subscribe: Posts | Comments

โรคจิตเวชที่ไม่อาจรังเกียจ

0 comments
โรคจิตเวชที่ไม่อาจรังเกียจ

พญ. สมรัก  ชูวานิชวงศ์

บุคลากรทางสาธารณสุขท่านหนึ่งเกิดอาการสับสน เหม่อลอย เป็นพักๆ แสดงพฤติกรรม
บางอย่าง ที่ผู้ใกล้ชิดคิดว่าน่าจะเป็นโรคทางจิตเวช จึงชวนไปพบจิตแพทย์ จิตแพทย์ได้ส่งเขาไปปรึกษาประสาทแพทย์ และส่งตรวจทางระบบประสาท เพื่อให้ได้การวินิจฉัยที่แน่ชัด ประสาทแพทย์ตรวจไม่พบความผิดปกติทางระบบประสาท จึงส่งกลับมาพบจิตแพทย์ เพื่อรับการรักษาทางจิตเวช เขามีความทุกข์ใจมาก เครียด ที่จะต้องยอมรับความจริงว่า เขาต้องเป็นผู้ป่วยจิตเวช  ก่อนนั้นเขาได้ไปไหว้พระอธิษฐานขอให้ตนเองเป็นโรคระบบประสาทอะไรก็ได้ แม้แต่โรคเนื้องอกในสมองดีกว่าที่จะต้องเป็นโรคทางจิตเวช  เพราะนึกถึงสภาพหลังการเป็นผู้ป่วยจิตเวชแล้ว เขาคงไม่มีความสง่างาม ที่จะได้รับการยอมรับจากเพื่อนร่วมงาน และผู้รับบริการเหมือนเดิมต่อไปได้

หลายครอบครัวมีสมาชิกในครอบครัวที่มีความคิดแปลกๆ แสดงพฤติกรรมที่ยากจะเข้าใจได้ แต่คนในครอบครัวจะหลีกเลี่ยงจนถึงที่สุดที่จะพาเขาไปพบจิตแพทย์ หรือไปโรงพยาบาลจิตเวช เหตุผลมีหลายประการ แต่ความรังเกียจเป็นเหตุผลหนึ่งในนั้น

บุคคลทั่วไปย่อมมีช่วงเวลาที่มีปัญหา หรือเครียด เศร้า ท้อ กังวล แต่ยังสามารถดูแลตนเองได้ ประคับประคองสัมพันธภาพ และการทำหน้าที่การงานไม่ให้เกิดความเสียหายมาก เขาจะหาวิธีการปรับตัวและจัดการกับปัญหาด้วยวิธีต่างๆ เพื่อกลับคืนสู่สภาวะเดิม หรือสมดุลย์ใหม่ แต่ถ้าบุคคลใดมีความบกพร่องในการดูแลตนเอง มีปัญหาทางสัมพันธภาพกับบุคคลนั้น มีความผิดปกติถึงขั้นป่วยทางจิต  เมื่อความเจ็บป่วยนั้นได้รับการบำบัดรักษา เขาก็จะหายกลับมาสู่สภาวะปกติ  แต่ผู้ป่วยจิตเวชบางส่วนไม่มีโอกาสได้รับการบำบัดรักษาที่ดีเพียงพอ ประกอบกับตัวโรคที่มีแนวโน้มรุนแรงอยู่แล้ว ทำให้ผู้ป่วยจิตเวชส่วนนี้กลายสภาพเป็นผู้ป่วยจิตเวชเรื้อรัง และเป็นผู้พิการทางจิตในที่สุด

โรคจิตเวชบางโรคเป็นแล้วหายกลับมาเป็นปกติได้ เหมือนกระดูกหัก เช่น โรคจิตเฉียบพลัน (Brief reactive psychosis) บางโรคเป็นแล้วหายแต่กลับมาเป็นอีกได้เหมือนไข้หวัดใหญ่ เช่น โรคซึมเศร้า  โรคอารมณ์คลั่ง-เศร้า บางโรคเป็นแล้วเรื้อรังแต่รักษาให้ดีขึ้นได้เหมือนเบาหวาน  ความดันโลหิตสูง เช่น โรคจิตเภท  โรคประสาทย้ำคิดย้ำทำ  บางโรคเป็นแล้วเป็นทุกข์แต่เจ้าตัวเหมือนโรคเก๊าส์ เช่น โรคประสาทวิตกกังวล  บางโรคเกิดความเสียหายต่อเจ้าตัวและผู้อื่นได้เหมือน วัณโรค  เอดส์ เช่น โรคติดสุรา  ติดสารเสพติด  เนื่องจากอาการของโรคจิตเวชแสดงออกมาเป็นพฤติกรรม ที่เป็นผลมาจากสภาพอารมณ์ที่อยู่ในระดับเกินปกติ  ระบบความคิดที่มีปัญหา แบบแผนการเรียนรู้ที่ซ้ำซากไม่ยืดหยุ่น  ตลอดจนปัจจัยทางกรรมพันธุ์  และความผิดปกติในระดับอนุภาคที่ไม่สามารถมองเห็นได้  ทำให้ยากต่อการแยกแยะความเป็นบุคคลออกจากความเจ็บป่วย  ศูนย์รวมแห่งความผิดปกติก็อยู่ที่สมอง  อวัยวะที่เป็นศูนย์ควบคุมจิตใจ  ความคิด  อารมณ์  พฤติกรรม  และการเคลื่อนไหวที่ซับซ้อนที่สุดในร่างกาย  เมื่อมีอาการผู้ป่วยบางคนจึงไม่สามารถรู้ได้ว่าตนมีความผิดปกติ (เหมือนแม่ปูที่เดินเซ ไม่เห็นว่าตนเองเดินเซ) ที่ต้องได้รับการบำบัดรักษา  จึงยกเอาอคติและความรังเกียจของสังคมที่มองผู้ป่วยจิตเวชว่าเป็นคนบ้า มาด่าว่าตำหนิ   ผู้ที่จะเข้ามาให้ความช่วยเหลือตน ถ้าหากครอบครัวหรือระบบสนับสนุนไม่เข้มแข็ง  อดทน  เพียงพอก็จะไม่มีใครอยากเอาตัวเองมาแบกรับภาระที่ยุ่งยากนี้

ในทางกลับกัน บางครอบครัวที่ได้เผชิญกับการมีสมาชิกเจ็บป่วยด้วยโรคทางจิตเวช  ทำให้มีโอกาสได้สร้างความเข้าใจกันใหม่  ผู้ป่วยหลายคนกลับมาดำเนินชีวิตด้วยความระมัดระวัง  รับผิดชอบมากขึ้น  มีวิธีดูแลตนเองดีขึ้น ได้ค้นพบคำตอบชีวิต  มีโอกาสใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าต่อตนเอง  ครอบครัว และสังคม  การรังเกียจเป็นอคติที่เป็นอุปสรรคในการทำให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง  อันที่จริงความรู้เกี่ยวกับโรคทางจิตเวชและการรักษาได้พัฒนาไปไกลมากแล้ว แต่ผู้คนในสังคมยังไม่มีโอกาสได้รับความรู้ความเข้าใจมากเพียงพอ  ทำให้ผู้ป่วยจิตเวชที่สามารถเข้าถึงบริการแล้ว ยังไม่ได้รับบริการที่สมควรกับสิทธิที่ควรได้รับจากผู้ให้บริการ สมกับที่องค์กรวิชาชีพทั้งหลายองค์กรได้ประกาศรับรองสิทธิของผู้ป่วยแล้ว  ดังนั้น เมื่อคิดถึงผู้ป่วยจิตเวชที่ยังไม่มีโอกาสเข้าถึงบริการ ซึ่งอาจอยู่ปนในครอบครัว ชุมชน และสังคม จะส่งผลกระทบต่อเราๆ ท่านๆ ขนาดไหน

Leave a Reply