ดับความแรงของขิงและข่าด้วย….การพิสูจน์ความจริง
พ.ญ.ดวงตา ไกรภัสสร์พงษ์
สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์
แก้วเป็น ลูกคนที่ ๓ ในจำนวนพี่น้อง ๗ คน เมื่ออายุ ๖ ขวบ นั่งหลับแล้วตกจากเก้าอี้ศีรษะกระแทกพื้น หลังจากนั้นมีอาการชักแขนขาเกร็ง น้ำลายฟูมปากเรื่อยมา พ่อแม่รักษาเองโดยให้กินยาสมุนไพรจากประเทศจีน แก้วยังคงชักเป็นระยะ ๆ เรื่อยมา พ่อแม่ไม่เคยพาไปรักษากับหมอคนใด ผลการเรียนของแก้วไม่ดี สอบตกซ้ำชั้น เมื่อเรียนจบประถมศึกษาปีที่ ๖ จึงออกจากโรงเรียนมาทำของเล่นส่งขายที่ตลาด
เมื่อเข้าสู่วัยรุ่น แก้วมีอารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย เศร้า เบื่อหน่าย ทะเลาะกับแม่ มองว่าตนเองเป็นคนไร้ค่า ด้อยกว่าพี่น้องทุกคน น้อยใจว่าแม่รักลูกไม่เท่ากัน ตัดสินใจกินยาฆ่าแมลงเมื่ออายุ ๑๓ ปี แก้วเริ่มไปทำงานเป็นพนักงานขายของในห้างสรรพสินค้าตั้งแต่อายุ ๑๗ ปี แก้วทำงานแต่ละแห่งได้ไม่ถึงปีก็ต้องเปลี่ยนที่ทำงานเนื่องจากขัดแย้งกับ เพื่อนร่วมงาน หัวหน้างาน บางครั้งทะเลาะกันจนถูกเพื่อนร่วมงานรุมทำร้าย แก้วได้แต่งงานและอยู่กินกับชัยตั้งแต่อายุ ๒๒ ปี ชัยรู้ว่าแก้วป่วยเป็นลมชักครั้งแรกพบว่าแก้วแขนขาเกร็งกระตุกทั้งตัว น้ำลายฟูมปากในขณะที่แก้วนอนหลับ หลังจากนั้นชัยจึงเริ่มสังเกตว่าแก้วมีอาการเหม่อลอย กำมือ ใบหน้าสั่น ถามตอบไม่รู้เรื่อง พูดคนเดียว เป็นช่วงสั้น ๆ ๒-๓ นาที เมื่อสอบถามก็จำเหตุการณ์ไม่ได้ บางครั้งก็มีอาการชักในช่วงกลางวันด้วย แก้วมีอาการเวียนศีรษะหลังชัก มีอารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย ก้าวร้าว ทะเลาะกับทุกคนไม่ว่าจะเป็นชัย เพื่อนบ้าน และเริ่มทุบตีลูกสาว ชัยได้พาแก้วไปรักษาโรคลมชักที่โรงพยาบาล แพทย์ส่งตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง พบว่ามีความผิดปกติ ได้ให้ยากันชักมากิน อาการทุเลาบ้าง จึงไม่ได้ไปรับการรักษาต่อเนื่อง ในช่วงเวลาดังกล่าวแก้วมีปัญหาทางอารมณ์อย่างมาก มีเรื่องทะเลาะกับเพื่อนบ้านและคนในชุมชนเสมอ มีความคิดระแวงว่าคนอื่นนินทาตนเอง ด่าเพื่อนบ้าน สับสนในคำพูดของคนอื่น คิดว่าตนเองทำอะไรเพื่อนบ้านก็รู้ไปหมด คิดว่าเพื่อนบ้านมาแอบดูตนเอง ได้ยินเสียงเพื่อนบ้านด่าแล้วแก้วก็ด่าตอบ ด่าแม้กระทั่งคนที่เดินผ่านหน้าบ้าน แก้วสามารถด่าได้เป็นวัน ๆ เวลาที่กระทบกระทั่งทางอารมณ์กับคนในชุมชน แก้วก็จุดธูปด่าแช่งตอบด้วยความแค้น พร้อมทั้งเผาพริกเผาเกลือ ขว้างปาขวดใส่เพื่อนบ้านเวลาที่ได้ยินเสียงเพื่อนบ้านร้องเฮ อารมณ์ร้อนแรงของแก้วเกิดขึ้นกับคนไม่เลือกชนชั้น วรรณะ กับคนในบ้านของตนเองก็ไม่เว้น ทะเลาะกับชัย ทุบตีลูกสาวอย่างรุนแรง เมื่อรู้ตัวก็นั่งร้องไห้เสียใจ ผลของอารมณ์และพฤติกรรมที่รุนแรงของแก้วมิเพียงแต่ทำให้แก้วถูกเพื่อนบ้าน รุมทำร้าย ชัยก็ถูกร่างแหไปด้วย ครอบครัวไม่สามารถกู้เงินจากกองทุนหมู่บ้าน ลูกสาวก็ถูกเพื่อนล้อเลียนว่ามีแม่เป็นบ้า ผู้ใหญ่บ้านเคยบังคับให้แก้วย้ายลูกสาวออกไปเรียนที่อื่นโดยบอกว่าหากไม่ ย้ายไป เด็กในหมู่บ้านก็จะไม่ไปเรียนที่โรงเรียนนั้น สุดท้ายแก้วก็ต้องย้ายลูกสาวไปเรียนที่อื่น นอกจากนี้ผู้นำชุมชนและคนในชุมชนยังรวบรวมรายชื่อเพื่อขับไล่แก้วและครอบ ครัวออกจากชุมชน
ตั้งแต่เด็กมาแล้วที่แก้วถูกลงโทษด้วยวิธีดุด่าและ ตีจากมารดาเป็นประจำในขณะที่พี่น้องคนอื่น ๆ ไม่เป็นเช่นนั้น แก้วจึงมักโต้เถียงและด่ากลับตอบเป็นประจำ พี่น้องคนอื่น ๆ ก็ไม่ยุ่งเกี่ยวด้วย ยามที่แก้วขัดสนเรื่องการเงิน เคยขอพาครอบครัวมาขออาศัยบ้านพ่อแม่ กลับถูกแม่ด่าว่าเป็น “ตัวซวย” มีปากเสียงกัน แก้วถูกพี่ชายทุบตีเตะต่อย จนแก้วและครอบครัวเข้าบ้านไม่ได้
เมื่อ แก้วมีเรื่องกับเพื่อนบ้านและคนในชุมชน ก็ย่อมต้องมีเรื่องถึงโรงพักเป็นธรรมดา แก้วเคยแจ้งความในฐานะผู้เสียหาย ๓ ครั้ง ทั้งหมดเป็นความเกี่ยวข้องกับการถูกทำร้าย คดีความครั้งแรกนั้นเรื่องไม่ถึงศาล แต่แก้วก็ไม่ได้รับค่าเสียหาย ผู้ต้องหาก็ไม่ได้ถูกดำเนินคดี อัยการมีความเห็นว่าควรสั่งฟ้องแก้ว และเห็นควรสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหา สำหรับเรื่องที่สองนั้น ตำรวจไม่รับแจ้งความ ส่วนเรื่องที่สาม ศาลตัดสินให้ปรับจำเลยและรอลงอาญา แก้วเองก็ตกเป็นผู้ต้องหาเช่นกัน เมื่อแก้วทำร้ายร่างกายผู้กล่าวหาที่เมาสุราแล้วมักจะมายืนปัสสาวะหน้าบ้าน แก้ว กรณีนี้ตำรวจไม่ดำเนินคดีแก้ว แก้วถูกศาลตัดสินปรับ ๑,๕๐๐ บาทจากคดีบุกรุกเคหสถานผู้อื่นและวางเพลิงเผาทรัพย์ผู้อื่นเมื่อเดือน กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๐ ต่อมาในเดือนตุลาคมปีเดียวกัน ศาลชั้นต้นได้พิพากษาให้ลงโทษจำคุกแก้วมีกำหนด ๔ เดือนและปรับ ๒,๐๐๐ บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด ๑ ปี ในความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่น และภายในเวลาที่รอการลงโทษนี้เองแก้วได้ตกเป็นจำเลยฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงาน ทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานโดยที่แก้วถ่มน้ำลายใส่ศีรษะ กระชากคอเสื้อและใช้เล็บจิกที่หลังมือผู้เสียหายซึ่งกำลังปฏิบัติหน้าที่ เป็นเจ้าพนักงานผู้ดำเนินการเลือกตั้งและประจำหน่วยเลือกตั้ง เหตุเกิดเมื่อเดือนมกราคม ๒๕๕๑ ศาลชั้นต้นพิพากษาเมื่อกันยายน ๒๕๕๑ ตัดสินให้จำคุก ๔ เดือน บวกโทษจำคุก ๔ เดือนที่รอการลงโทษไว้ก่อนหน้านี้ รวมเป็นจำคุก ๘ เดือน คดีนี้แก้วยื่นอุทธรณ์ ในเดือนเมษายน ๒๕๕๑ ตำรวจได้ดำเนินคดีแก้วในความผิดฐานทำให้เสื่อมเสียเสรีภาพโดยมีอาวุธ หน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นหรือทำให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพ ดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่และทำให้เสียทรัพย์ เนื่องจากว่าแก้วได้เรียกให้ผู้เสียหายซึ่งขี่รถมอเตอร์ไซค์เร่ขายไอศกรีม จอดรถแล้วดึงคอผู้เสียหาย แล้วใช้อาวุธมีดปังตอที่เหน็บไว้ข้างหลังขู่ผู้เสียหายบังคับให้โทรศัพท์ แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจและตามผู้ใหญ่บ้านมา เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจมาถึงที่เกิดเหตุ แก้วด่าเจ้าหน้าที่อย่างเสีย ๆ หาย ๆ และได้อาละวาดขว้างปาทุบทำลายข้าวของในห้องควบคุม จากคดีนี้เองที่ทนายของแก้วได้ยื่นเรื่องขอให้แก้วได้รับการตรวจวินิจฉัยโรค โดยละเอียดและขอผลการตรวจเป็นหนังสือเพื่อเสนอต่อศาล
มีการรวบรวม ข้อมูลประวัติความเจ็บป่วยของแก้ว รวมทั้งประวัติที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ในวัยเด็กจนกระทั่งที่เกี่ยวข้องกับคดี ต่าง ๆ จากบุคคลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมทั้งการตรวจสภาพจิต การทดสอบทางจิตวิทยา ได้ข้อสรุปว่าแก้วป่วยเป็นโรคลมชัก มีความบกพร่องในการควบคุมอารมณ์และพฤติกรรม มีอาการของโรคจิตร่วมด้วย มีความคิดและการตัดสินใจบกพร่อง ไม่สามารถควบคุมตนเองได้ ขาดความรู้ผิดชอบชั่วดี เนื่องจากเป็นผลของโรคจิตและจิตฟั่นเฟือน เห็นควรต้องได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่องและควรให้การศึกษาแก่ชุมชนเพื่อลด การกระตุ้นอารมณ์ ทนายความของแก้วได้นำรายงานการตรวจวินิจฉัยและความเห็นทางการแพทย์ยื่นต่อ ศาลทั้งคดีที่ยังอยู่ในศาลชั้นต้นและคดีที่ยื่นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ได้นำหลักฐานทางการแพทย์ประกอบในการพิพากษา มีความเห็นว่าการกระทำความผิดของแก้วมีผลจากอาการทางจิตด้วย การลงโทษจำคุกจำเลยไม่เป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยรวมและน่าจะทำให้แก้วมีอาการ ทางจิตเลวร้ายลง จึงสมควรรอการลงโทษ เพื่อให้แก้วมีโอกาสได้อยู่กับครอบครัวและไปรับการบำบัดรักษาความบกพร่องทาง จิตต่อไป โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด ๑ ปี ให้แก้วไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติรวม ๖ ครั้ง และให้ไปรับการรักษาตามที่แพทย์นัดอย่างต่อเนื่องเป็นระยะ ๆ อย่างน้อย ๑ ปี คดีที่อยู่ในศาลชั้นต้นยังอยู่ในระหว่างการพิจารณา
หลังจากที่ แก้วได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่องโดยมีการปรับแผนการรักษาแล้ว แก้วมีอาการสงบลงมาก ไม่มีความคิดว่าเพื่อนบ้านมาแกล้ง เสียงต่าง ๆ ที่เคยรบกวนก็หายไป ไม่มีเรื่องราวทะเลาะวิวาทกับคนในชุมชน การดับความร้อนแรงของ “ขิงและข่า” มีจุดเริ่มต้นจากการยื่นมือขอพิสูจน์ความเป็นธรรมจากทนายของแก้วโดยแท้













