กุสุมาลย์ สุทธิลออ แม่ดีเด่นสาขาแม่ดูแลลูกผู้ป่วยจิตเวช
โดย จันทร์เพ็ญ จีระวรารักษ์
เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม พศ.2551 เป็นวันแห่งความสุขของชาวจิตเวช เมื่อคุณกุสุมาลย์ สุทธิลออ หรือ แม่กุ ของผู้ป่วยจิตเวชและผู้ดูแล ได้รับคัดเลือกเป็นแม่ดีเด่นสาขาแม่ดูแลลูกผู้ป่วยจิตเวช และรับพระราชทานเหรียญรางวัลจากพระเจ้า วรวงศ์เธอพระองค์เจ้าศรีรัศมิ์พระวรชายา ในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช
ในวันนั้น คุณกุสุมาลย์ได้กล่าวอย่างเปิดเผยว่า”ดิฉันเป็นเพียงตัวแทนของคุณแม่คุณพ่อ ที่มีลูกป่วยเป็นโรคทางจิตเวชมารับรางวัลนี้ รางวัลนี้ขอมอบแด่คุณพ่อคุณแม่ทุกคนที่เหน็ดเหนื่อย และห่วงใยลูกๆเหมือนๆกัน”
คุณกุสุมาลย์กล่าวกับเพื่อนรักษ์สุขภาพจิตว่า”ดีใจค่ะ ที่ได้รับรางวัลนี้ และก็ภาคภูมิใจในตัวเองที่อดทนมากกับการดูแลลูก 2 คนซึ่งเป็นป่วย คนโตเป็นโรคจิตเภท คนที่สองเป็นโรคซึมเศร้า การมีลูกป่วยทำให้เราเข้าใจโรค และเข้าใจว่าเราคือใคร ต้องดูแลเขาและดูแลตัวเราเองไม่ให้ป่วยไปกับเขาด้วย เป็นประสบการณ์ที่ดีมาก ทำให้เรามีความรู้และความสามารถดูแลลูกๆของคนอื่นที่ป่วยให้หายได้ ซึ่งขณะนี้มีผู้มาขอรับบริการที่ศูนย์สายใยครอบครัวแล้วมากถึง 650 คน”
คุณกุสุมาลย์ในวัย 63 ปีนี้ ทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลศูนย์กิจกรรมสายใยครอบครัวเพื่อการฟื้นฟูผู้ป่วยจิตเวช ทั้งในและนอกโรงพยาบาลศรีธัญญา เป็นศูนย์กลางวันเพื่อรองรับผู้ป่วยที่อาการสงบแล้ว ร่วมกิจกรรมฟื้นฟูบำบัด งานที่เธอดูแลส่วนใหญ่ คืองานศิลปะบำบัด ซึ่งเธอมีประสบการณ์จากการดูแลลูกชายคนโต มานานถึง 8 ปี เธอเล่าว่า
“ลูกชายประสบอุบัติเหตุรถชน เขาขับมอเตอร์ไซด์ชนท้ายรถกะบะ หัวฟาดพื้น ต้องพักรักษาตัวอยู่ 7 เดือน ขาหักเดินไม่ได้ ช่วงนั้น เริ่มมีอาการเครียด หลังจากหายป่วยเดินได้ ก็ป่วยทางจิตเลย นั่งนิ่งไม่พูดกับแม่ ไม่พูดกับใคร ข้าวก็ไม่กิน ก็พาเขาไปรักษาที่คลินิก เขากินยาแล้วหูตาลาย ไปทำงาน ก็ไปกินน้ำหมึกที่เขาใช้เขียนแบบ เขาทำงานศิลปะเขียนแบบ ต่อมาก็เริ่มอาละวาด ต้องเรียกตำรวจจับตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา หมอบอกว่า ต้องดูแลรักษาอีก 10 ปี”
“ตอนนั้นก็คิดว่า ทำไมต้องเกิดกับลูกเรา มันไม่น่าเกิดเรื่องแบบนี้กับเราเลย แต่เมื่อเห็นสภาพของโรงพยาบาล ลูกก็อยากกลับบ้าน ก็ขอหมอ หมอถามว่า คุณคิดว่าคุณดูแลลูกได้หรือ ? ในเวลานั้น ก็พนมมืออธิษฐานขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยเราด้วย ถ้าลูกหายเมื่อใด ตัวเองจะดูแลลูกคนอื่นๆให้หายด้วย จะรักลูกคนอื่นให้เหมือนลูกตัวเอง ตั้งเป็นปณิธานแน่วแน่ เมื่อตัดสินใจรับลูกกลับก็ลางาน 15 วันเพื่ออยู่ดูแลเขาเลย ตอนนั้นเราเป็นครู ขณะดูแลเขาก็คิดว่าจะหาอะไรให้เขาทำ ก็คิดถึง “หนังสือดอกไม้” ก็เอาดอกไม้จริงๆมาแขวนและให้ลูกเขียนภาพสีอะคริลิคและคอยแนะนำเขาเรื่องการ ใช้สี และให้กำลังใจเขา บอกเขาว่า “เอ ตั้งใจนะลูกนะ ถ้าสำเร็จลูกจะเป็นคนมีชื่อเสียง” ช่วงแรกเขานิ่ง เขียนเลอะเทอะ แต่ก็อดทนช่วยเขาอยู่ 3 เดือน ผลงานออกมาดีเยี่ยม เขาก็เริ่มรักการเขียนรูป เขาเริ่มค้นคว้าหาประวัติดอกไม้ โคลงกลอนที่เข้ากัน ขณะที่เขาเขียนรูปก็มีอาการหูแว่วตลอดเวลา พาเขาไปหาหมอทุกนัด ตัวเองก็ยังสอนอยู่ ก็วิ่งไปวิ่งมาระหว่างบ้านกับโรงเรียน จน 8 ปีที่เขาเก็บตัวอยู่กับบ้านไม่ไปไหน เขาเขียนดอกบัวดอกที่ 42 เสร็จ หูเขาก็หายแว่ว พอส่งงานโรงพิมพ์พิมพ์ออกมาก็เอาไปให้หมออภิสมัย ดูผลงาน หมอเป็นเจ้าของไข้เขาตอนนั้นก็ส่งหนังสือพิมพ์มาสัมภาษณ์ลงสื่อ ก็ดังมาก ใครๆก็รู้จัก ปิยะพันธุ์ กาญสมจิตต์ “
“โรคนี้หายได้ ถ้าใช้ศิลปะบำบัด เราเลยได้วิชานี้มา พอเราอยู่กับลูก เราก็ใส่จินตนาการให้เขาว่าเขาจะเป็นคนดัง เขาออกสื่อได้ ไม่กลัว พอเล่มที่ 2 ส่งโรงพิมพ์ เล่มที่3 ก็ตามมา รวมแล้วเขาเขียนดอกไม้ไป 200 ดอก งานนี้เป็นงานอิสระทำอยู่กับบ้าน ได้เงินด้วย เขาได้เล่มละ 2-3 แสนบาท ตอนนี้เขาขับรถเองได้ ช่วยตัวเองได้ แม่ก็ดูแลห่างๆ ยาไม่เคยขาดเลย”
“เอเขาหายมาได้ 6 ปีแล้ว ค่ะ ช่วงที่เขาหายป่วยและมีชื่อเสียง มีคนรู้จักก็โทรมา อยากให้เราไปเยี่ยมบ้านเขา เราก็ไปช่วยบำบัดให้เขา ไปเยี่ยมเยียนสอนศิลปะพวกเขา เอเขาได้รับรางวัล ผู้ป่วยจิตเวชดีเด่นในปี พ.ศ.2547 ต่อมา ปี พ.ศ.2548 แม่ก็ได้รับการติดต่อจากหมอสมรัก ให้มาทำงานที่ศูนย์นี้ ซึ่งเปิดใหม่ เอ ก็มาช่วยดูแลคนไข้ด้วย 3 เดือนแรก แม่ลูกช่วยกัน ”
ในปีถัดมา ลูกคนที่สองของเธอก็ป่วยด้วยโรคซึมเศร้า “เขาป่วยตั้งแต่ต้นปี เราไปรู้อีกทีก็ปลายปี เข้าเดือนธันวาแล้วค่ะ เขาเลิกกับแฟน เหม่อลอย ดวงตาเศร้ามาก ไม่อยากทำงาน ไม่มีแรงขับรถ ก็เลยเข้ารักษาเป็นผู้ป่วยในที่โรงพยาบาลศรีธัญญา พอรักษาดีขึ้น ยอมทานยาได้สักพัก ก็กลับบ้าน กินยานอนหลับของพี่ชาย 7 เม็ด คิดฆ่าตัวตาย ส่งล้างท้องที่โรงพยาบาลนพรัตน์ทันทีแล้วย้ายไปที่ศรีธัญญา เราก็เริ่มต้องดูแลเขามากขึ้น ค้นหาปัญหาของเขา พบว่า เขามีหนี้เป็นแสน ดอกเบี้ยทบต้นเลยเกือบสองแสน เขาเครียดคิดฆ่าตัวตาย ก็เลยไปที่ทำงานเขาที่กรมช่างอากาศไปคุยกับหัวหน้าเขาว่า เขาเป็นโรคซึมเศร้า ต้องเอาข้อมูลไปบอกเขา ว่าโรคนี้มีอาการอย่างไร และบอกเขาว่า เราจะใช้หนี้แทนเขา ไปคุยกับเพื่อนๆเขา พี่ชายเขาก็ช่วยใช้หนี้ให้เขาด้วย เขาก็ดีขึ้น ไปทำงานได้ เขารู้สึกมีคุณค่ามากขึ้น”
ด้วยความเข้มแข็งของคุณกุสุมาลย์ ทำให้เธอสามารถพาลูกๆผ่านพ้นวิกฤตชีวิตไปได้ ทั้งๆที่เธอต้องเลี้ยงลูกตามลำพัง ถึง 3 คนหลังจากหย่าขาดจากสามีตั้งแต่ลูกคนโตอายุได้ 4 ขวบ คนกลาง 3 ขวบ และคนเล็ก 2ขวบ คุณกุสุมาลย์มองชีวิตอย่างนักสู้ ไม่ย่อท้อต่อปัญหา และเห็นด้านบวกของเหตุการณ์เสมอ เธอบอกว่า “รู้สึกดีที่เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้เรามีประสบการณ์ ทำให้เรารู้จักโรคอีกโรคหนึ่ง เราเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส เราได้สัมผัสใกล้ชิดกับมัน ไม่รู้สึกหนักใจ ไม่เครียด ไม่ปวดหัว เรารู้ว่า เป็นความทุกข์ของแม่ที่มีลูกป่วย เราต้องทำงาน เราต้องดูแลคนป่วย เราต้องไม่ย่อท้อต่อเรื่องนี้ ต้องดูแลลูกให้ดีที่สุด มันมีพลัง”
“ความรู้ที่เรามีเป็นประสบการณ์ทำให้เราสามารถถ่ายทอดไปดูแลคนอื่นได้ ทุกวันนี้ 6-7 โมงเช้าก็มาถึงที่ทำงานแล้ว คอยดูแลผู้ป่วย รักเขาเหมือนลูกเรา เราทำงานตรงนี้มีความสุขมากกว่าเหนื่อย แม้ว่าจะมีเรื่องให้คิด2-3 วันก็หาย เราเติมพลังทุกวัน ทำให้จิตใจปลอดโปร่ง เราทำให้คนไข้หายกลับบ้านไปอยู่กับครอบครัวได้ สุขมาก เป็นความสุขที่หาไม่ได้จากที่อื่น มันเป็นพลังให้เรา เราได้เรียนรู้ไปทำงานไป ช่วยเหลือคนไป ก็จะอยู่ที่นี่ตลอดไปค่ะ”
ความรัก ความเมตตา ความมุ่งมั่นของเธอ แสดงออกเป็นการกระทำที่ทุกคนเห็นได้ ใครที่ได้ยินเรื่องราวของเธอจะได้แรงใจแรงกายส่งเสริมให้สู้ต่อไป อดทนต่อไป และเรียนรู้ต่อไป เหมือนอย่างแม่กุ ของผู้ป่วยจิตเวชนับหลายร้อยคนที่ศูนย์กิจกรรมสายใยครอบครัวแห่งนี














สวัสดี คุณกุสุมาลย์ หนูชื่อเอินค่ะ อายุ 26ปี เกิด4/02/27 เอินได้รู้จักคุณกุสุมาลย์จากคุณแม่เล่าให้เอินฟัง ตอนเเรกๆๆ เอินรู้สึกเฉยๆๆๆกับการที่ฟังแม่เล่า แต่พอเอินนึกมาอีกที ว่าคุณแม่กุสุมาลย์เป็นแม่ที่มีความอดทนเหมือแม่และพ่อของเอิน เอินไม่รู้จะเริ่มต้นเล่ายังไง เอินเป็นเด็กเรียนดีมาตั้งแต่ม.1-ป.ตรี ก่อนเข้ามหาลัยหนึ่งซึ่งเปนมหาลัยที่เอินก็ไม่รู้หรอกว่าเข้าไล้วจะเป็นไง อยู่แถวหัวหมากมีแต่คนฃั้นๆๆลูงๆๆ คุณพ่อคุณแม่เอินบอกว่าถ้าสอบเข้าได้ให้เรียนนั้นคือจุดเริ่มต้นแห่งชีวิตที่เปลี่ยนไปจากเด็กดีในออ้มกอดของแม่ เมื่อก่อนเอินไม่เคยห่างแม่และพ่อ เลย แต่พอเอินได้ออกไปใช้ชีวิตที่หรูหร่าแบบที่เอินไม่เคยเจอ เอินเหมือนสติแตกอยากเปนแบบนั้นแบบนี้เพื่อนเป็นนางแบบ อยากห่นดี อยากมีเงินใช้เยอะๆอยากๆทุกอย่าง อยากผอมจนเอินก็ไปทานยาลดความอ้วนของหมอใจดีหน้ารามซึ่งตอนแรกเอินก็เป็นแค่คนสูงใหญ่ไม่อ้วนที่นี้ทานไปเบลอ จินตนาการไปหมดไม่เข้าเรียน จนอาจารย์เรียกมาทำทดสอบด้านจิตวิทยา เข้าเหนว่าเอินผิดปกติ เอินก็ย้ายไปเรียนบางนา เรียนไปก็ไม่เข้าใจไปหาหมอตามที่ทางมหาลัยให้ไปคือเซนหลุยก็ยิ่งแย่ลงเกิดความวังเวงเวลาอยู่ในห้องนอนที่นั้นเหมือนหลอน จนเอินบอกแม่ว่าเอินไม่เรียนแล้วให้ไปสมัครอีกที่หนึ่ง และเอินได้พบอาจารย์ทที่ท่านรักเอินมากตอนม.ปลายท่านก็พาไปหาหมอชื่อดังที่รามาธิบดีเอินก็ดีขึ้นมาตามลำดับเอินเปนตั้งแต่48 เอินมีความอยากใช้เงินเที่ยวกูหนี้ยืมสินมากมาย ทำงานที่ไหนก็มีปัญหาไม่อดทน ทั้งๆๆที่ตัวเอินเองทำได้ทุกอย่างทั้งความรู้ภาษาเอินเที่ยวเอาเงินเลี้ยงคนโน่นคนนนี้ เอินอยากมีเพื่อนที่จิงใจ เอินอยากมีความรักอยากมีคนรักที่ดี จนตอนนี้เอินไปหาหมอ หมอท่านบอกว่าเอินเปนโรคไบโอโพล่าห์ เอินไม่รู้จะทำไงชีวิตเอินสับสนอยากตายหลายครั้งไม่มีความสุขหงุดหงิด ตอนนี้เพื่อนๆๆเอินที่ฐานะหรืออะไรก็ตามด้อยกว่าเอินยืมเงินเอินเมื่อก่อนแต่ตอนนี้เขามีเงินไปเมืองนอกทามงานเรียนต่อ เอิน รู้สึกว่าทำไม่เอินถึงทำไรไม่ได้สักครั้งที่จะสำเร็จ เอินทำพ่อแม่เสียใจน้ำตาตกมามากมายในทุกเรื่องแต่ครอบครัวเอินก็ให้กำลังใจพยายามอดอนอดกลั้นเพราะเกิดลูกเลวๆๆอย่างเอินมา เอินกับแม่ไม่ค่อยที่จะลงลอยกันเกิดมาเป็นคู่เวรคู่กรรมกัน ไม่ค่อยพูดถูกคอเท่าไร แต่แม่คิดว่าเอินไม่รักครอบครัวไม่รักแม่ แต่เอินนะรักเขาอยากน่ะอยากเป็นคนที่สำเร็จในทุกอย่างแต่ทำไมเอินถึงเป็นแบบนี้ ตอนนี้เอินมีเพื่อนมาอยู่บ้านด้วยอยู่มาจะปีหนึ่งแล้วเหมือนคล้ายทอมแต่เป็นคนที่ทนเอินได้มากที่สุดไม่ว่าจะทามอะไรก็ตามก็อดทนรักพ่อแม่หลานครอบครัวเอินมากช่วยทุกอย่างตอนนี้เอินก็มีน้องเข้าคนเดียวที่ยังอยู่เปนเพื่อนแต่ในบ้างครั้งน้องเข้าก็ไม่ได้ดีไปทุกอย่างคนเรามักมีด้านที่เห็นแก่ตัวเองมากเราก็ทุ่มทุนกับน้องเพราะนัยความคิดที่เรารู้สึกได้เราว่าเสียวหนึ่งจากร้อยเปอร์เซนเข้าคงมีให้เรา15เปอรืเซน เอินไม่รู้ว่าจะต้องทานยาไปอีกนานเท่าไรดูดวงก็แล้วทำทุกอย่างก็แล้ว ไม่รู้จะทำไร อีกบ้างทีเอินเขวี้ยงของ แต่งเรื่อง โกหก แต่ได้เป็นละคร เพื่อเอาตัวรอด หรือ เพื่อโกหกแม่เพื่อที่จะได้ออกไปข้างนอก แม่เอินห้ามทุกอย่างมีรถก็ไม่ให้ทำไรก็บ่นจุกจิก ชอบแหนแหม บ่นมากๆๆๆเอินรำคาญเลยทำให้เราทะเลาะกันเอิน นะสร้างการยืมเงินจากญาติจนทุกคนเอื้อมระอาย เอินอายนะแอนอยากมีเงิน เอินไม่รู้หรอกว่าแม่จะได้รับข้อความนี้หรือเปล่า หนูหวังว่า ทางแห่งคงเป็นทางที่จะทำให้ชีวิตหนูมีขึ้นใหม่ เอินอยากไปเมืองนอกเพือเริ่มต้นชีวิต เอินอยากหายไม่อยากกินยา เอินอยากผอม อยากเป็นผู้นำคนเก่ง คนที่สมบูรณ์แบบ คนที่ ทำให้พ่อแม่ภูมิใจ ทำให้เขารู้ว่าเอินจะทำได้เพื่อเขา หาทางสว่างให้เอินนะคะ
เอินไม่อยากไปบันทึกประวิติที่ศรีธัญญา เอินกลัว อาย เอินไม่ใช่คนผิดปกติ ถ้าแม่ว่างที่พอจะช่วยเหลือเอินได้ แม่โทรมานะคะ 086-523-4995 หรือ 02-368-2561 หรือ 02-735-9070
หนูรู้สึกดีที่ได้เขียนอะไรออกไปบ้าง ขอบคุณที่มีแม่คะ
ตอบแทนแม่กุสุมาลย์นะคะ อยากให้นองเอินหาเวลาว่างมาคุยกับแม่กุสุมาลย์ที่ศูนย์กิจกรรม สมาคม
สายใยครอบครัว ตึกกายภาพชั้น2 ดีกว่านะคะ ศูนย์เปิด เวลา 9.00-16.00น. จะได้คุยกับแม่กุ ยาวๆ อีกอย่างแม่กุมีคนไข้ที่ต้องรับผิดชอบเยอะ คงไม่ว่างโทรไปหรอกนะคะ
*ห.จ.ก.พนิดา-อินเตอร์กรุ๊ป*
บริการจัดส่งพนักงาน/3อัดตรา/
*พนักงานแม่บ้านและแม่ครัว
*พนักงานพี่เลี้ยงเด็กเล็กและเด็กโต
*พนักงานดูแลคนชราและเฝ้าไข้
*อัดตราค่าบริการ/6500-10000บาทต่อเดือน
*นักงานทุกคนได้ผ่านการอบรมอย่างถูกวิธี
*สนใจติดต่อโทร/02-818-21-34
/086-021-9656
/คุณศักดิ์ชัย/
รายการสื่อสายคลายทุกข์ คืนวันที่ 12 สิงหาคม 2553นี้ ได้เรียนเชิญคุณแม่กุสุมาลย์พูดคุยประสบการณ์การดูแลลูกด้วยความรัก เสียสละ อดทน เวลา 22.15-23.00 น. ทางคลื่นข่าว นิวส์ เน็ตเวิร์ค F.M.100.5 อสมท ขอเชิญติดตามรับฟังและร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เนื่องในวันแม่ หรือ ฝากคำถาม ความคิดเห็นได้ที่ sms 4221005 โทรสาร 02-2459789