พระสงฆ์ แกนนำชมรมส่งเสริมดูแลผู้ป่วยจิตเวช
โดย จันทร์เพ็ญ จีระวรารักษ์
วังน้ำเขียว เป็นดินแดนที่ได้ชื่อว่า เป็นแหล่งอากาศบริสุทธิ์ โอโซนดีอันดับ 7 ของโลก
การ กล่าวเช่นนี้ไม่ไกลเกินจริงเลย ถ้าใครได้ไปค้างคืนบนเขาที่วังน้ำเขียว จะพบอากาศเย็นสบาย บริสุทธิ์ และสิ่งแวดล้อมที่สดชื่น น่าประทับใจทีเดียว
แต่สิ่งที่เราประทับใจยิ่งกว่าก็คือ ที่นี่ มีเรื่องราวน่าทึ่งของพระสงฆ์คู่หนึ่ง ซึ่งมีอายุราวพ่อกับลูก แต่แข็งขัน น่านับถือน่าศรัทธา ในการเสียสละทุ่มเทเพื่อการช่วยเหลือผู้ป่วยจิตเวช
พระครูประโชติสังฆกิจ เจ้าอาวาสวัดห้วยพรหม ต.อุดมทรัพย์ อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา เป็นผู้นำร่องอาสาสมัครก่อตั้งชมรม ส่งเสริมดูแลผู้ป่วยจิตเวช เมื่อปีพ.ศ.2543
โดยมีพระมานับปราสสโร เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญ พระมานับเป็นพระไฮเทค ที่ใช้คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คในการนำเสนอผลงานในที่ประชุมกรมสุขภาพจิต พร้อมทั้งบันทึกวีดีโอด้วย สร้างความประทับใจให้แก่เครือข่ายชมรมญาติผู้ป่วยจิตเวชอย่างมาก
พระมา นับนำเสนอโปรแกรมเพาเวอร์พอยท์ เพื่อบอกเล่าผลงานของชมรมให้พวกเราฟังอย่างคล่องแคล่วมาก เต็มไปด้วยความกระตือรือร้น และเอาใจใส่ต่อปัญหาจิตเวช
พระครูประโชติสังฆกิจร่วมมือกับทุกภาคส่วน ทั้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุข กำนันผู้ใหญ่บ้าน ตำรวจ ครู อบต. อสม. ปราชญ์ชาวบ้าน ผู้ป่วยจิตเวช และครอบครัว เพื่อสร้างกิจกรรมชุมชน ให้ความรู้เรื่องจิตเวช ใช้ธรรมสอนความเมตตา เพื่อให้ชุมชน ลดอคติต่อผู้ป่วยจิตเวช ให้ครอบครัวและชุมชนยอมรับผู้ป่วยจิตเวชกลับสู่บ้าน และสังคม
การเยี่ยมเยียนผู้ป่วยถึงบ้าน การค้นหาผู้ป่วยจากความร่วมมือของเครือข่ายชุมชน การนำผู้ป่วยไปรักษาที่โรงพยาบาลจิตเวชนครราชสีมา การจัดหารถรับส่งผู้ป่วยระหว่างวัด และโรงพยาบาล การติดต่อญาติผู้ป่วยให้นำผู้ป่วยไปรับยาอย่างต่อเนื่อง การช่วยเหลือทุกวิถีทาง ในการดูแลผู้ป่วยอย่างดี เพื่อไม่ให้ผู้ป่วยขาดยา อาการกำเริบ
การหางานและกิจกรรมให้ผู้ป่วยทำ เช่น มอเตอร์ไซด์รับจ้าง ปลูกผัก การร่วมพัฒนาถนนวันแม่แห่งชาติ การร่วมกิจกรรมสำคัญทางศาสนา ทำบุญในวันต่างๆ การนั่งสมาธิ ทำบุญสะเดาะเคราะห์ และกิจกรรมอื่นๆ ที่มีต่อเนื่องตลอดทั้งปี
วัดห้วย พรหม จึงเป็นวัดที่มีกิจกรรมตลอดเวลา และมีชาวบ้านเดินทางไปวัดร่วมทำกิจกรรมฟื้นฟูผู้ป่วย ราวกับศูนย์กิจกรรมกลางวันของโรงพยาบาลจิตเวชเลยทีเดียว
การทำกิจกรรมทุกครั้งนำพาให้ประชาชนทุกภาคส่วนมารวมตัวกัน เช่น พระจะทำบุญสะเดาะเคราะห์เนื่องในวันปีใหม่ ชาวบ้านพากันมานับร้อย พระครูทำพิธีเสร็จ ก็จะเทศน์และให้ความรู้เรื่องโรคจิตเวช เพื่อให้ชุมชนได้เข้าใจปัญหา และร่วมมือกันช่วยเหลือแก้ไขปัญหาสุขภาพจิต
เมื่อพระเป็นแกนนำ ความศรัทธาเดิม ของประชาชนที่มีต่อพระ ทำให้เกิดความสนใจ เกิดความร่วมมือ และเชื่อฟังปฏิบัติตามอย่างดี ทำให้ชุมชนเข้มแข็ง เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และเห็นการพัฒนาที่ยั่งยืน
จากเดิมที่ชุมชนนี้ค้นพบผู้ป่วยโรคจิตเภท 25 ราย โรคซึมเศร้า 6 ราย โรคจิตอื่นๆ 18 ราย รวม 49 ราย
ปัจจุบัน ผู้ป่วยไม่กลับมาป่วยซ้ำจนต้องรับไว้รักษาเป็นผู้ป่วยใน อีกภายใน 2 ปี 100%
ผู้ป่วยไม่กลับมาป่วยซ้ำจนถูกรับไว้เป็นผู้ป่วยในอีกภายใน 6 ปี 60.5%
ผู้ป่วยอยู่กับครอบครัวและชุมชนได้ 100%
ผู้ป่วยดูแลตนเองได้ 94%
ไม่เกิดผู้ป่วยรายใหม่ในชุมชนอีกเลย 100%
ผู้ป่วยประกอบอาชีพได้ 89%
ขยายผลสู่อำเภออื่น ได้ 1 อำเภอ
ชุมชน และสังคมให้การยอมรับผู้ป่วยและครอบครัวมากขึ้น
ผลงานดีเด่นคือ
โล่บุคคลดีเด่น แก่พระครูประโชติสังฆกิจ ประจำปี พศ.2549 จากสำนักส่งเสริมพิทักษ์คนพิการ
สังคมยอมรับผู้ป่วยที่เคยฆ่าพี่เขยให้กลับไปสู่ชุมชน และร่วมกิจกรรม
ผู้ป่วยที่พ่อแม่ไม่ยอมรับให้อยู่บ้านก็กลับใจรับลูกกลับไปอยู่บ้าน
ผู้ป่วยสามารถทำงานในภาคอุตสาหกรรม
พระครูเล่าว่า ปัจจัยความสำเร็จทั้งหมดนี้อยู่ที่ “ความเมตตา เราทำเพื่อผู้ป่วย ไม่สนใจว่าจะเป็นผลงานของใคร เราให้ทุกคน เพราะข้าราชการเขาก็ต้องมีผลงาน เราก็ให้ผลงานแก่เขา เขาก็ให้ความร่วมมือกับเรา ผลก็ออกมาดีกับผู้ป่วยจิตเวช และชุมชน ความเป็นผู้นำสำคัญ ต้องเสียสละ ไม่หวังว่าจะได้ยศได้เกียรติ แต่ได้บุญกุศล เราต้องอาศัยประชาชนทุกฝ่ายที่มีใจมาร่วมงานด้วย เพื่อให้งานกว้างขวาง และมีทัศนคติที่ดี การประสานงานต้องต่อเนื่อง ทำงานดัวยใจเมตตา ทำให้ทุกคนมีความสุข ทุกคนได้รับหมด ไม่มีใครเสีย”
หลักการทำงานเครือข่ายของพระครู เป็นหลักการสากลที่เกิดผล และดีกับทุกฝ่าย ช่วยให้เกิดความอยากมีส่วนร่วม และทำให้งานจิตเวชที่หนัก และยากลำบาก กลายเป็นงานที่สนุกท้าทาย และประสพความสำเร็จ
พระครู และพระมานับเป็นนักสู้เพื่อผู้ป่วยจิตเวชตัวจริง













