หลักการสู่การปฏิบัติ พระราชบัญญัติสุขภาพจิต พ.ศ. 2551: จุดเริ่มต้นของการนำหลักการสู่การปฏิบัติ
พ.ญ.ดวงตา ไกรภัสสร์พงษ์
สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ กรมสุขภาพจิต
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าให้ตรา พระราชบัญญัติสุขภาพจิต พ.ศ.2551 โดยคำแนะนำและยินยอมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ณ วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2551 ซึ่งเป็นปีที่ 63 ในรัชกาลของพระองค์ มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 125 ตอนที่ 36 ก วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2551 จึงมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2551 เป็นต้นมา
การนำกฎหมายฉบับนี้ไปบังคับใช้ในทางปฏิบัติที่เป็นจริงนั้น ยังมีขั้นตอนของการเลือกตั้งและแต่งตั้งคณะกรรมการสุขภาพจิตแห่งชาติ คณะกรรมการสถานบำบัดรักษา คณะกรรมการอุทธรณ์ พนักงานเจ้าหน้าที่ การจัดทำระเบียบ ประกาศหลักเกณฑ์และวิธีการรวมทั้งหนังสือ(แบบฟอร์ม) ในขั้นตอนการปฏิบัติตามข้อกำหนดที่ปรากฏในพระราชบัญญัติ เนื่องจากว่าให้มีการกำหนดหลักการสำคัญ ๆ ในกฎหมายระดับพระราชบัญญัตินั้น ๆ จะไม่ลงรายละเอียดในการปฏิบัติเพราะอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงได้เมื่อสถานการณ์ เปลี่ยนไป
การที่ต้องมีกฎหมาย กฎเกณฑ์ในระดับรองลงมาก็เพื่อให้มีการปฏิบัติไปในทางเดียวกันซึ่งกฎดังกล่าว จะต้องผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการสุขภาพจิตแห่งชาติก่อน แล้วจึงจะประกาศให้ใช้อย่างเป็นทางการ กฏเกณฑ์ที่สำคัญบางฉบับต้องมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาด้วย เช่น หนังสือให้ความยินยอมกรณีที่ต้องรับผู้ป่วยไว้เป็นแบบผู้ป่วยใน (ซึ่งหมายถึงว่าต่อไป การลงนามในหนังสือยินยอมเป็นผู้ป่วยในต้องใช้แบบฟอร์มเดียวกันทั่วประเทศ) หลักเกณฑ์และวิธีการในการพิจารณาและมีคำสั่งบังคับรักษากรณีที่ผู้มีความผิด ปกติทางจิตมีภาวะอันตรายหรือมีความจำเป็นต้องได้รับการบำบัดรักษา ซึ่งมีผู้แจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้หรือพนักงานฝ่าย ปกครองหรือตำรวจว่ามีบุคคลที่เข้าข่ายดังกล่าว เห็นควรให้มีการประเมินสภาพจิตเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยและการดำเนินการช่วย เหลือตามความจำเป็นและเหมาะสม ในกรณีที่สถานพยาบาลที่อยู่ใกล้พื้นที่ที่แจ้งเห็นว่าจำเป็นต้องประเมิน บุคคลผู้ถูกนำส่งเพิ่มเติมจากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ก็ให้ส่งต่อไปยังสถานบำบัดรักษาซึ่งตามกฎหมายนี้คือ โรงพยาบาลที่มีจิตแพทย์ พยาบาลจิตเวช นักจิตวิทยาคลินิกหรือนักสังคมสงเคราะห์ เมื่อมีการประเมินจากคณะกรรมการสถานบำบัดรักษาแล้วเห็นควรต้องมีการบังคับ รักษาไม่ว่าจะเป็นแบบผู้ป่วยนอก หากว่าบุคคลนั้นไม่มีภาวะอันตรายแต่มีความจำเป็นต้องได้รับการรักษาและมีผู้ รับดูแลโดยอาจจะกำหนดเงื่อนไขที่จำเป็นเกี่ยวกับการบำบัดรักษาให้ผู้ป่วย หรือผู้รับดูแลต้องปฏิบัติด้วยก็ได้ (เช่น ผู้รับดูแลติดตามกำกับเรื่องการรับประทานยาของผู้ป่วย การพาไปพบแพทย์ตามกำหนดนัดหมาย การลดการใช้อารมณ์และพฤติกรรมรุนแรงต่อกัน) แต่ถ้าหากบุคคลนั้นมีภาวะอันตรายไม่ว่าจะต่อตัวเขาเอง ต่อบุคคลอื่นหรือต่อทรัพย์สินและมีความจำเป็นต้องได้รับการรักษา ก็ให้มีคำสั่งรับไว้เป็นผู้ป่วยในได้ ซึ่งประเด็นนี้เกี่ยวข้องกับการจำกัดเสรีภาพของบุคคล ดังนั้นหลักเกณฑ์และวิธีการในการพิจารณาและมีคำสั่งดังกล่าวจึงนอกจากจะต้อง มีการผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการสุขภาพจิตแห่งชาติแล้ว ยังต้องมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาอีกด้วย ส่วนระเบียบ หลักเกณฑ์และวิธีการที่ไม่ได้กระทบถึงเสรีภาพของประชาชนโดยตรงนั้นก็สามารถ ผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการสุขภาพจิตแห่งชาติแล้วผ่านขั้นตอนของการประกาศ ของกระทรวงสาธารณสุข
ขั้นตอนที่มีความจำเป็นเร่งด่วนซึ่งปรากฏในบทเฉพาะกาล คือ การดำเนินการให้มีคณะกรรมการสุขภาพจิตแห่งชาติภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับ แต่วันที่พระราชบัญญัติฉบับนี้ใช้บังคับ คณะกรรมการสุขภาพจิตแห่งชาติ ประกอบด้วยนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายเป็น ประธาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเป็นรองประธาน มีอธิบดีกรมสุขภาพจิตเป็นกรรมการและเลขานุการ ข้าราชการของกรมสุขภาพจิตซึ่งอธิบดีแต่งตั้งจำนวนไม่เกินสองคนเป็นผู้ช่วย เลขานุการ คณะกรรมการที่เหลือประกอบด้วย 3 ส่วน คือ (1) ข้าราชการประจำ ได้แก่ ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงยุติธรรม ปลัดกระทรวงแรงงาน ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข อัยการสูงสุด ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (2) ผู้แทนองค์กรภาคเอกชนที่เป็นนิติบุคคล (มูลนิธิ สมาคม) และมีวัตถุประสงค์เกี่ยวกับการคุ้มครองดูแลบุคคลที่มีความผิดปกติทางจิต ซึ่งเลือกกันเองจำนวนสี่คน (3) ผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนหกคน ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์และมีผลงานเป็นที่ ประจักษ์ในสาขาการแพทย์จิตเวช จิตวิทยาคลินิก สังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ การพยาบาลสุขภาพจิตและจิตเวช กิจกรรมบำบัดและกฎหมาย สาขาละหนึ่งคน วิธีการคัดเลือกและแต่งตั้งกรรมการสุขภาพจิตแห่งชาติในส่วนที่สองและสามนั้น คงจะได้ประกาศและดำเนินการในเร็ว ๆ นี้ จึงขอประชาสัมพันธ์ให้ผู้เกี่ยวข้องได้เตรียมตัว เตรียมใจกัน และช่วยกันเลือกตัวแทนที่มีคุณภาพที่จะเป็นปากเป็นเสียงให้กับผู้มีความผิด ปกติทางจิตด้วย
พร้อม ๆ ไปกับการดำเนินการเพื่อให้มีการคณะกรรมการสุขภาพจิตแห่งชาติ คณะทำงานที่ทำร่างกฎระเบียบ หลักเกณฑ์ วิธีการที่ระบุในพระราชบัญญัติก็ดำเนินการควบคู่กันไป โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมายที่เกี่ยวกับการสาธารณสุขเป็นคณะทำงานด้วย จากนั้นจะเชิญให้ตัวแทนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในแต่ละขั้นตอนได้พิจารณาให้ ความเห็น เมื่อปรับปรุงแก้ไขแล้วจะได้นำเสนอคณะกรรมการสุขภาพจิตแห่งชาติพิจารณา ลงความเห็นและประกาศใช้ต่อไปโดยต้องมีการเผยแพร่ให้ผู้เกี่ยวข้องได้ทราบ นอกจากนี้ยังคงต้องมีการพิจารณาเรื่องของงบประมาณในการดำเนินการด้วย เช่น งบรักษาพยาบาล ค่าใช้จ่ายในการประชุมของคณะกรรมการชุดต่าง ๆ
การผลักดันกฎหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิในการบำบัดรักษาและเข้าถึงบริการสุขภาพ จิตของผู้ป่วยได้บรรลุแล้ว แต่จะได้ดังเจตนารมณ์ที่ตั้งไว้หรือไม่ ยังมีภารกิจที่จะต้องทำอีกมาก ซึ่งความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ก็ต้องเกิดจากความเข้าใจ การเปิดใจยอมรับ ความสามัคคีร่วมมือกันจากทุกฝ่าย และที่สำคัญคือ การเคารพและนับถือในสิทธิ เสรีภาพและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์
มาช่วยกันทำให้ความฝันเป็นความจริงกันเถอะค่ะ













