subscribe: Posts | Comments

สาระชีวิตคู่: จัดการการโต้เถียงกันในครอบครัวของคุณอย่างสร้างสรรค์…

0 comments
สาระชีวิตคู่: จัดการการโต้เถียงกันในครอบครัวของคุณอย่างสร้างสรรค์…

สาระชีวิตคู่: จะจัดการการโต้เถียงกันในครอบครัวของคุณอย่างสร้างสรรค์ขึ้นได้อย่างไร
โดย Dick de Koning

ดูเหมือนครอบครัวเราโต้เถียงกันมากเลย นี่เป็นเรื่องปกติหรือเปล่า?


การที่พ่อแม่กับลูกๆ โต้เถียงกันเป็นเรื่องปกติธรรมดาของชีวิตครอบครัว บางครอบครัวหลีกเลี่ยงการโต้เถียง จึงดูเหมือนสงบสุข ซึ่งนั่นเป็นเพียงความสงบสุขที่ปั้นแต่งขึ้นเท่านั้นเอง หากจะให้ลูกๆ เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความรับผิดชอบ เราควรให้พวกเขามีส่วนในประเด็นปัญหาต่างๆ ของครอบครัว และการใช้เวลารับฟังฝ่ายต่างๆ ในครอบครัวเมื่อมีการขัดแย้งต่อสู้กันก็เป็นเรื่องสำคัญด้วย เพราะจะได้หาทางแก้ปัญหาและกลับมากลมเกลียวกันอีกครั้งหนึ่ง การรบรากันไม่ใช่สิ่งเลวร้าย ขอเพียงคุณทำตามแนวทางต่อไปนี้
เลือกว่าคุณต้องการสู้เรื่องอะไรและไม่สู้เรื่องอะไร
ประเด็นปัญหาบางอย่างก็ไม่มีค่าควรแก่การนำมาทะเลาะ การเลือกว่าจะสวมถุงเท้าหรือรองเท้าผ้าใบคู่ไหนไปโรงเรียนไม่ควรค่าแก่การทะเลาะ นอกจากนี้ การจะโต้เถียงกันว่าใครถูกใครผิดเมื่อไม่มีฝ่ายไหนเต็มใจยอมให้ก็ไม่ใช่เรื่องควรนำมาทะเลาะกัน ขอให้ระวังการเลือกประเด็นที่คุณต้องการจะนำมาทะเลาะโต้เถียงกัน
เปิดใจให้กว้าง
การให้ลูกชนะในการโต้เถียงบ้างบางครั้งไม่ใช่สิ่งที่ผิด บ่อยครั้งพ่อแม่จำเป็นต้องเรียนรู้ศิลปะการฟังแทนที่จะด่วนตัดสิน เมื่อลูกๆ สามารถโน้มน้าวคุณในเรื่องที่สำคัญได้ ก็ขอให้ยอมรับอย่างไม่ลังเล บอกเขาว่า “ถูกต้องแล้วลูก” ต้องทำให้ลูกแน่ใจและเข้าใจว่าคุณถือว่ามุมมองของเขามีค่า และโดยการพูดคุยสื่อสารถึงกัน ความขัดแย้งก็จะคลี่คลายไป ชัยชนะไม่สำคัญอะไรนัก ตามปกติแล้วการนิ่งเสียไม่ได้สร้างสรรค์การสื่อสารที่ดีขึ้น
พ่อแม่ควรกำหนดขอบเขตการโต้เถียง
ตราบที่การโต้เถียงอยู่ในกรอบกติกา การพูดคุยเกี่ยวกับประเด็นปัญหาก็เป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่ไม่ควรปล่อยให้ทะเลาะกันจนควบคุมไม่ได้ คำพูดที่ใช้ควรแสดงความเคารพและการโต้แย้งควรนำไปสู่ทางแก้ อย่าปล่อยให้ตัวคุณเองหรือคนอื่นๆ ด่าหยาบคายหรือตะคอก หรือแผลงฤทธิ์อาละวาด อย่าเยาะหยันลูกของคุณว่าข้อโต้แย้งของเขาไร้สาระ อย่าหัวเราะเยาะสิ่งที่เขาพูด
พึงตระหนักด้วยว่าลูกๆ ของคุณควรจะรับผิดชอบพฤติกรรมของตนมากขึ้นตามวัย ตัวอย่างเช่น คุณภาพของการบ้านที่ลูก (วัย 10 ขวบ) ทำนั้น คุณไม่ต้องรับผิดชอบหมดคนเดียว แต่คุณเสนอแนะเพียงแค่ให้เปลี่ยนแปลงบางอย่างได้ ปล่อยให้ครูเป็นผู้วินิจฉัย ซึ่งจะช่วยให้คุณไม่ต้องปวดหัวได้มากทีเดียว เมื่อลูกๆ ของคุณตำหนิคุณอย่างเจาะจงตัว อย่างเช่นถ้าลูกบอกว่า “พ่อไม่รู้หรอกว่าพ่อกำลังพูดเรื่องอะไร!” ก็ถึงเวลาที่จะต้องพักยก คุณควรบอกลูกตอนนั้นว่า “การพูดคุยกันครั้งนี้ไปไม่ถึงไหนเลย เราต้องหยุด ให้ใจเย็นลง แล้วค่อยกลับมาพูดกันใหม่” ให้นัดเวลาที่จะกลับมาพูดคุยกันอีกครั้งหนึ่งและรักษาสัญญา! คุณกับลูกก็จะมีเวลาที่จะคิดและวางยุทธวิธีอีกครั้ง
บางครอบครัวก็เลือกที่จะเขียนแจกแจงเหตุผลและข้อโต้แย้งลงบนกระดาษ เพื่อจะได้อภิปรายข้อดีข้อเสียของการตัดสินใจหนึ่งๆ กฎที่ดีประการหนึ่งก็คือกำหนดเวลาให้สมาชิกแต่ละคนพูด จากนั้นก็ให้มีเวลาสำหรับคนอื่นๆ ได้แสดงความคิดเห็นด้วย ในกลุ่มบำบัดรูปแบบหนึ่ง เราเรียนรู้ที่จะให้คนที่จะพูดถือผ้าเช็ดหน้า และเมื่อพูดจบแล้วก็ส่งผ้าเช็ดหน้านั้นให้คนที่จะพูดต่อไป คุณต้องกำหนดตัวผู้รักษาเวลาด้วย เพื่อคุณจะกำกับดูแลเวลาว่าแต่ละคนได้โอกาสแสดงมุมมองตนอย่างเท่าเทียมกัน
จะทำอย่างไรเมื่อปัญหาเดิมเกิดขึ้นซ้ำๆ
ถ้าเกิดความขัดแย้งในเรื่องเดิมๆ ครั้งแล้วครั้งเล่า ก็ให้ดูว่ารากเหง้าของการทะเลาะโต้เถียงกันคืออะไร อะไรเป็นเหตุให้ใช้การโต้เถียงกันซ้ำแล้วซ้ำเล่า จากนั้นหาวิธีป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก
ตัวอย่างเช่น ถ้าลูกไม่ยอมเข้านอนตามเวลาคืนแล้วคืนเล่า เขาอาจจะใช้การโต้เถียงเป็นทางที่จะได้อยู่ดึกขึ้นอีกหน่อยหนึ่ง หรือเป็นทางที่จะให้ได้รับความสนใจมากขึ้น หรือถ้าลูกทะเลาะกับคุณเรื่องทำการบ้านซ้ำแล้วซ้ำเล่า คุณควรพยายามหยุดความขัดแย้งนี้โดยเขียนสัญญาขึ้นมาเลยว่า ความคาดหวังคืออะไร ความรับผิดชอบของลูกคืออะไร และถ้าเขาทำการบ้านจะได้รับรางวัลอะไร ถ้าเขาไม่ทำการบ้านเขาจะถูกลงโทษอย่างไร (พฤติกรรมมีผลสืบเนื่อง!) ขอย้ำอีกครั้งว่า การบ้านไม่ใช่สิ่งที่พ่อแม่ต้องรับผิดชอบ คุณไม่ควรทำให้การบ้านกลายเป็นประเด็นปัญหาในบ้าน ถ้าผลลัพธ์ออกมาแย่มาก ก็ไม่อาจโทษพ่อแม่ แต่เป็นเรื่องของเด็กกับครูของเขา ทั้งคุณและลูกควรลงชื่อในสัญญา เห็นพ้องกันว่าจะทำตามสัญญา และ (หวังว่า) จะทำให้ความขัดแย้งเรื่องนี้จบสิ้นลง
พันธมิตรหรือฝ่ายที่สาม
บางครอบครัวมีแนวโน้มจะดึงคนอื่นๆ เข้ามาในความขัดแย้ง หวังว่าคนเหล่านั้นจะมาเป็นคนกลางไกล่เกลี่ย แต่ผลมักจะกลับเป็นว่าฝ่ายที่สามจะเข้าข้างฝ่ายหนึ่งและทำให้การโต้เถียงทะเลาะเบาะแว้งยิ่งเลวร้ายลง บางครั้งบุคคลที่สามก็อาจถูกใช้เพื่อเบี่ยงเบนจากประเด็นปัญหาที่แท้จริง
พบได้ทั่วไปทีเดียวว่าทุกครอบครัวมีพันธมิตรและคู่แข่ง บางครั้งแม่กับลูกสาวรวมหัวกันต่อสู้กับพ่อหรือลูกชาย หรือพี่น้องสองคนรวมหัวกันต่อต้านพ่อหรือแม่ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่ในครอบครัวที่แข็งแรงการรวมตัวกันอย่างนี้จะไม่คงอยู่ตายตัว แต่จะเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ และไม่ขัดขวางการทำหน้าที่ของครอบครัว แต่ถ้าการรวมหัวกันเป็นไปอย่างตายตัวและคงอยู่ยืนยาว ก็อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ครอบครัวได้ เป็นการดีที่คุณจะพิจารณาว่าคุณกำลังใช้การรวมหัวกันข้างต้นหรือไม่ ถ้าใช้อยู่ก็ให้เลิกเสีย
โดยรวมแล้ว จะเป็นผลดีต่อลูกมากที่สุดถ้าเขาเห็นว่าพ่อแม่รวมกันเป็นทีมเดียว เป็นหน่วยเหนึ่งเดียวกัน รักเคารพกันและกัน
บ่อยครั้งนักที่เราไม่ตระหนักว่าเรามีพันธมิตรแบบนี้ในครอบครัวของเรา แต่เพื่อจะให้เรารู้ความเคลื่อนไหวในความสัมพันธ์ของครอบครัวเรา ขอให้ถามคำถามต่อไปนี้ เช่นว่า “ฉันมีแนวโน้มจะเห็นพ้อง (หรือเห็นต่าง) กับสมาชิกครอบครัวคนใดมากที่สุด? เมื่อลูกๆ ของฉันทะเลาะกัน โดยทั่วไปฉันมักเข้าข้างใคร? ตามปกติฉันมักจะใช้เวลาว่างกับใคร? คนใดในครอบครัวทำให้ฉันโกรธได้มากที่สุด?”
ให้แน่ใจว่าคุณรักสมาชิกครอบครัวทุกคนเท่าเทียมกัน และไม่ให้ใครใช้ประโยชน์จากการเป็นคนโปรด การเรียนเก่งไม่ใช่เหตุที่ทำให้ได้รับความรักมากขึ้น เราควรรักกันแบบไม่มีเงื่อนไข
เด็กๆ เรียนรู้จากสิ่งที่ได้เห็นและได้ยิน
แบบอย่างของพ่อแม่เป็นสิ่งที่หล่อหลอมเราได้มากที่สุดมาตลอด จงพยายามสำแดงให้ลูกๆ เห็นว่า การโต้เถียงที่ดีจะนำไปสู่ทางแก้ปัญหาที่ดีและความสงบสุขในบ้าน ให้ใช้เวลาส่วนตัวกับคู่สมรสประเมินด้วยกันเป็นครั้งคราวว่าคุณประสบความสำเร็จเพียงใดในการแก้ไขประเด็นปัญหาครอบครัว ถ้าจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงก็ให้เสนอแนะการเปลี่ยนแปลง ขณะเดียวกันก็มุ่งหาการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงแบบมีเงื่อนไข ตัวอย่างเช่น เมื่อสามีอารมณ์ไม่ดีอยู่เรื่อย ก็ให้ถามว่าเขารู้สึกอย่างไร และฟังเขาด้วยความจริงใจ นี่อาจช่วยให้คุณเข้าใจว่าอารมณ์ไม่ดีนั้นมีรากเหง้าจากเรื่องอะไร ถามตนเองด้วยว่าคุณมีส่วนทำให้เขาอารมณ์ไม่ดีด้วยไหม และคุณจะเปลี่ยนแปลงตนเองอย่างไรเพื่อสรรค์สร้างบรรยากาศในครอบครัวให้ดีขึ้น
บางครั้งลูกๆ อาจจะสอนบทเรียนอันล้ำค่าเกี่ยวกับความซื่อตรงและความยุติธรรมแก่คุณ จงเต็มใจเรียนจากพวกเขา ขณะที่พวกเขาก็เรียนจากพฤติกรรมของคุณเช่นกัน
การคืนดีอาจเป็นเรื่องสนุกก็ได้
การที่พ่อแม่ทำให้สมาชิกครอบครัวคืนดีกันอาจเป็นเรื่องน่าชื่นชมยินดี กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ เป็นการฟื้นความสงบสุขในบ้านและบอกลูกๆ ว่าสงครามสงบแล้ว บางครั้งก็ต้องใช้ความกล้าหาญที่จะยอมรับกับลูกๆ ว่าคุณผิดและขอให้เขายกโทษให้คุณ เมื่อยกโทษให้กันแล้วก็เป็นการดีที่จะเฉลิมฉลองด้วยการโอบกอดหรือการเลี้ยงอาหาร การกอดและการสัมผัสกายอย่างเหมาะสมเป็นการแสดงความชื่นชมที่คุณมีต่อลูกได้อย่างดี ทั้งบ่งบอกว่าความโกรธและความผิดหวังของคุณมลายหายไปแล้ว คำพูดยืนยันชื่นชมเขาก็เป็นสิ่งดี เพื่อว่าคำพูดและการกระทำจะสอดคล้องต้องกัน
(แหล่งข้อมูล: Parent Effectiveness Training, Dr. Thomas Gordon; Dare to Discipline, Dr. James Dobson, 1970.)

Leave a Reply