subscribe: Posts | Comments

เรื่องจริงไม่อิงนิยาย

0 comments
เรื่องจริงไม่อิงนิยาย

ร่มไทรแห่งเจนไน:เสียงของผู้ป่วยจิตเวชหญิงเร่ร่อน
เครือวัลย์ เที่ยงธรรม แปล
จาก Out of Mind, Out of Sight: Voices of the homeless mentally ill.
The Banyan story told by Kendra

“ขอขอบคุณองค์การ The Banyan และ Kendra Warnecke ผู้ประพันธ์ ที่อนุญาตให้แปลและตีพิมพ์เรื่องราวเหล่านี้ได้โดยไม่คิดค่าลิขสิทธิ์”

เกรซ
ขณะนั่งตรงกันข้ามกับเกรซในซ่าหรีสีเหลืองสดใสดังดวงตะวัน ในสายตาที่จับจ้องมาอย่างเข้มแข็งและมั่นใจ เราไม่อาจจับร่องรอยแม้น้อยนิดของความไม่มั่นคงได้เลย (อย่าว่าแต่โรคจิตเวช) ไม่ต้องสงสัยเลยว่ากำลังซึ่งติดตัวมาแต่เกิดช่วยให้เธอเอาชนะอุปสรรคต่างๆ ในชีวิต การหายป่วยได้อย่างน่าทึ่งของเธอคงจะมาจากทั้งความสามารถในการฟื้นตัวตามธรรมชาติของเธอเองพอๆ กับการแทรกแซงโดยเร็วทางการแพทย์ ขณะที่เธออ้างว่าความเจ็บป่วยเกิดขึ้นฉับพลัน หลังจากเธอเร่ร่อนออกจากบ้านไม่นาน สามีของเธอกล่าวว่า เธอป่วยอยู่สามปีก่อนหายไป ไม่ว่าจะเป็นอย่างไหน จากสภาพที่ค่อนข้างดีของเธอขณะมาถึงองค์กรร่มไทร เจ้าหน้าที่สรุปว่าเธออาศัยข้างถนนเพียง “ระยะสั้นๆ” ด้วยยาที่ได้รับ สุขภาพของเธอดีขึ้นอย่างเด่นชัด ช่วยให้เธอกลับบ้านได้หลังจากอยู่ที่องค์กรร่มไทรเพียงหนึ่งเดือน
เช่นเดียวกับหญิงมากมายหลายคนที่บ้านพักพิงร่มไทร เรื่องราวของเกรซเป็นหนึ่งในความสิ้นไร้พลังอำนาจขณะเผชิญกับการถูกคนที่รักทำร้ายอย่างยืดเยื้อ เกรซใช้ชีวิตสามปีแรกในรัฐเค-ราลากับแม่ชื่อลีลาและพี่ๆ ห้าคน หลังจากพ่อตาย แม่ของเธอแต่งงานใหม่ และครอบครัวย้ายมาที่บ้านเดิมของพ่อเลี้ยงคือเมืองมัดราส ในเมืองนี้ ลีลาให้กำเนิดน้องสาวต่างบิดาของเกรซสามคน เกรซเล่าว่าลีลาโกรธแค้นสามีคนแรกอย่างรุนแรงที่ทิ้งเธอไว้อย่างสิ้นไร้ไม้ตรอกกับลูกๆ หกคน เกรซพรรณนาให้เห็นว่า แม่ทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจของลูกๆ จากการแต่งงานครั้งแรกแสนสาหัสอย่างไรบ้าง เพื่อให้เห็นภาพ เธอเปิดให้เราดูแผลเป็นที่ข้อมือซึ่งเธอใช้ปัดป้องอ่างเหล็กซึ่งแม่ใช้ตีเธอ จากนั้นเล่าต่อไปว่า ตรงกันข้าม แม่จะปรนเปรอความรักแก่ลูกๆ ที่เกิดจากสามีคนที่สอง ความร้ายแรงของการที่แม่ไม่ยอมรับเสียเลยกับความอยุติธรรมอันลึกล้ำที่ตามมาชักนำให้พี่สาวคนหนึ่งของเกรซฆ่าตัวตาย
ต่อมาชีวิตสมรสครั้งที่สองของลีลาล่มสลาย นำไปสู่การแยกจากสามีในตอนที่เกรซอายุได้สิบสามปี เพื่อเลี้ยงดูลูกๆ ลีลาเริ่มทำงานเป็นหญิงรับใช้ดูแลทารก และบังคับให้เกรซหยุดเรียนเพื่อมาดูแลน้องสาวทั้งสามคน เรื่องนี้เกรซยังโกรธลีลาจนถึงทุกวันนี้ ดูเหมือนว่าลีลาจงเกลียดจงชังเกรซ เจาะจงตัวเกรซเพียงคนเดียวว่าไม่คู่ควรที่จะเรียนให้จบ เกรซขุ่นเคืองที่เป็นเพียงคนเดียวในลูกเก้าคนที่ไม่ได้เรียนภาษาอังกฤษ ทำให้เสียเปรียบมากทีเดียวเวลาหางานทำ เธอรู้สึกว่า การไร้การศึกษา รวมกับการที่แม่เหยียบย่ำเธอเสมอ เป็นรากเหง้าของปมด้อยของเธอ ยิ่งกว่านั้น เธอเชื่อว่าเมื่อไม่ตระหนักถึงคุณค่าในตนทำให้เธอยอมทนสามีผู้ชอบทำร้ายในเวลาต่อมา จากการถูกเหยียดหยามโดยการต้องเสียสละการศึกษาของตนเพื่อเล่นบทแม่ของน้องสาวต่างบิดา ทำให้เกรซซึมเศร้ามากขึ้นทุกทีในช่วงหลายปีนั้น จนถึงขั้นกินยาพิษเพื่อหนีความทุกข์สามครั้ง แต่ทั้งสามครั้งนั้น เธออาเจียนยาพิษออกมาโดยไม่ตั้งใจ เมื่อความพยายามฆ่าตัวตายเหล่านี้ล้มเหลว เธอจึงเชื่อว่าพระเจ้าประสงค์ให้เธอมีชีวิตอยู่ ความรู้อันนี้ให้พลังแก่เธอที่จะอดทนบากบั่นต่อไป
เมื่อน้องๆ โตขึ้น เธอสามารถหางานทำได้ เธอทำงานเป็นคนดูแลเด็กประมาณหนึ่งปี และทำงานเป็นผู้ช่วยในห้องทดลองอีกประมาณหนึ่งปี เพื่อจะได้เป็นอิสระมากขึ้น เกรซย้ายออกจากบ้านแม่ไปอยู่กับพี่สาวและพี่เขย แต่ปรากฏว่าความเป็นอยู่ก็ยังไร้สุข เกรซบอกว่าสาเหตุเพราะพี่เขยทำกะหลิ้มกะเหลี่ยกับเธอ ขณะกำลังคิดประเมินว่าจะออกจากสถานการณ์นี้อย่างไร (หาว่าเป็นไปได้แค่ไหนที่จะทำงานในรัฐเค-ราลาหรือบังกาลอร์) คนรู้จักคนหนึ่งก็ขอเธอแต่งงาน
ตอนอายุสิบเก้าปี เกรซแต่งงานกับสุชิล และย้ายไปอยู่กับครอบครัวของเขา ผลปรากฏเหมือนกับคำกล่าวที่ว่า หนีเสือปะจระเข้ หลังจากแต่งงาน ครอบครัวของสุชิลรู้สึกว่าถูกโกงเพราะเกรซนำเงินสินสอดมาน้อย และครอบครัวของเธอก็รู้สึกว่าถูกโกงเมื่อพบว่าความจริงว่า สุชิลไม่ใช่ผู้ตรวจการโรงน้ำแข็งแต่เป็นพนักงานขายต่ำต้อย ครอบครัวของเกรซแนะนำให้หย่า ขณะเดียวกันครอบครัวของสุชิลก็ไม่สบายใจกับการแต่งงานนี้ เริ่มทำไม่ดีต่อเธอ เมื่อคณะผู้นำท้องถิ่นตำหนิครอบครัวของสุชิลที่ประพฤติอย่างนั้น เกรซกับสุชิลก็ย้ายไปอยู่บ้านของตนเอง สิบเอ็ดเดือนหลังจากแต่งงาน เกรซให้กำเนิดแจ็ค และสามปีหลังจากนั้น ฟิลิปลูกชายคนที่สองคือก็เกิดมา เด็กชายสองคนนี้เป็นแหล่งแห่งความรักกับแสงสว่างที่ไม่แปดเปื้อนใดๆในชีวิตของเธอ และเป็นสาเหตุที่ทำให้เธอยังดิ้นรนเพื่อจะอยู่รอดต่อไป เธอจำต้องรวบรวมกำลังทั้งหมดที่มีเพราะชายคนที่เธอแต่งงานด้วยนั้น แท้จริงเป็นทั้งขี้เมาและคนชอบทำร้ายร่างกาย
นอกจากความรักที่เธอมีต่อแจ็คและฟิลิป กับความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะให้ชีวิตที่ดีกว่าแก่ลูกทั้งสองคน แรงขับอันทรงพลังในชีวิตของเกรซคือความใผ่ฝันส่วนตัวของเธอเอง (แม้เธอจะไม่มีความมั่นคงใดๆ) เธอสมัครเข้าเรียนวิชาตัดเย็บเสื้อผ้าที่คริสตจักรท้องถิ่นจัดให้ และพัฒนาทักษะด้านนี้ได้โดยเร็ว ความมั่นใจในตนเองเพิ่มพูนขึ้น เมื่อเธอได้งานตัดเย็บที่บริษัทส่งออกแห่งหนึ่งหลังเรียนจบ ทว่า แม้เธอสนุกกับความอิสระระดับใหม่นี้ สถานการณ์ในบ้านยังเลวร้าย ราวๆ ช่วงนี้เอง โรคจิตเวชเริ่มเข้าครอบงำเธอ
เธอไม่ค่อยรู้แน่ชัดว่าเหตุการณ์หลังจากนั้นเป็นอย่างไร และเรื่องที่เธอเล่าก็ไม่สอดคล้องกับเรื่องที่สามีบอก อย่างไรก็ดี ทั้งสองเห็นพ้องกันว่า สภาพของเธอแย่ลง สมาชิกครอบครัวจึงต้องขอความช่วยเหลือจากสถาบันสุขภาพจิตของรัฐในมัดราส เนื่องจากช่วงเวลานี้เลือนรางอยู่ในหมอกมัวทางจิต เกรซบอกไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น แต่เธอรู้ว่า เธอแบ่งเวลาให้แก่การทำงานที่บริษัทส่งออกกับการไปอยู่กับพี่สาวหรือไม่ก็กับสามี เธอเล่าว่า วันหนึ่ง หลังจากอ่านพระคัมภีร์ เธอรู้สึกมีแรงผลักดันให้ไปเสียจากสามี ดังนั้นเธอจึงเดินออกจากบ้านไป เธอย้อนระลึกไม่ได้ว่า ไปที่ไหนหรือเกิดอะไรขึ้นระหว่างที่เร่ร่อนอยู่นั้น เมื่อคนที่สัญจรผ่าน เห็นเธอสับสน เตร็ดเตร่อยู่ตามถนน บุคคลผู้มีใจห่วงใยผู้นี้เรียกองค์กรร่มไทรให้ไปรับตัวเธอมา นอกจากเสื้อผ้าแล้ว ทรัพย์สินเพียงอย่างเดียวที่เธอมีในขณะนั้นก็คือ พระคัมภีร์ไบเบิล
หลังจากเข้ามาอยู่ที่องค์กรร่มไทรสองสามสัปดาห์ สุชิลพร้อมกับลูกสองคนมารับเธอกลับบ้าน แต่เกรซยืนกระต่ายขาเดียวว่าไม่ไป และบอกองค์กรร่มไทรว่า ถ้าบังคับให้กลับ เธอจะฆ่าตัวตาย เธอไม่ต้องการกลับไปหาสามีหรือพี่สาว แต่ปรารถนาจะเป็นอิสระทางการเงินเพื่อจะเลี้ยงดูลูกๆ ด้วยตนเอง องค์กรร่มไทรรู้สึกว่า ด้วยทักษะการตัดเย็บเสื้อผ้าของเธอ เป้าหมายที่ตั้งนั้นเป็นจริงได้ หลังจากอาการป่วยหายดีแล้ว ดังนั้น จึงรักษาเธอด้วยยา และให้เวลาเธอหายป่วย เธอดีขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังจากรับเข้ามาอยู่ที่ร่มไทรหนึ่งเดือน ก็สมัครใจกลับไปอยู่กับสามีและลูก เธอรู้ว่าการกลับไปอยู่กับสามีไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เธอทำด้วยความแน่วแน่และกำลังที่ฟื้นขึ้นใหม่ ด้วยรู้ว่าลูกๆ ต้องการเธอมากเพียงใด และเธอก็ต้องการอยู่กับพวกเขามากเพียงใด เธอมีสิ่งปลอบประโลมใจจากที่รู้ว่าสามีห่วงใยเธอเพียงใด แม้ว่าเขาทุบตีเธอทุกสามวัน แต่สองวันระหว่างนั้นเขาก็เต็มด้วยความรักและใจดี เกรซกล่าวว่าพระเจ้าเป็นผู้ที่ให้กำลังแก่เธอที่จะก้าวเลยความคับข้องใจต่างๆ ในชีวิตของเธอ
เกรซปรารถนาวัยเด็กที่เป็นสุขกว่าที่เป็นเหลือเกิน แต่เป็นไปไม่ได้ เธอเสียดายที่สูญเสียพ่อไปตั้งแต่เด็ก และถูกเลี้ยงดูโดยแม่ที่ไม่รักเธอ บังคับให้เธอทิ้งการเรียน เธอวาดภาพว่า ถ้าเธอเป็นลูกกำพร้ายังดีกว่าเป็นเด็กที่ถูกทำร้าย และเธอยังคับข้องใจอีกด้วยที่ในวัยผู้ใหญ่เธอยังถูกสามีทำร้ายอยู่อีก แต่เธอรู้สึกว่าได้รับพรที่มีลูกสองคนซึ่งให้ความหมายแก่ชีวิตของเธอ ลูกชายสองคนเป็นเพื่อนและเป็นคนที่เธอไว้วางใจเล่าเรื่องต่างๆ ให้ฟัง และเธอมีชีวิตอยู่เพื่อให้ความรักที่เธอไม่เคยได้รับแก่พวกเขา เธอตัดสินใจแน่วแน่ที่จะให้การศึกษาที่ดีแก่ลูกๆ และรู้ว่าเธอต้องรักษาสุขภาพให้แข็งแรง เพื่อไม่ว่าเกิดอะไรขึ้น เธอจะสามารถจัดหาสิ่งจำเป็นแก่ลูกๆ ได้ ความปรารถนาที่จะเป็นอิสระพาเธอมาที่องค์กรร่มไทรสัปดาห์ละสามครั้งเป็นเวลาสองเดือนเพื่อเรียนหลักสูตรเสริมสวย เธอบอกว่า เธอชอบมาเยี่ยมองค์กรร่มไทร เพราะสิ่งแวดล้อมสงบสุข ทั้งทุกคนก็เคารพกัน เธอเข้าร่วม “ศักดิ” กลุ่มสนับสนุนกันและกันซึ่งตั้งขึ้นที่องค์กรร่มไทร เพราะเธอต้องการจะช่วยหญิงที่ทนทุกข์จากโรคจิตเวชโดยแสดงให้เห็นว่าเป็นไปได้ที่จะหายและก้าวต่อไปข้างหน้า เกรซบอกว่า พระเจ้าจะเสด็จมาเมื่อไรก็ได้ เธอต้องการจะดำเนินชีวิตอย่างดี เพื่อเธอจะตอบคำถามพระองค์ได้ในวันสุดท้ายนั้น

บทเสริมท้ายเรื่อง
หนึ่งปีหลังจากการสัมภาษณ์ เกรซทนทุกข์จากการป่วยซ้ำอีกครั้งเมื่อเด็กๆ ในละแวกบ้านเล่นไฟแล้วพลั้งพลาดไปเผาบ้านของเธอ เธอไปอยู่กับแม่ชั่วคราว และองค์กรร่มไทรช่วยหาหอพักให้ลูกชายสองคนของเธอในช่วงที่เธอกำลังตั้งตัวใหม่อีกครั้ง หลังจากเข้าๆ ออกๆ ทำงานเป็นคนเลี้ยงเด็ก เมื่อไม่นานมานี้ เกรซได้งานรายได้ดีที่ร้านเสริมสวยแห่งหนึ่ง

Leave a Reply