subscribe: Posts | Comments

กฎหมายสุขภาพจิต

0 comments
กฎหมายสุขภาพจิต

พ.ญ.ดวงตา ไกรภัสสร์พงษ์
สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์

ในฉบับนี้ขอนำเรื่องเล่าเกี่ยวกับการพิทักษ์สิทธิของผู้ต้องขังที่ป่วยทางจิตเวชซึ่งได้นำเสนอในรูปแบบของโปสเตอร์ในการประชุมวิชาการมหกรรมพัฒนาคุณภาพโรงพยาบาลที่จัดโดยสถาบันพัฒนาและรับรองคุณภาพโรงพยาบาลเมื่อเดือนมีนาคม ๒๕๕๒ ที่ผ่านมา ด้วยเข้าใจว่าท่านผู้อ่านเพื่อนรักษ์สุขภาพจิตหลายท่านคงไม่ได้มีโอกาสไปร่วมงานดังกล่าว
ลำพังการดูแลผู้ป่วยโรคจิตเวชก็มีความยากลำบากอยู่แล้ว กว่าจะให้ผู้ป่วยและญาติเข้าใจและนำไปสู่การบำบัดรักษาแต่เนิ่น ๆ และอย่างต่อเนื่องก็เป็นสิ่งที่ทั้งผู้ป่วย ญาติและผู้รักษาต้องใช้ความตั้งใจและความมุ่งมั่นอย่างมาก ยิ่งผู้ต้องขังที่ป่วยด้วยโรคจิตเวชจนเป็นเหตุให้กระทำความผิดอาญายิ่งจัดว่าเป็นผู้ที่มีความอ่อนด้อยทั้งในด้านการเข้าถึงบริการบำบัด รักษาทางจิตเวชจนเป็นเหตุให้อาการกำเริบ รุนแรงจนต้องกระทำความผิดอันเนื่องจากความเจ็บป่วยนั้นแล้ว พวกเขายังอ่อนด้อยในด้านการปกป้องตนเองในขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรมอาญาอีกด้วยเนื่องจากพวกเขาและผู้ดูแลขาดความรู้ ความเข้าใจขั้นตอนและวิธีการพิจารณาคดีแล้ว ขาดความรู้ด้านกฎหมาย ไม่รู้สิทธิของตนเองและไม่สามารถเข้าถึงกระบวนการพิทักษ์สิทธิในการต่อสู้คดีของตนเอง กรณีผู้ต้องขังที่มีความผิดปกติทางจิตนั้นก็ไม่อาจได้รับบริการบำบัดรักษาและดูแลจากเจ้าหน้าที่เรือนจำได้อย่างทั่วถึง ศาลก็ขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความเจ็บป่วยทางจิตใจและข้อจำกัดการให้บริการของเรือนจำ ไม่มีใครเป็นปากเสียงในการพิทักษ์สิทธิ(advocacy) ให้แก่ผู้ป่วย จึงทำให้ผู้ต้องขังที่ป่วยด้วยโรคจิตไม่ได้รับการคุ้มครองสิทธิด้านการบำบัดรักษาและการต่อสู้คดีได้เช่นคนปกติทั่วไป
สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์มีข้อจำกัดในการรับไว้เป็นผู้ป่วยจิตเวชที่มีคดีในไว้รักษาจนกว่าจะต่อสู้คดีได้ทุกรายเนื่องจากจำนวนเตียงมีจำกัด การได้รับงบประมาณยังคงใช้การจัดสรรแบบผู้ป่วยจิตเวชทั่วไป จึงจำเป็นต้องจำหน่ายผู้ป่วยโรคจิตเวชเรื้อรังที่เป็นผู้ต้องขังกลับไปรักษาต่อในเรือนจำโดยประสานให้ได้รับการรักษาด้วยยาอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่สามารถควบคุมกำกับการบริหารยาและการบำบัดด้วยวิธีการอื่นๆ รวมทั้งไม่สามารถจัดการสิ่งแวดล้อม ให้เหมาะสมกับความต้องการของผู้ป่วยได้ จึงมีนโยบายและแนวปฏิบัติในการให้บริการผู้ป่วยโรคจิตเวชที่มีคดีแบบองค์รวม ต่อเนื่องและเชิงรุกแก่ผู้ต้องขังที่ป่วยด้วยโรคจิตเวชในเรือนจำ นอกจากให้บริการบำบัดรักษาแล้ว ยังทำหน้าที่ประสานกับครอบครัว/ญาติผู้ต้องขังให้เข้าใจความต้องการของผู้ป่วยและส่งเสริมให้ญาติร่วมมือในการดูแลรักษาผู้ป่วย อีกทั้งประสานแจ้งกับศาลให้ทราบสภาวะความเจ็บป่วยทางจิต ข้อจำกัดของการรักษาในเรือนจำ ข้อมูลเกี่ยวกับครอบครัวและผู้ดูแลเพื่อให้ศาลได้มีข้อมูลประกอบการพิจารณามีคำสั่งให้ผู้ต้องขังได้รับการบำบัดรักษาที่เหมาะสมกับความต้องการที่เฉพาะ นอกจากนี้ยังให้ข้อมูลความรู้แก่ครอบครัว/ญาติที่ขาดความรู้ ความเข้าใจในการพิทักษ์สิทธิของผู้ป่วยที่เกี่ยวข้องการดำเนินการต่อสู้คดีของผู้ป่วยและประสานงานกับทางเรือนจำให้จัดบริการที่ตอบสนองความต้องการของผู้ต้องขังที่ป่วยโรคจิตเวชอีกด้วย ดังตัวอย่างเรื่องราวที่นำมาเล่าสู่กันฟังดังนี้

เรื่องที่หนึ่ง ผู้ต้องขัง ชาย อายุ ๓๘ ปี มีคดีฆ่าบุพการี ป่วยด้วยโรคจิตเภทนานประมาณเกือบยี่สิบปีก่อนก่อคดี เป็นผู้ป่วยเรื้อรังที่ตอบสนองการรักษาในระดับที่ทำให้ไม่มีพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงแต่ยังพูดออกนอกเรื่องและมีความคิดหลงผิดแบบแปลกประหลาด ไม่สามารถต่อสู้คดีในชั้นศาลได้ มีอาการทางจิตรุนแรงขึ้นและร่างกายสกปรกผ่ายผอม เมื่อจำหน่ายไปรับการรักษาต่อในเรือนจำ หลังจากที่ครอบครัวได้รับความรู้และถ่ายทอดทักษะในการดูแลผู้ป่วยแล้วมีความประสงค์จะรับไปดูแล แต่เนื่องจากศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์จึงได้ทำหนังสือแจ้งให้ศาลทราบถึงการดำเนินโรค การพยากรณ์โรค ตลอดจนผลเสียของการที่ผู้ป่วยได้รับจากการใช้ชีวิตในเรือนจำซึ่งอาจจะต้องอยู่อย่างขาดคุณภาพชีวิตในเรือนจำไปจนหมดอายุความ(ในกรณีนี้มีอายุความยี่สิบปีนับแต่วันที่ฟ้องคดี)เนื่องจากพิจารณาแล้วผู้ป่วยมีความผิดปกติรุนแรง เรื้อรังถึงขั้นวิกลจริต ไม่สามารถต่อสู้คดีได้ ศาลจึงจำหน่ายคดีชั่วคราว สภาพของผู้ดูแลส่งให้แก่ศาลศาลมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ครอบครัวรับไปดูแล สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์จึงได้ขออนุญาตผู้ดูแลของผู้ป่วยในการถ่ายวีดีทัศน์สภาพจิตของผู้ป่วยเพื่อให้ศาลได้เห็นภาพของผู้ป่วยและผู้ดูแลซึ่งน่าจะทำให้เกิดความเข้าใจมากกว่าได้รับทราบข้อมูลที่เป็นลายลักษณ์อักษร อีกทั้งได้แนะนำให้ญาติได้ปรึกษากับทนายเพื่อดำเนินการขอศาลพิจารณาให้ผู้ป่วยได้รับการประกันตัว ศาลยังไม่ได้พิจารณาให้ประกันตัว แนวทางปฏิบัติต่อไป คือ ทนายความของผู้ดูแลยื่นเรื่องขอให้ศาลอุทธรณ์พิจารณา กรณีนี้น่าจะเป็นกรณีศึกษาของเครือข่ายสมาคมที่เป็นปากเป็นเสียงของผู้มีความผิดปกติทางจิต
เรื่องที่สอง ผู้ตัองขัง ชาย อายุ ๔๔ ปี มีคดีลักทรัพย์ในเวลากลางคืน ศาลส่งให้ตรวจว่าวิกลจริตหรือไม่ ต่อสู้คดีได้หรือไม่ พบว่าผู้ป่วยมีอาการพูดจาสับสน ไม่สามารถให้ข้อมูลความเจ็บป่วยของตนเองได้ ให้ข้อมูลเกี่ยวกับครอบครัวได้บ้าง แต่ไม่สามารถติดต่อครอบครัวได้ เมื่อได้ติดตามการดำเนินโรคของผู้ต้องขังต่อในเรือนจำ พบว่าผู้ป่วยผอมลงมาก ท้องเสีย ยังมีอาการหูแว่ว พูดพึมพำคนเดียว ไม่สามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมคดีได้ ทีมสหวิชาชีพของสถาบันกัลยาณ์ได้ปรึกษากับเจ้าหน้าที่ของเรือนจำเพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการตรวจวินิจฉัยและหาสาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยผ่ายผอมลงไปอย่างมาก มีหิดตามง่ามมือง่ามเท้า รวมทั้งได้พยายามติดตามและติดต่อกับญาติ โดยประสานกับทางเรือนจำนำผู้ป่วยมาตรวจที่สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์และได้พบกับญาติ จากนั้นได้ทำรายงานแจ้งข้อมูลความเจ็บป่วย ข้อมูลของครอบครัวผู้รับดูแลรวมทั้งภาพถ่ายสภาพของผู้ป่วยและญาติให้ศาลทราบ พร้อมความเห็นถึงประโยชน์และความจำเป็นที่ผู้ป่วยจะได้รับจากการได้อยู่กับครอบครัวทั้งในด้านการบำบัดรักษาและการกระตุ้นความสามารถในการต่อสู้คดี (มีภาพประกอบแนบท้าย) ศาลได้ออกหมายนัดพร้อมเพื่อสอบถามอัยการ และผู้ดูแลผู้ป่วย กำหนดวันนัดพร้อมหลังจากสถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์มีหนังสือถึงศาลนานสี่เดือน ปัจจุบันศาลได้มีคำสั่งให้จำหน่ายผู้ป่วยออกจากเรือนจำและรับการรักษาต่อเนื่องโดยอยู่ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดของครอบครัว
เรื่องที่สาม ผู้ต้องขัง ชาย อายุ ๓๙ ปี มีคดีฆ่า(พี่ชาย) ได้รับการตรวจสภาพจิตครั้งแรกในเรือนจำโดยเจ้าหน้าที่เรือนจำส่งตรวจ พบว่าเป็นผู้ป่วยโรคจิตที่มีอาการมาประมาณสิบห้าปีก่อนก่อคดี จากการประเมินพบข้อมูลที่เชื่อได้ว่าการกระทำความผิดเป็นผลจากอาการโรคจิตกำเริบ สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์จึงประสานแจ้งข้อมูลความเจ็บป่วยและความจำเป็นต้องได้รับการบำบัดรักษาจากทีมสหวิชาชีพจิตเวชจนกว่าจะต่อสู้คดีได้ ศาลได้ส่งผู้ป่วยมาบำบัดรักษา นอกจากนี้ยังได้แนะนำให้ครอบครัวซึ่งไม่มีความรู้เกี่ยวกับการพิจารณาคดีในชั้นศาลได้ทราบถึงความสำคัญของการติดต่อหาทนายเพื่อให้เป็นตัวแทนในการนำสืบพยานฝ่ายจำเลย การให้ข้อมูลแก่ศาลถึงความเจ็บป่วยทางจิตของผู้ป่วยเพื่อให้ศาลได้พิจารณาตัดสินด้วยความเป็นธรรม อีกทั้งได้เยียวยาบำบัดจิตใจของทั้งผู้ป่วยและครอบครัวที่ได้รับความกระทบกระเทือนจากอาการทางจิตที่กำเริบของผู้ป่วย ปัจจุบันผู้ป่วยมาติดตามการรักษาอย่างสม่ำเสมอ ช่วยงานทางบ้านได้ หลังจากที่ศาลพิพากษาให้ลดโทษ ให้มีการรักษาและใช้มาตรการคุมประพฤติร่วมด้วย
การพิทักษ์สิทธิของผู้ต้องขังที่ป่วยด้วยโรคจิตเวชเป็นงานที่ต้องอาศัยแรงบันดาลใจ ความรัก ความมุ่งมาดปรารถนาและความอดทนอย่างมากของผู้ที่เกี่ยวข้องซึ่งต้องการเห็นผู้ป่วยได้รับการปฏิบัติอย่างมีศักดิ์ศรี เนื่องจากมี “รอยตะเข็บ” ที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของผู้บำบัดรักษา โดยเฉพาะขั้นตอนในการพิจารณาของศาลใช้เวลานานและให้ความสำคัญกับตัวบทกฎหมายมากด้วยว่ายังขาดความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับความเจ็บป่วยทางจิตเวชและวิธีการดูแล ผู้บำบัดรักษามีความสำคัญในการมีบทบาทเป็นปากเป็นเสียงให้แก่ผู้ป่วยคดี โดยที่ยังคงต้องรักษาความเป็นกลางในฐานะพยานผู้เชี่ยวชาญให้ได้ โดยต้องให้ความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ผู้ดูแล สามารถทำให้ผู้ดูแลมีความเข้มแข็งและมีส่วนร่วมในการพิทักษ์สิทธิของผู้ป่วย รวมทั้งเป็นการเปิดทางให้ผู้ดูแลสามารถเข้าถึงเครือข่ายของผู้ดูแลด้วยกันเองได้ ต้องมีการทำงานเป็นทีม มีการประสานงาน สื่อสารความรู้ ความเข้าใจให้กับเครือข่ายผู้เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกับกระบวนการยุติธรรมซึ่งมีมโนทัศน์และประสบการณ์ที่แตกต่างกับผู้ป่วย ผู้ดูแลและผู้บำบัดรักษา
การช่วยเหลือให้ผู้ป่วยจิตเวชที่เคยกระทำความผิดได้รับความเป็นธรรมและได้ตระหนักถึงความรับผิดชอบในการดูแลตนเองเป็นการทำให้ผู้ป่วยได้ใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าในสังคมเช่นเดียวกับคนปกติทั่วไป

Leave a Reply