subscribe: Posts | Comments

ลูกตาย…พ่อแจ้งความจับแม่: เหตุที่ป้องกันได้

0 comments
ลูกตาย…พ่อแจ้งความจับแม่: เหตุที่ป้องกันได้

พ.ญ.ดวงตา ไกรภัสสร์พงษ์
สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์

น้ำอ้อย หญิงร่างโปร่ง ผิวขาว ผมยาว จมูกโด่งจากการทำศัลยกรรมอายุราวสี่สิบปี ถูกตำรวจนำส่งยังโรงพยาบาลจิตเวชเนื่องจากสอบปากคำไม่รู้เรื่อง พูดวกวน ตำรวจต้องการจิตแพทย์ตรวจว่าวิกลจริตหรือไม่ หากวิกลจริตก็ขอให้รักษาจนกว่าจะสามารถให้ปากคำได้  เรื่องก็มีอยู่ว่าตำรวจได้รับแจ้งความจากสาคร สามีของน้ำอ้อยว่าน้ำอ้อยฆ่าน้องเดียร์ ลูกสาววัย 3 ขวบ  โดยที่สาครได้รับโทรศัพท์จากน้ำอ้อยว่าน้องเดียร์นอนไม่หายใจในรถและกำลังจะ พาไปส่งโรงพยาบาล แถวบ้าน  ขอให้สาครตามไปพบกันที่โรงพยาบาลด้วย แต่เมื่อสาครไปถึงก็ไม่พบ จึงโทรศัพท์ตามหาน้ำอ้อยซึ่งเธอก็บอกว่าให้ตามไปที่วัด  สุดท้ายสาครไปพบลูกและภรรยาที่โรงพยาบาล น้องเดียร์อยู่ในสภาพสิ้นลมหายใจ มีรอยช้ำที่หน้าอกของน้องเดียร์ “หมอบอกผมว่าน้องเดียร์น่าจะเสียชีวิตอย่างน้อยสี่ชั่วโมงแล้ว”
สาครเล่าว่าเขาอยู่กินกับน้ำอ้อยโดยไม่ได้รัก  น้ำอ้อยเป็นลูกค้าที่เข้าไปหาเขาถึงที่พัก เขาแสดงความรับผิดชอบโดยการรับน้ำอ้อยเป็นภรรยาเมื่อน้ำอ้อยตั้งครรภ์แรกและ คลอดบุตรเป็นเด็กชาย  ลูกคนนี้น้ำอ้อยรักและตามใจเป็นหนักหนา  หลังจากนั้นอีกสามปี น้ำอ้อยคลอดลูกคนที่สองเป็นหญิงซึ่งก็คือน้องเดียร์  ช่วงนี้นี่เองที่มีคนแนะนำให้น้ำอ้อยได้รู้จักกับ “ผู้ปฏิบัติธรรม” ซึ่งบอกน้ำอ้อยว่าชาติที่แล้ว ๆ มาน้องเดียร์ได้กดขี่ข่มเหงน้ำอ้อยมาตลอด ชาตินี้จึงต้องชดใช้กรรม  หลังจากที่สาครได้ขอร้องให้มารดาตนเองช่วยเลี้ยงน้องเดียร์ได้นานหนึ่งปี น้ำอ้อยก็ขอรับลูกมาเลี้ยงโดยขอเงินรับจ้างเลี้ยงลูก  น้ำอ้อยเป็นคนที่มีอารมณ์ร้ายและเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว เคยถีบน้องเดียร์ตกบันไดตั้งแต่ที่เพิ่งรับน้องเดียร์มาเลี้ยง  เมื่อสาครกลับจากที่ทำงานก็มักจะพบว่าตามร่างกายของน้องเดียร์มีร่องรอยบาด แผล เท้าสองข้างและมือสองข้างพอง กลางคืนละเมอ ฝันร้าย  เพื่อนบ้านเล่าให้สาครฟังว่าน้ำอ้อยตีน้องเดียร์อย่างรุนแรง บังคับให้เดินเท้าเปล่าบนพื้นซีเมนต์ และมักจะได้ยินเสียงด่า เสียงขู่ของน้ำอ้อยสลับกับเสียงร้องไห้ของน้องเดียร์  จนเพื่อนบ้านและสาครทนไม่ไหว แจ้งความกับตำรวจให้ดำเนินการ แต่น้ำอ้อยก็บอกว่าได้จ่ายเงินให้ตำรวจไปแล้ว เป็นเรื่องของแม่สั่งสอนลูก ตำรวจไม่เข้ามายุ่ง  เมื่อมีการแจ้งเหตุครั้งใด น้ำอ้อยจะด่าเพื่อนบ้านเสียงดังกลางดึก จนเพื่อนบ้านต้องทยอยกันย้ายบ้านหนี  น้ำอ้อยไม่ได้ทำงานอะไร นอกจากขับรถรับส่งลูกชายไปโรงเรียน  ไม่เคยทำกับข้าว ไม่ทำงานบ้าน นาน ๆ จึงจะหวีผมสักครั้งหนึ่ง เมื่อไปเยี่ยมพี่น้องของตนเองได้รับการต้อนรับโดยไม่ให้น้ำอ้อยเข้าบ้าน ให้ยืนคุยนอกบ้าน

พี่สาวต่างมารดาของน้ำอ้อยเล่าให้ฟังว่าน้ำอ้อยอารมณ์ร้ายตั้งแต่เด็กวัย รุ่น หลังจากนั้นก็หนีออกจากบ้าน ทำงานไม่เป็นหลักแหล่ง เคยไปทำงานที่ญี่ปุ่น มีสามีชาวญี่ปุ่น มีลูกด้วยกันสองคน สามีขอเลิกเนื่องจากทนพฤติกรรมและอารมณ์ของน้ำอ้อยไม่ไหว น้ำอ้อยจึงกลับมาอยู่ที่เมืองไทยก่อนจะพบกับสาครและใช้ชีวิตคู่ด้วยกัน  มารดาของน้ำอ้อยมีพฤติกรรมแยกตัว ย้ำคิดย้ำทำ พูดคนเดียวและอารมณ์ไม่คงเส้นคงวา ไม่ได้ทำงาน ไม่ได้ดูแลลูก ปล่อยให้ลูกดิ้นรนกันด้วยตัวเอง

น้ำอ้อยเดินไปเดินมา ไม่มีสมาธิและถอดเสื้อในหอผู้ป่วย  พูดคนเดียว พูดซ้ำ ๆ บอกว่าตนเองเป็นศาสดาของศาสนา รบเร้ากลับบ้าน  ปฏิเสธการทำร้ายลูก บอกแต่ว่าไปช็อปปิ้งแล้วปล่อยให้ลูกรอในรถซึ่งปิดหน้าต่างในช่วงเที่ยงวัน  เพื่อนบ้านบอกสาครว่าก่อนน้ำอ้อยขับรถออกจากบ้าน ได้ยินเสียงตีน้องเดียร์  สาครมองว่าน้ำอ้อยเป็นคนที่อารมณ์ร้อน แต่ไม่คิดว่าจะโหดร้ายถึงกับฆ่าลูกได้  มองว่าเป็นคนเห็นแก่เงิน ไม่รับผิดชอบ เกียจคร้านและงมงาย ที่ต้องอยู่ด้วยกันก็เพราะรักและสงสารลูก

เรื่องที่น่าเศร้าสลดดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความเจ็บปวดของทุก ๆ คนในครอบครัวซึ่งรวมทั้งตัวน้ำอ้อยด้วย  จากการประมวลข้อมูลที่ได้ สันนิษฐานว่าน้ำอ้อยน่าจะมีความผิดปกติทางจิตถึงขั้นป่วยด้วยโรคจิตตั้งแต่ เป็นวัยรุ่นซึ่งส่งผลให้การพัฒนาบุคลิกภาพไม่สมบูรณ์ มีพฤติกรรมที่ขาดวุฒิภาวะและขาดการควบคุมตนเอง มีขีดความสามารถในการดูแลตนเองได้ต่ำกว่าคนทั่วไป ไม่สามารถสร้างสัมพันธภาพกับใครได้นาน  ไม่ประสบความสำเร็จในชีวิต ได้รับการรังเกียจจากคนในครอบครัว  มีความบกพร่องในการคิด การตัดสินใจและการควบคุมตนเองจึงทำให้มีพฤติกรรมที่ทำร้ายลูกโดยไม่รู้สึก ผิดจนกระทั่งถูกตั้งข้อสงสัยและกล่าวหาว่าทำร้ายลูกจนถึงแก่ความตาย  สาครผู้เป็นสามีนอกจากจะมีความปวดร้าวที่ไม่สามารถปกป้องคุ้มครองมิให้ลูก ต้องถูกทำร้ายแล้ว ยังเหน็ดเหนื่อยกับการที่ต้องทำหน้าที่ทั้งพ่อและแม่ไปด้วย  รู้สึกสิ้นหวังที่ได้ขอความช่วยเหลือแล้ว แต่ไม่ได้รับการตอบสนองไปถึงขั้นการจัดการแก้ปัญหาวิกฤตที่เกิดขึ้นในครอบ ครัว  ต้องเผชิญกับความรู้สึกผิดที่ไม่สามารถปกป้องลูกได้ รู้สึกผิดที่ทำให้น้ำอ้อยท้องโดยที่ไม่รัก  โกรธน้ำอ้อย โกรธชะตาชีวิต รวมทั้งเศร้าจากการสูญเสียลูก  ส่วนน้องเดียร์ก็ได้รับความเจ็บปวดทั้งกายและใจอย่างฝังลึก พี่ชายน้องเดียร์ก็รับรู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในบ้าน บอกสาครว่า “แม่บีบคอน้อง”

เรื่องนี้จะป้องกันได้ถ้าหากสังคมและผู้ที่เกี่ยวข้องรู้และเข้าใจในกฎหมาย สองฉบับที่เพิ่งประกาศใช้ซึ่งมีสาระที่เชื่อมโยงสอดรับกัน  นั่นก็คือ พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวและพระราชบัญญัติ สุขภาพจิต    การที่เพื่อนบ้านของน้องเดียร์หรือแม้กระทั่งคุณพ่อของน้องเดียร์ได้แจ้งต่อ พนักงานตำรวจถือว่าถูกต้องแล้ว พนักงานตำรวจซึ่งถือว่าเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ของพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวต้องนำผู้ถูกกระทำและผู้กระทำความรุนแรงไป รับการตรวจทั้งร่างกายและจิตใจ  นอกจากนี้ยังต้องรีบทำสำนวนสอบสวนโดยให้ทำการสรุปสำนวนภายในสิ่สิบแปด ชั่วโมงพร้อมทั้งความเห็นเพื่อส่งให้ศาลเยาวชนและครอบครัวพิจารณามีคำสั่ง ที่จำเป็นและเหมาะสมทั้งนี้โดยมีเป้าหมายเพื่อให้มีการระงับการกระทำที่ รุนแรง มีการหาสาเหตุของการกระทำความรุนแรงเพื่อการบำบัดผู้กระทำ ขณะเดียวกันก็มีมาตรการช่วยเหลือและคุ้มครองผู้ถูกกระทำความรุนแรง  ในกรณีนี้ถ้าหากได้มีการนำส่งคุณน้ำอ้อยให้ได้รับการตรวจสภาพจิต รวมทั้งการได้รับข้อมูลจากคุณสาครและผู้เกี่ยวข้องแต่เนิ่น ๆ คุณน้ำอ้อยก็คงจะได้รับการบำบัดรักษาทางจิตเวชซึ่งน่าจะเป็นการแก้ปัญหาได้ ตรงกับสาเหตุแห่งการกระทำความรุนแรง  น้องเดียร์ก็จะได้รับความคุ้มครองและบำบัดรักษาจิตใจ ในกรณีของคุณน้ำอ้อยที่ประชาชนทั่วไปมีหลักฐานที่เชื่อได้ว่าน่าจะมีความผิด ปกติทางจิตและมีพฤติกรรมที่เป็นอันตรายต่อผู้อื่น (น้องเดียร์) อย่างเห็นได้ชัดก็สามารถแจ้งพนักงานตำรวจหรือพนักงานปกครองท้องถิ่นหรือเจ้า หน้าที่ทางด้านสาธารณสุขให้นำตัวไปตรวจวินิจฉัยและประเมินอาการทางจิตได้ ถ้าหากว่าป่วยจริงและมีภาวะที่เป็นอันตราย หรือหากไม่รีบรักษาก็อาจนำไปสู่ภาวะอันตราย และคุณน้ำอ้อยก็ไม่ยอมรับว่าตนเองเจ็บป่วย  คณะกรรมการบำบัดรักษาซึ่งก็คือทีมผู้ดูแลบำบัดรักษาในโรงพยาบาลจิตเวชก็ สามารถทำความเห็นและมีคำสั่งให้บำบัดรักษาได้ โดยจะสั่งให้รักษาแบบผู้ป่วยนอกหรือผู้ป่วยในก็ได้แล้วแต่เงื่อนไขที่เหมาะ สมและเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยมากที่สุด  แม้ว่าจะมีการประกาศใช้กฎหมายเพื่อการป้องกันเหตุร้ายดังกรณีตัวอย่างแล้ว  แต่การที่จะทำให้กฎหมายมีชีวิตได้นั้น  ยังต้องผ่านขั้นตอนการทำให้สังคมเข้าใจเจตนารมณ์ของกฎหมาย รับรู้สาระสำคัญ ขั้นตอนการดำเนินการตามกฎหมาย  ผู้ที่เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายที่ปฏิบัติงานในขั้นตอนต่าง ๆ ต้องมีความรู้ความเข้าใจทั้งหลักการและวิธีการปฏิบัติ  ยินดีปฏิบัติตามกฎหมายด้วยความเต็มใจ และไม่เจตนาใช้กฎหมายไปในทางที่ผิด

ดังนั้นผู้ปฏิบัติงานด้านจิตเวชและสุขภาพจิตยังต้องติดตามกฎหมายฉบับใหม่ ๆ ที่จะออกมาบังคับใช้ตามการเปลี่ยนแปลงและความต้องการของสังคม เพื่อจะได้เตรียมตัวเตรียมใจในการปฏิบัติหน้าที่ซึ่งมิได้มีจำกัดอยู่เฉพาะ ในพระราชบัญญัติสุขภาพจิตเท่านั้น

ขอดวงวิญญาณของน้องเดียร์และผู้ที่ต้องเสียชีวิตหลุดพ้นจากความทุกข์ทรมาน อันเกิดจากความรุนแรงจงได้ไปสู่สุคติ  เชิญร่วมส่งดวงวิญญาณด้วยการปฏิบัติงานตามเจตนารมณ์ของกฎหมายด้วยกันนะคะ
21 พฤษภาคม 2551

Leave a Reply