของเนื้อเยื่อก็ได้ ประการที่สอง ก็คือเราไม่ทราบว่าเราป่วยด้วยเรื่องอะไร หากสรุปว่า เราป่วยด้วยเรื่องไม่สบายใจ อาจถูกมองว่า เราเป็นคนอ่อนแอ ไม่เข้มแข็ง บางครั้งเราเจ็บป่วยในลักษณะนี้อาจถูกคนอื่นว่าไม่ป่วยจริงเหมือนกับแกล้ง เพราะฉะนั้นเราเองก็ลำบากใจที่จะยอมรับว่ามีเรื่องของจิตใจเข้ามาเกี่ยวข้อง ด้วย ประการที่สาม คือว่าคนรอบข้างมักจะให้ความสนใจเรื่องทางร่างกายมากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการเลี้ยงดู เช่น ถ้าเด็กบอกว่าวันนี้ไม่อยากไปโรงเรียน ไม่อยากเจอหน้าครู โอกาสที่พ่อแม่จะอนุญาตให้หยุดเรียนคงจะไม่มี แต่ถ้าพูดว่าปวดหัวไปไม่ไหวโอกาสที่จะได้อยู่บ้านสูง เพราะฉะนั้นในปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้ จึงทำให้เป็นเรื่องยากที่จะมองว่าเรื่องจิตใจมันมาเกี่ยวจริง เพราะหลาย ๆ ส่วนมันเป็นลักษณะของพฤติกรรม นิสัย ลักษณะการปรับตัวของเรา ซึ่งเราเองเราก็ไม่รู้ตัว เราเองก็รู้สึกว่าเราเป็นคนดี เป็นคนปรับตัวง่าย แต่จริง ๆ แล้วคนอื่นอาจไม่มองอย่างนั้นเลยก็ได้ เพราะฉะนั้นในสิ่งที่เราไม่รู้ว่าทำให้เรามีอาการทางร่างกายเกิดขึ้นมันมี การเชื่อมโยงทุกอย่าง จริงๆแล้วสิ่งที่เราอธิบายได้มันเป็นบางส่วนเท่านั้น ยังมีสาเหตุอื่นที่เราไม่รู้อีกเยอะทีเดียว เพราะว่าเรื่องจิตใจผ่านมาทางระบบต่อมไร้ท่อด้วย เกี่ยวกับทางสมองด้วย ทางอารมณ์ด้วย เพราะฉะนั้นจึงยากที่จะมองปัญหานี้ให้เข้าใจอย่างง่ายๆได้
• เพราะฉะนั้นถ้าจะวินิจฉัยโรคต้องดูเป็นองค์รวม
แน่ นอนเราต้องมีการวิเคราะห์โรคเป็นองค์รวม ในปัจจุบันนี้มีความชัดเจนขึ้น ที่จะบอกว่าโรคที่แสดงออกเป็นโรคที่มีความผิดปกติของร่างกายและเกี่ยวกับจิต ใจ เราจึงต้องรักษาทั้งสองทางร่วมกัน
• สามารถจัดกลุ่มของโรคได้มั้ยคะว่าโรคไหนน่าจะมีสาเหตุจากโรคทางจิตใจ
เดี๋ยว นี้เราไม่จัดกลุ่ม เมื่อก่อนเราจัดกลุ่มประมาณ 7 โรค ได้แก่ โรคกระเพาะ ไมเกรน ท้องเดินเรื้อรัง รูมาตอยด์ หืดหอบ แต่เดียวนี้โรคที่พูดกันมากคือโรคหัวใจขาดเลือด เพราะมีความเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ และโรคทางท้อง โรคกระเพาะ
• จากปัญหาในปัจจุบันค่อนข้างกดดัน ทำให้เกิดความเครียด ความเจ็บป่วยทางใจจะมีวิธีจัดการด้วยตนเองอย่างไร
ถ้า ว่าความเครียดมันเยอะใช่ แต่จริงๆแล้วมนุษย์เราเป็นอะไร ที่สามารถปรับตัวได้ดีเพราะฉะนั้นดูเหมือนเหตุของความเครียดมีมาก แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องมีความเครียดมากเสมอไปด้วย ความเครียดของคนหนึ่งอาจไม่ใช่ความเครียดของอีกคนหนึ่ง อย่างเด็กเครียดเพราะไม่สามารถรับรู้อารมณ์ตนเองได้ จะแสดงออกมาเป็นพฤติกรรม เช่น ซน ซึม ขโมยของ ซึ่งผลอันหนึ่งมาจากการที่พ่อแม่ทำอย่างไรต่อเด็ก เด็กเกิดการเรียนรู้ ออกมาเป็นลักษณะพื้นฐานบุคลิกภาพและวิธีการปรับตัว คนที่ป่วย คือ คนที่ไม่รู้จักอารมณ์และไม่สามารถแสดงอารมณ์ของตนออกมาได้คนพวกนี้ใช้ร่าง กายเป็นที่ระบายจะป่วยจะเจ็บตรงนู้นตรงนี้เรื่อย ๆ บางทีคนอื่นรู้สึกว่าคนพวกนี้สร้างความรำคาญให้ผู้อื่นเขาจะรู้สึกเหงา เพื่อนฝูงไม่ค่อยมี เป็นคนที่มีโรคมาก วิธีการที่ดีก็ดูว่าเมื่อเครียดกระทบจิตใจอย่างไร อารมณ์เปลี่ยน ร่างกายเปลี่ยน ถ้าเราโกรธเป็นไง เราคำนึงถึงสถานการณ์ ควบคุมตนเองแสดงความโกรธออกมาความโกรธเป็นอารมณ์เกิดได้ดับได้ ถ้าเราเป็นคนที่หมั่นสำรวจตัวเองได้ เมื่อปัญหาเกิดมองปัญหาทั้งที่เกิดกับเขาและเกิดกับเราทำให้เรามีเวลาคิดใน ส่วนของปัญหา ไตร่ตรองถึงความเป็นตัวเรา จริง ๆ แล้วเราฝืนตนเองมากไปทำไมเราไม่ภูมิใจในตัวเราเองให้เรายืดหยุ่นได้มากขึ้น
• คนที่มีแนวโน้มว่าจะป่วยจะแสดงอาการเตือนอย่างไร
คล้าย อาการเตือนของโรคทางร่างกายทั่วไป เช่น โรคกระเพาะเริ่มจากเจ็บลิ้นปี ก็หมายความว่ากระเพาะกำลังหลั่งน้ำกรด เตือนว่าอย่าเครียดเรื้อรังจะปวดมากขึ้น สำหรับคนที่เก็บกดและแสดงความโกรธไม่เป็น จะรู้สึกแย่แล้วจะเป็นโรคทางกายจริง ๆ ดังนั้นต้องเข้าใจความรู้สึกและลดความเครียดลง จริง ๆ แล้วความเครียดเป็นสิ่งที่ดีจะทำให้กระตือรือร้นไม่ประมาท แต่ต้องควบคุมมันได้ ผ่อนคลายมันเป็น
• ให้อาจารย์ฝากแง่คิดเป็นหลักในการดำเนินชีวิตให้กับผู้อ่าน
สุขภาพ จิตที่ดีมีเรื่องพันธุกรรมมาเกี่ยวข้อง เด็กที่พ่อแม่ต้องการสุขภาพจิตก็ต้องดี แต่ละช่วงวัยมีปัญหาที่ต้องเผชิญต่างกัน อย่างวัยรุ่นหากสามารถไว้เนื้อเชื่อใจปรึกษาพ่อแม่ได้ก็จะดี หากเราคำนึงถึงพัฒนาการหรือความต้องการทางจิตใจจะช่วยให้คนๆ นั้นยืดหยุ่นมากขึ้น เมื่อเผชิญปัญหาก็ไม่เจ็บปวดมาก
รู้จักพอใจในสิ่ง ที่ตนมีอยู่ทั้งเรื่องการงาน ทั้งครอบครัวให้มั่นคง หมั่นสร้างความใกล้ชิด รู้หน้าที่ตนเอง อย่างผมเป็นอาจารย์ก็สอน เป็นหมอก็รักษา ฝึกฝนทักษะตนให้มากขึ้น เรื่องสังคมต้องคบเพื่อน ผมยังรักษาเพื่อนเก่าเพื่อนสมัยเตรียมแพทย์ก็ยังคบกันอยู่ หลักในการดำเนินชีวิตที่มั่นคงแม้เจออุปสรรคเล็ก ๆ น้อย ๆ ปัญหาบางอย่างต้องรู้จักปรึกษาคนอื่น ในการดำเนินชีวิตเชื่อว่าถ้าคนไทยรู้จักสมถะจะไม่ลำบากและต้อง คิดดีทำแต่เรื่องดี
ท่านผู้อ่านได้อ่านแล้วคงจะมีข้อมูลในเรื่องจิตใจ โยงใยป่วยกายเยอะขึ้นมากเลยนะคะ ฉะนั้นตอนนี้ใครที่รู้ตัวว่ากำลังเครียดเรื่องใดอยู่ละก็ หาทางผ่อนคลายได้แล้วนะคะ เพื่อจะได้สดชื่นและสุขภาพดี
สัมภาษณ์และเรียบเรียงโดย จรัสพร กิรติเสวี
จากผู้อ่าน
พบ กันอีกเช่นเคยนะคะในคอลัมภ์จากผู้อ่าน ช่วงนี้เป็นที่น่าดีใจที่เงินบาทกำลังแข็งขึ้น แต่อย่าเพิ่งหนีไปเที่ยวต่างประเทศกันหมดนะคะ อยู่เมืองไทยสนองนโยบาย เที่ยวเมืองไทยไปได้ทุกเดือน และเพื่อนรักษ์สุขภาพจิตอ่านได้ทุกเมื่อดีกว่า สำหรับเล่มที่แล้วมีผู้อ่านส่งเข้ามาให้มุมมองที่ดีทีเดียว เป็นที่น่าแปลกและน่าปลื้มว่าฉบับที่แล้วเกี่ยวกับผู้สูงอายุ แต่จดหมายที่เข้ามานั้นมีหลากหลายวัยด้วยกัน ขอเริ่มจากฉบับแรกก่อนนะค่ะ
“ดิฉัน อายุ 72 ปี ก็เหมือนคนแก่ทั่วไปพะวงกับหลาย ๆ เรื่อง เรียกว่าแก่มาหลายปี แต่ยังตัดกังวลไม่ได้ ห่วงกิจการที่ทำ ห่วงลูกหลาน พอได้อ่านบทสัมภาษณ์อาจารย์ ชูทิตย์ รู้สึกดีมาก ทำอย่างไรไม่ก่อทุกข์ เป็นเรื่องที่ทำได้ง่าย ผู้จัดทำเข้าใจหาบุคคลมาลงในประเด็นนี้ ตัวอย่างที่ยกมาจึงเรียกว่าของจริงปฏิบัติได้ ซึ่งดิฉันนำไปให้กับคนวัยเดียวกันได้อ่านในตอนไปทำบุญ รู้สึกว่าอิ่มใจกับการให้ความรู้อีกด้วย”
(พูนทรัพย์ จันทร์ทอง)
“หนังสือ เล่มนี้ทันต่อเหตุการณ์มากค่ะ เพิ่งอ่านข่าวเรื่องศัยกรรมทำพิษในหนังสือพิมพ์แล้วมาอ่าน รูปลักษณ์อำพรางค่า เลยตัดสินใจไม่ทำศัยกรรมดีกว่า รู้สึกว่าหนังสือเล่มนี้เหมาะกับผู้หญิงมาก อยากให้แบ่งเป็นคอลัมภ์สำหรับผู้หญิง ผู้ชาย เพราะความคิดที่แตกต่างอย่างที่เขาบอกว่าผู้หญิงจากดาวอังคาร ผู้ชายมาจากดาวศุกร์ จึงคิดแตกต่างกัน ผู้อ่านที่คนละเพศกันจะได้เข้าใจในส่วนนี้ด้วย และอีกเรื่องยอดนิยมคือเรื่องอกหักค่ะ ถ้าคุณหมอลงวิธีจัดการกับความรู้สึกเศร้าเมื่อสูญเสียคนรักเป็นคอลัมภ์ประจำ เชื่อว่านักเรียน นิสิต นักศึกษา หลายคนต้องส่งจดหมายมาคนละหลาย ๆ ฉบับเลยค่ะ สุดท้ายขอบอกว่าชอบมากค่ะจะสมัครเป็นสมาชิกด้วยคะ”
(ญารวี ภู่พวงทอง)
“นอก เหนือจากความรู้ที่ได้คือมุมมอง เรื่องบางเรื่องที่ดูเหมือนไกลตัวอย่างเรื่องยาที่ป้องกันความเสื่อมของสมอง จริง ๆ แล้วไม่ไกลตัวเลย กลับมีประโยชน์โดยตรงเสียอีก”
(ยุพิน ญาณพันธ์)













