subscribe: Posts | Comments

เข็มบ่งเสี้ยน

1 comment
เข็มบ่งเสี้ยน

โดย… พญ.สมรัก ชูวานิชวงศ์

กลางปีที่แล้วดิฉันมีโอกาสได้ดูแลผู้ป่วยหญิงคนหนึ่งที่พยายามฆ่าตัวตายมาหลายครั้ง วันที่มาถึงโรงพยาบาลเธอก็ยังคงตั้งใจที่จะลงมืออีกครั้ง แต่ทั้งเพื่อนและสามีของเธอเห็นพ้องต้องกันว่าควรให้เธอได้รับการรักษากับผู้เชี่ยวชาญ โดยมีเหตุผลปลอบใจว่า คนที่เป็นมะเร็งก็ไปสถาบันมะเร็งเพราะเชี่ยวชาญด้านโรคมะเร็ง นี่เป็นปัญหาทางจิตก็ต้องมาที่ที่มีความเชี่ยวชาญทางจิต ไม่มีอะไรเสียหาย (แม้จะคือโรงพยาบาลศรีธัญญาก็ตาม)
ที่ห้องตรวจผู้ป่วยนอก การซักประวัติตรวจวินิจฉัยและสั่งการรักษาต้องทำอย่างรวดเร็ว เพราะมีผู้ป่วยรออีกจำนวนมาก ดิฉันได้ข้อมูลเพียงคร่าวๆว่า เธอพยายามจะฆ่าตัวตาย ไม่มีหนทางอื่นที่จะมั่นใจได้ว่าเธอจะปลอดภัย นอกจากให้เธออยู่โรงพยาบาล ดิฉันขอความเห็นชอบจากสามีของเธอเพื่อยินยอมให้รักษาด้วยไฟฟ้า การรักษาด้วยไฟฟ้ามักจะเป็นการรักษาวิธีต้นๆที่ จิตแพทย์จะนึกถึง เมื่อผู้ป่วยมีความเสี่ยงสูงที่จะทำอันตรายตนเอง
วันรุ่งขึ้นดิฉันเข้าไปเยี่ยมเธอ เพื่อประเมินอีกครั้งว่าจะยืนยันรักษาด้วยไฟฟ้า หรือให้การรักษาแบบอื่นที่เป็นประโยชน์กว่า การที่ใครสักคนคิดและพยายามฆ่าตัวตายมาหลายครั้งหลายครา ถ้าไม่ใช่กลุ่มที่มีปัญหาบุคลิกภาพแบบก้ำกึ่ง (Borderline personality disorder) ก็น่าจะมีปัญหาที่ฝังซ่อนอยู่ลึก ซึ่งดิฉันเปรียบว่าเป็นเสี้ยนใหญ่ฝังลึก จึงทำให้ชีวิตเจ็บปวดอยู่เรื่อยๆ เมื่อมีความเจ็บปวดภายในที่ถูกซ่อนมิดจากจิตสำนึก การแสดงออกของพฤติกรรม อารมณ์ การตัดสินใจ จึงมักไม่สอดคล้องกับบริบท สามีของเธอรักเธอมาก แต่กลับเป็นคนที่เธอคิดว่าไม่เข้าใจเธอเอาเสียเลย โดยเฉพาะเวลาที่เขาพยายามพร่ำบอกไม่ให้เธอคิดฆ่าตัวตายครั้งแล้วครั้งเล่า หลังจากที่เธอได้นอนพักมาหนึ่งคืนเธอได้บอกเล่าว่า มีเสียงผู้ชายมาบอกให้เธอฆ่าตัวตาย เธอรู้สึกตัวดี ทุกข์มาก อยากรักษา อยากหาย นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ดิฉันสัมผัสได้ถึงความปรารถนาที่มีความมุ่งมั่นว่าเธอยินดีจะร่วมมือกับดิฉันเพื่อรักษาเธอ ไม่ให้เธอมีความคิดแบบนี้ เพราะเธอรับรู้ว่าในความเป็นจริงเธอมีสิ่งดี ผู้คนรอบข้างดีต่อเธอมาก ดิฉันจึงเปลี่ยนใจจากการรักษาด้วยไฟฟ้าเป็นเลือกการทำจิตบำบัดที่หอผู้ป่วยใน ณ ตอนนั้นเลย
เธอเป็นคนนำดิฉันไปสู่จุดที่เจ็บปวดที่สุดในชีวิตของเธอด้วยการร่ำไห้พร้อมๆกับกับ พรั่งพรูเรื่องราวต่างๆออกมาว่า เธอเห็นภาพพ่อของเธอฆ่าตัวตายต่อหน้าต่อตาเธอ ขณะที่เธออายุเพียง 8 ขวบ วิ่งเข้าไปในบ้านเพื่อเข้าห้องน้ำ พ่อเข้ามาทัก แต่เธอก็รีบร้อนมาก เพราะจะออกไปเที่ยวงานลอยกระทงกับเพื่อนๆ เมื่อทำธุระในห้องน้ำเสร็จเปิดประตูออกมา ก็เห็นภาพพ่อตาย ต่อหน้าต่อตา เธอร้องไห้โฮ คร่ำครวญว่า “ทำไมพ่อจึงทำอย่างนั้น?” “พ่อไม่รักหนูหรือ?” ภาพนั้นผุดขึ้นมาเหมือนเหตุการณ์เพิ่งเกิดขึ้น ความสงสัยคับข้องใจทำให้เธออยากฆ่าตัวตายตามพ่อ ครั้งนี้เธอวางแผนเตรียมอุปกรณ์ทุกอย่าง ไปเปิดห้องน้ำที่โรงแรม เพื่อลูกจะไม่เห็นภาพของเธอเหมือนที่เธอเห็นภาพพ่อ ดิฉันได้ใช้เวลากับเธอให้เธออยู่กับความโศกเศร้าที่สูญเสียคุณพ่อแล้วค่อยๆแยกชีวิตเธอออกมาจากพ่อให้ได้จนเธอตัดสินใจเลือกที่จะมีชีวิตกับครอบครัวปัจจุบัน
หลังการพูดคุย ครั้งที่หนึ่งนี้เธอขอกลับบ้านไปอยู่กับครอบครัว ดิฉันเห็นความจริงใจที่เธอเลือกที่จะมีชีวิตอยู่ ดิฉันจึงงดการรักษาด้วยไฟฟ้า อนุญาตให้เธอกลับบ้าน แล้วนัดมาคุยกันต่อเพื่อจะแยงเอาเสี้ยนใหญ่ที่อยู่ลึกนี้ออกมาให้หมดเกลี้ยง
สัปดาห์ต่อมาเธอมาตามนัด แต่ดูเหมือนไม่พร้อมให้ดิฉันแตะแผลเก่า ดิฉันจึงเลือกทำงานกับเธอและสามีเพื่อกระชับความสัมพันธ์สามี-ภรรยาไปก่อน ทิ้งช่วงไปเดือนกว่าๆ อารมณ์หงุดหงิดไม่มีความสุข ก็ฟื้นกลับมา ซึ่งนั่นเป็นสัญญาณบอกว่าการบ่งเสี้ยนรอบที่ 1 ยังไม่หลุดเกลี้ยง ลูกๆของเธอก็ติดแจ คอยอยู่ใกล้ๆ กำชับเธออยู่เรื่อยๆไม่ให้แม่ฆ่าตัวตายอีก เธอรู้สึกสงสารลูกมาก ดังนั้นจึงเป็นโอกาสอีกครั้งที่เธอจะยอมเจ็บปวดทางจิตใจเพื่อผ่านการบ่งเสี้ยนใหญ่ให้สำเร็จ
เมื่ออยู่ที่จุดความเจ็บปวดนี้ ภาพของพ่อที่ติดตาเธอก็จะปรากฏชัด ครั้งนี้เธอพบว่าเธอมีความเคียดแค้นที่พ่อเลือกการทำแบบนั้น นอกจากนั้นความรู้สึกผิดของเธอก็ผุดขึ้นมาฟ้องว่าเธอห่วงแต่เล่น น่าจะสนใจคำทักทายของพ่อ ไม่เช่นนั้นเหตุการณ์แบบนั้นจะไม่เกิดขึ้น “หนูมันไม่ดี” เป็นคำต่อว่าต่อขานตัวเอง ทำให้เธอเชื่อไปว่าเธอเป็นคนไม่ดี จึงไม่สามารถเป็นแม่ที่ดีได้ จึงสมควรตายตามพ่อไป เมื่อความรู้สึกรุนแรงเหล่านี้ปรากฏขึ้น ดิฉันอยู่กับเธออย่างสงบ อ่อนโยน และมั่นคง คอยส่งผ่านพลังเพื่อให้เธอระลึกถึงความตั้งใจที่เธอได้เลือกที่จะมีชีวิตอยู่กับครอบครัว เมื่อความรู้สึกรุนแรงเหล่านั้นได้ถูกปลดปล่อยออกมา เธอก็สามารถเปิดรับความรัก ความห่วงใยของลูกๆ และเข้าไปสัมผัสถึงความรักของเธอเองที่มีต่อลูกๆ และในที่สุดเธอก็สามารถเชื่อมโยงกับพ่อของเธอที่เธอรับรู้ได้ว่าพ่อมีปัญหากับแม่ พ่อมีความทุกข์ เธอสามารถยอมรับที่พ่อได้เลือกหนทางนั้นด้วยความเข้าใจในข้อจำกัดของพ่อ ในที่สุดเธอได้อภัยให้พ่อของเธอ ยอมให้วิญญาณของพ่อไปจากเธอ และปลดทิ้งความคาดหวังของเธอที่เคยยึดไว้ว่าพ่อไม่ควรฆ่าตัวตาย หลังจากนั้นภาพของส่วนชีวิตดีๆที่ดำเนินไปหลังจากการสูญเสียพ่อก็ได้ปรากฏขึ้น เธอได้รับความรัก การดูแล การสนับสนุนอย่างดีจากคุณปู่ ซึ่งเป็นคุณครูที่มีวิธีการสอนให้เธอรู้จักดำเนินชีวิตอย่างยอดเยี่ยม คุณปู่ยอมรับเธอให้เธอมีอิสระในการเรียนรู้ชีวิต แม้บางครั้งเธอหนีเรียนไปเล่นสเก็ต คุณปู่ก็ช่วยแก้ปัญหาให้อย่างกล้าหาญ นอกจากนี้เธอยังเห็นความรักของสามี ความน่ารักของลูกๆ สุดท้ายเธอสัมผัสได้ถึงความรักของเธอเองที่สามารถรักตัวเอง มองเห็นว่าชีวิตของเธอนั้นมีค่ามาก
เธอยังคงมาพบดิฉันตามนัดอีก เธอเล่าให้ฟังว่าเธอได้ทดลองถามลูกว่า “มีแม่ที่แย่ กับไม่มีแม่ ลูกจะเลือกอันไหน?” ลูกบอกว่า “มีแม่ที่แย่ดีกว่าไม่มี” ทุกวันนี้เธอเลิกคิดว่าตนเองแย่ แต่ตั้งใจเป็นทั้งแม่และภรรยาที่มีความหมายต่อคนรอบข้างที่เธอรัก
ครั้งนี้ดิฉันได้บทเรียนว่า ชีวิตหนึ่งมีผลต่ออีกชีวิตมาก หากเราช่วยกู้ได้หนึ่งชีวิตก็จะมี อานิสงค์ไปสู่อีกหลายชีวิต คุ้มค่ามากที่ได้เข้าไปประเมินปัญหาผู้ป่วยซ้ำ และที่สำคัญยิ่งคือได้ลงทุนเรียนรู้ ฝึกฝนการทำจิตบำบัดโดยมีครูมาหลายปี จึงทำได้และทำเป็น

  1. บทความนี้อ่านแล้วมีประโยชน์มากครับ แต่ผมสงสัยว่าการทำจิตบำบัดซึ่งผมเองก็ไม่ทราบวิธีการนั้นทำไมจึงจะสามารถดึงปมลึกที่อยู่ในใจให้ออกมาเห็นชัดและวิเคราะห์อย่างต่อเนื่องได้จนสามารถทำให้ปมเหล่านั้นหายออกไปจากจิตใจได้ และผมสามารถที่จะค้นหาปมในใจด้วยตนเองและทำการรักษาเองได้หรือไม่ครับ?
    ผมเป็นโรคซึมเศร้ามา 4 ปี และอาการกำเริบเกือบทุกปี รวม 3 ครั้งและทุกครั้งจะทุกข์ทรมานมากในระหว่างกินยาจนกระทั่งกลับมาเป็นปกติซึ่งครั้งหลังนี้จะใช้เวลาร่วม 3 สัปดาห์จึงจะเริ่มดีครับ ไม่ทราบว่าจะมีปมในใจซึ่งหาไม่พบหรือไม่ครับ?
    ขอคำชี้แนะด้วยครับ…ขอบคุณครับ

Leave a Reply