subscribe: Posts | Comments

สังคมจิตเวช ด้วยพระเมตตา”สมเด็จพระพี่นางฯ”

0 comments
สังคมจิตเวช ด้วยพระเมตตา”สมเด็จพระพี่นางฯ”

ด้วยพระเมตตา”สมเด็จพระพี่นางฯ” ลดตราบาป-สร้างสรรค์สังคมจิตเวช

โดย   สุปราณี

“ การพระราชทานนามชื่อสถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ ในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ครั้งนั้นส่งผลต่อขวัญกำลังใจของแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่สถาบันกัลยาณ์ฯเป็นอย่างมาก  นับเป็นพระเมตตาอย่างหาที่สุดมิได้ พวกเรารู้สึกว่า พระองค์ทรงเห็นความสำคัญของงานนิติจิตเวช พระองค์ทรงปรารภด้วยว่า อยากให้ช่วยกันดูแลสภาพจิตใจของประชาชนที่อยู่ในภาวะวิกฤต เมื่อมีกำลังใจทำงาน ก็มีประสิทธิภาพมากขึ้น กระบวนทัศน์ในการทำงานก็เปลี่ยนไป จากเดิมทำงานเชิงรับก็เปลี่ยนเป็นงานเชิงรุกมากขึ้น”
นี่คือถ้อยคำที่เอ่ยจากปากของรองผู้อำนวยการสถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์  พญ.ดวงตา ไกรภัสสร์พงษ์ ซึ่งเป็นจิตแพทย์นิติจิตเวช ผู้มีประสบการณ์ 16 ปีเกี่ยวข้องกับผู้กระทำความผิดคดีอาญาที่มีความผิดปกติทางจิต และต้องเจ็บปวดทุกขเวทนากับตราบาป(Stigma)ที่สังคมประทับตราให้  และตัวผู้ป่วยเองเมื่อรู้ตัวก็ต้องติดคุกตราบาปนี้

“ตอนที่เปลี่ยนชื่อเป็นสถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ คนกล้ามาใช้บริการเพิ่มมากขึ้น  เพราะชาวบ้านทั่วไปจะบอกว่า เป็นโรงพยาบาลพระพี่นาง ก็รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้เป็นพลเมืองชั้นสอง แต่เป็นโรงพยาบาลที่แม้แต่พระพี่นางยังทรงอุปถัมภ์ ประทานชื่อให้ พวกเขาคือคนไข้ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ซึ่งส่งผลให้ลดตราบาป หรือลดกำแพงที่จะกั้นไม่ได้คนเข้าถึงบริการลง อันนี้เห็นผลชัดเจนเลย” พญ.ดวงตา รองผอ.สถาบันฯเล่าให้ฟัง

“สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์”แต่เดิมนั้นชื่อ “โรงพยาบาลนิติจิตเวช ” ซึ่งก่อตั้งมาในปี 2510 ทำหน้าที่รักษาผู้ป่วยที่ไปก่อคดี ขณะเดียวกันก็วินิจฉัยอาการของผู้ต้องหาว่า ทำไปเพราะมีอาการผิดปกติทางจิตหรือไม่?  ต่อมาเกิดภาวะวิกฤตทางสังคม มีคดีจับตัวประกันเกิดขึ้นหลายครั้ง เช่น เหตุจากผู้เสพยาบ้าที่เกิดคุ้มคลั่งจับเด็กหรือผู้หญิงเป็นตัวประกัน  ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงขอความร่วมมือมายังโรงพยาบาลนิติจิตเวช  ร่วมทำงานคลี่คลายเหตุการณ์ด้วย

การทำงานเพื่อช่วยเหลือตัวประกันจากภาวะวิกฤตสังคมนี้ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯทรงทราบอย่างต่อเนื่อง จากการกราบทูลของ นพ.ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งขณะนั้นเป็นอธิบดีกรมสุขภาพจิตและแพทย์อาสาของ พอ.สว.(มูลนิธิแพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี) พระองค์จึงทรงห่วยใยและโปรดให้จัดตั้งศูนย์วิกฤตสุขภาพจิต  MCC (Mental Health Crisis Center) ขึ้นเมื่อเดือนธันวาคม 2544 และต่อมาเมื่อกระทรวงสาธารณสุขมีการปรับโครงสร้างการทำงานใหม่ ได้การยกฐานะของโรงพยาบาลนิติจิตเวชขึ้นเป็นสถาบัน ทาง นพ.ปราชญ์ได้นำความขึ้นกราบทูลต่อสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ พระองค์จึงทรงประทานนามให้ใหม่ว่า “สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์”

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ทรงสนพระทัยดูแลทุกข์สุขของประชาชนทั้งทางกายและอาการป่วยทางใจของคนไทยเป็น อย่างมาก ทรงเป็นผู้วางรากฐานฐานงานสุขภาพจิตให้กับกระทรวงสาธารณสุข และดูแลผู้ป่วยจิตเวชทุกวัย  เช่น ส่วนของผู้ป่วยเด็ก ซึ่งได้ก่อตั้งโรงพยาบาลราชานุกูล โรงพยาบาลยุวประสารทไวทโยปถัมภ์ เป็นหน่วยงานดูแลปัญหาเด็กที่มีปัญหาโรคเกี่ยวกับสมอง เช่น ออทิสติก ปัญญาอ่อน ด้วย

นอกจากนี้ยังได้พระราชทานนาม”ราชนครินทร์”ต่อท้ายโรงพยาบาลจิตเวช ของกระทรวงสาธารณสุข ที่บริการจิตสังคมบำบัดรักษาผู้ป่วยจิตเวช ทั้ง 10 แห่ง ได้แก่ จังหวัดขอนแก่น นครสวรรค์ เลย นครพนม นครราชสีมา สระแก้ว ยโสธร นราธิวาส และสงขลา

พระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ  ได้นำไปสู่การพัฒนางานจิตเวชและยังได้พระราชทาน “รางวัลเจ้าฟ้าสุขภาพจิตนานาชาติ ”(Mental Health Princess Award) ส่งเสริมเป็นกำลังใจให้แก่ผู้มีผลงานด้านสุขภาพจิตดีเด่นในระดับนานาชาติ ตั้งแต่ปี 2515 จนกระทั่งถึงปัจจุบัน ซึ่งช่วยให้งานด้านสุขภาพจิตของไทยก้าวหน้าเป็นอย่างมาก

“มีอยู่ครั้งหนึ่ง ดิฉันได้มีโอกาสถวายรายงานต่อสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ซึ่งเสด็จมาเปิดงานประชุมวิชาการสุขภาพจิตนานาชาติ ซึ่งจัดขึ้นที่ประเทศไทย ดิฉันได้ถวายรายงานเกี่ยวกับการพัฒนามาตรฐานบริการนิติจิตเวช พระองค์ท่านก็ได้ทรงรับสั่งถึงความยุ่งยากซับซ้อนในการทำงาน พระองค์ท่านทรงเห็นว่าผู้ป่วยควรจะได้รับการดูแลด้วยความเข้าใจ ซึ่งดิฉันรู้สึกซาบซึ้งใจมาก เพราะพระองค์ซึ่งเป็นถึงเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน ทรงมีความเข้าใจการทำงานของข้าราชการในระดับปฏิบัติงาน การที่พระองค์ทรงปรารภถึงผู้ป่วยด้วยความเป็นห่วงเป็นใยนั้น เป็นสิ่งที่เราสามารถสัมผัสได้” พญ.ดวงตาเล่าให้ฟัง

ความยุ่งยากซับซ้อนของงานนิติจิตเวช(Forensic psychiatry) ที่มีทั้งงานเชิงตั้งรับกับเชิงรุก เพื่อป้องกันคดีที่เกิดขึ้นจากผู้ป่วยที่มีพฤติกรรมร้ายแรงที่ทำความเสียหาย ต่อตนเองและสังคม  ต้องอาศัยกระบวนการทำงานที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม ในฐานะพยาน/โจทก์/จำเลย /ผู้ต้องหา  ที่ถูกส่งตรวจวินิจฉัยทางนิติจิตเวชตามที่ตำรวจ อัยการหรือศาลสั่ง เพื่อนำผลการตรวจไปประกอบการพิจารณาคดีต่างๆ เช่น คดีอาญา คดีมรดก คดีฟ้องหย่า

“ บางคนเป็นผู้เสียหายมาขอความเห็นแพทย์ พอได้ใบรับรองแพทย์ไปแล้ว คิดว่าจะช่วยได้ มันไม่ใช่แค่นั้น แต่เป็นเรื่องการต่อสู้ในคดี ยังต้องมีกระบวนการรวบรวมหลักฐานพยาน คำให้การอื่นๆประกอบอีกมาก บางทีกระบวนการยุติธรรมยังไม่เข้าใจโรคจิตเวชก็มี ”

“พอเกิดคดีขึ้นเป็นเรื่องราวเป็นข่าว เป็นคดีบ่อยๆ แต่จำนวนที่จะได้รับการพิสูจน์มีน้อย เพราะกระบวนการยุติธรรมต้องให้อัยการหรือศาลเป็นผู้นำส่ง ขณะที่ผู้ป่วยหรือญาติเองก็ไม่รู้กฎหมายคุ้มครอง  ทนายหรือนักกฎหมายก็ยังต้องอาศัยความเข้าใจโรคจิตเวชอีกเยอะ ดังนั้นคดีบางรายจึงถูกมองไปอีกอย่างหนึ่งเลย”

“หมอได้ไปเรือนจำ ได้เห็นชีวิตเขา ไหนจะป่วย ไหนจะอยู่ในคุกและไหนจะมีข้อจำกัดในการบำบัดรักษา มันยากมากๆเลย  ไม่มีเงินประกันตัว ไม่มีใครดูใกล้ชิด บางทีถูกทำร้ายก็มี เช่นคนเป็นโรคแมเนีย หมอจึงคิดว่าเราต้องป้องกันทุกระดับ และต้องใส่ความคิดให้กับทีมผู้บำบัดรักษาและให้ความรู้เกี่ยวกับโรคจิตเวช กับ ผู้เกี่ยวข้องระดับปฏิบัติการในกระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าตำรวจ อัยการและศาล  ”

เสียงถอนใจยาวของหมอดวงตา สะท้อนถึงพันธกิจด้านนิติจิตเวชที่ต้องการการทำงานเชิงรุกมากๆ เพื่อป้องกันแนวโน้มการก่ออาชญากรรมแต่เนิ่นๆ  ตั้งแต่รับรักษาผู้ป่วยที่ญาติได้พบว่ามีความโน้มเอียงจะประกอบอาชญากรรม /,ให้ความเห็นแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจหรือฝ่ายปกครอง พร้อมทั้งแนะนำแผนการป้องกันและรักษาด้วยให้ความเห็นแก่ศาลในรายที่ผู้ป่วย ได้ประกอบอาชญากรรม และเรื่องดำเนินไปถึงขั้นศาลแล้ว วิจัยทางนิติจิตเวช โดยมีทีมที่ประกอบด้วย จิตแพทย์ นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ และนักกฎหมาย

ช่องว่างของการตีความอาการป่วย ที่แตกต่างกันอย่างมีนัยยะสำคัญระหว่างผู้เชี่ยวชาญทางโรคจิตเวชกับกระบวน การยุติธรรม ปรากฏอย่างชัดเจน อย่างเช่น หมอบอกว่าเคสนี้ ผู้ป่วยไม่รู้รับผิดชอบ เป็นโรคจิตบกพร่อง จิตฟั่นเฟือน ขณะที่ศาลอาจจะไม่ลงโทษ หรือถ้าศาลเห็นว่ารู้รับผิดชอบบ้างตามวรรค 2 ศาลก็อาจจะลดโทษลง แต่ว่าบางทีศาลไม่ส่งรักษาหรือสงสัยแล้วส่งไปให้แพทย์วินิจฉัยเอง ต้องอาศัยทนายหรืออัยการเป็นผู้ชงเรื่องให้หมอวินิจฉัย

“ เรื่อง D-Stigmaนี้ ได้เคยไปคุยกับท่านอัยการอาวุโสหลายครั้งว่า ถ้ามีการอบรมอัยการใหม่ๆ ขอให้มีหัวข้อทางนี้ด้วย แต่ขณะนี้ท่านยังไม่จัด ขณะที่ทางผู้พิพากษาท่านได้จัดอบรมเรื่องนี้ต่อเนื่องมาหลายรุ่นแล้ว อย่างไรก็ตามทางเราก็พยายามสื่อสารกับท่านผู้พิพากษา โดยเอกสารทางการแพทย์จะให้มีรายละเอียดมากขึ้น เพื่อให้ท่านเข้าใจถึงที่มาของปัญหาเป็นมา เพื่อที่ท่านจะได้ประกอบการพิจารณาคดี ที่คำนึงถึงความเจ็บป่วยมากขึ้นและผู้ป่วยได้รับการรักษา  ส่วนทางตำรวจเราเคยเสนออบรมสำหรับพนักงานสอบสวนที่นึกออกเวลามีเคสจริงๆเกิด ขณะที่กลุ่มทนายก็ยากเหมือนกัน เพราะมีบางมหาวิทยาลัยที่มีความรู้เรื่องนี้ เช่น มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีศ.แสวง ท่านอยู่กฎหมายอาญาและให้ความสนใจด้านนิติจิตเวชทำให้นักศึกษากฎหมายได้รับ รู้  ที่อื่นๆไม่แน่ใจว่ามีสอนเรื่องแบบนี้หรือเปล่า แต่มีนักศึกษากฎหมายมาเยี่ยมชมสถาบันกัลยาณ์ฯน้อยมากๆ” พญ.ดวงตาเล่าให้ฟัง

เป็นที่สงสัยว่า จะมีนักกฎหมายและนักศึกษากฎหมายสักกี่คน ที่ใส่ใจเข้าใจกับตัวบทกฎหมาย “พ.ร.บ.สุขภาพจิต พ.ศ. 2551”ที่ ผู้ป่วยจะได้รับการคุ้มครองสิทธิในการรับบริการสาธารณสุขและสังคมทัดเทียม กับผู้ป่วยทางกาย?

“พอมี พ.ร.บ.สุขภาพจิต มีวรรคหนึ่งที่กล่าวถึงภาวะที่จะมีอันตรายหรือทิ้งไว้จะเกิดอันตรายต่อสังคม แล้วกฎหมายอนุญาตนำตัวมารักษา หรือจำเป็นต้อง admit แต่ถ้ามีเตียงไม่มาก ไม่มีหมอดูแลเพียงพอ และที่สำคัญถ้างบประมาณยังเป็นอยู่อย่างนี้  เราก็คิดว่ากฎหมายจะเป็นหมันไหม?  อีกเรื่องที่อยากผลักดันมากคือเรื่องประกันสังคม ทำอย่างไรให้เกิดความเท่าเทียมกันในสิทธิรับการรักษา เพื่อความเป็นธรรม เพราะเมื่อเราอยากให้คนไข้ทำงานเลี้ยงตัวเองด้วย ทำงานทำการด้วย แล้วยังส่งเบี้ยประกันให้แก่ประกันสังคมด้วย ทำไมเขาถึงถูกกีดกัน?” พญ.ดวงตาให้ความเห็นเชิง inside-out

อนาคตกระบวนทัศน์ที่เปลี่ยนในเรื่องสิทธิผู้ป่วยและโอกาสเข้าถึงบริการ วิกฤตสุขภาพจิต  ต้องอาศัยการผลักดันร่วมมืออย่างเข้าใจโรคจิตเวชจริงจังจากทุกฝ่าย แต่ดูเหมือนพันธกิจที่ยุ่งยากซับซ้อนนี้ ท่ามกลางวิกฤตสุขภาพจิตทุกระดับ  ต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจและความเมตตา ตามรอยพระบาทและเทิดพระเกียรติในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิราชราชนครินทร์

Leave a Reply