subscribe: Posts | Comments

เรื่องเล่าจากหมอเบิร์ท – Ontario Shores Centre

0 comments
เรื่องเล่าจากหมอเบิร์ท – Ontario Shores Centre

Ontario Shores Centre for Mental Health Sciences

พญ.อภิสมัย ศรีรังสรรค์ ภายหลังเดินทางด้วยเครื่องบินการบินไทยมาเป็นเว

พญ.อภิสมัย ศรีรังสรรค์ ภายหลังเดินทางด้วยเครื่องบินการบินไทยมาเป็นเวลา 17 ชั่วโมงเต็มเครื่องก็จอดอย่างนุ่มนวลที่สนามบินจอห์นเอฟเคเนดี้ นิวยอร์กประเทศสหรัฐอเมริกา ฉันรักการเดินทางเป็นชีวิตจิตใจและระยะ เวลานานๆ บนเครื่องบินไม่ใช่ปัญหาใหญ่ ฉันมักหลับได้สบายในเก้าอี้ผู้โดยสารชั้นประหยัด การเดินทางไปยังที่พักบนเกาะแมนฮัตตันไม่ใช่เรื่องยากระหว่างนั้นมีหนุ่มสาว คู่หนึ่งยืนรอแท็กซี่อยู่คุยไปคุยมากำลังจะไปแมนฮัตตันเหมือนกันก็เลยเป็นอันว่าติดรถไปด้วยกันแล้วหารค่าแท็กซี่คนละครึ่ง
ที่พักที่นิวยอร์กเป็นฮอสเท็ลแบบห้องรวมชายหญิงราคาประหยัดเพียงคืนละ $12 ส่วนสภาพก็สมราคาเพราะภายในห้องมีเตียงสองชั้นอยู่ 4 เตียงรวมนอนได้ 8 คนและยังมีประตูเปิดไปสู่ห้องเล็กด้านในที่จุคนได้อีก 4 คนรวมแล้วห้องนี้นอนได้ 12 คน แม้การค้างแรมตามฮอสเท็ลจะไม่ถือเป็นประสบการณ์ใหม่สำหรับฉันแต่จะว่าไปฉันก็ไม่เคยนอนห้องรวมใหญ่ขนาด 12 เตียงมาก่อน เอาเถอะอยู่แค่เพียงสองคืน ที่สำคัญแม้ที่พักประเภทนี้ในอเมริกาจะอึดอัด คับแคบอยู่บ้างแต่เรื่องความปลอดภัยและความสะอาดมัก ไม่เป็นปัญหา

แม้จะอยู่ในมหานครใหญ่อย่างนิวยอร์กแต่ฉันกลับไม่รู้สึกอยากสำรวจตรวจตราบ้านเมืองอย่างเวลาไปเที่ยวที่ไหนๆ อากาศเดือนพฤศจิกายนเย็นเยียบ ฝนตกพรำๆ พาให้จิตใจคนไกลบ้านยิ่งหดหู่ สองวันในนิวยอร์กฉันหมกตัวอยู่แต่ในฮอสเท็ลเอาหนังสือมาอ่าน จดหมายที่แม่เขียนให้ก่อนขึ้นเครื่องพร่ำบอกให้อดทนและพยายามเอาความสำเร็จกลับบ้าน หลับตานึกภาพครอบครัวที่มาส่งที่สนามบินภาพเพื่อนๆ วันคืนสนุกสนานสลับสับเปลี่ยนกับบาง ช่วงเวลาที่ทุกข์บ้างเศร้าบ้างเรื่องราวต่างๆ ที่คุ้นเคยและกำลังจะกลายเป็นอดีตที่ถูกเก็บเรียงไว้ในส่วนลึกของ ความทรงจำ ฉันกำลังเดินออกจากบ้าน จากครอบครัว เพื่อนฝูงโดยมีจุดหมายคือนครโตรอนโต ประเทศแคนาดา ฉันรู้ว่าการเดินทางครั้งนี้จะเปลี่ยนแปลงชีวิตฉันแต่ก็ยัง ไม่รู้เหมือนกันว่าอะไรบ้างกำลังรอคอยอยู่ข้างหน้า

ในที่สุดวันเดินทางไปโตรอนโตก็มาถึงฉันลากกระเป๋าสองใบข้ามถนนจากฮอสเท็ลไปประมาณหนึ่งบล็อคก็ถึงสถานีรถไฟเพนซิลเวเนีย อันที่จริงการเดินทางจากประเทศไทยไปยังโตรอนโตทำได้หลายทาง เช่น บินจากกรุงเทพฯ ไปเปลี่ยนเครื่องที่ญี่ปุ่น หรือฮ่องกงจากนั้นบินตรงต่อ ถึงโตรอนโต หรือจะบินจากประเทศไทยไปลงเมืองลอส- แองเจลิสประเทศอเมริกาแล้วจึงบินต่อมาโตรอนโตก็ได้ ฉันเลือกบินตรงไปนิวยอร์กแล้วต่อรถไฟแอ็มแทรก (Amtrak) สายเมเปิลลีฟ (Maple leaf route)ซึ่งต้องนั่งรถนาน 12 ชั่วโมงเพราะว่าจะได้ดูบ้านดูเมือง แถมรถไฟวิ่งผ่านน้ำตก ไนแองการ่าในช่วงต่อระหว่างประเทศอเมริกากับแคนาดา อีกด้วยรถไฟเส้นทางนี้ได้รับการขนานนามว่าเป็นเส้นที่ สวยที่สุดของนอร์ทอเมริกาเลยทีเดียว พอเดินถึงสถานีรถไฟมีผู้โดยสารรอกันอยู่มากมายที่บริเวณจุดเช็คอิน ฉันเดินเลียบไปที่ตู้เช็คอินอัตโนมัติซึ่งเราสามารถไปกรอก ข้อมูลคอมพิวเตอร์ด้วยตัวเราเองเพียงยืนยันว่าเราเป็นบุคคลเดียวกันกับผู้ที่ซื้อตั๋วแล้วเราก็สามารถพริ้นท์ตั๋ว ออกมาได้เอง ตั๋วมีสองแผ่น แผ่นแรกเดินทางจาก นิวยอร์กเพนน์สเตชั่น ถึงเมืองบัฟฟาโล่นิวยอร์ก ตั๋วใบที่สองเดินทางต่อจากบัฟฟาโล่ไปยังเมืองโตรอนโตได้ตั๋วเรียบร้อยก็มีเวลาเดินเตร็ดเตร่อยู่พักใหญ่ก่อนพนักงาน จะประกาศให้ผู้โดยสารขึ้นรถได้
การเดินทางคนเดียวพร้อมกระเป๋ายักษ์สองใบ ไม่สนุกสักเท่าไรแต่ดีว่าฉันจองตั๋วที่นั่งชั้นบิสเนสซึ่งที่นั่ง ว่างโล่ง นั่งคนเดียวสี่ที่นั่งสบายเก้าอี้สี่ตัวหันหน้าเข้าหากัน มีโต๊ะกั้นกลางให้ความรู้สึกเหมือนนั่งในห้องรับประทานอาหาร ในชั้นบิสเนสผู้โดยสารสามารถเดินไปที่เคาน์เตอร์เครื่องดื่มและแสน็กบาร์ ขอขนม อาหารว่าง เครื่องดื่ม น้ำอัดลม ชา กาแฟทานได้ตลอดเวลา ยกเว้นตอนกลางวันอาหารที่เป็นของหนักท้องจำพวกซุป แซนด์วิช เบอร์เกอร์นั้นมีไว้สำหรับจำหน่าย นั่งก็แล้ว เดินก็แล้วหลับไปก็หลายตื่นยังไม่ถึงโตรอนโตเสียที (ตลอดเส้นทางฉันดื่มน้ำอัดลม ไป 5 กระป๋อง) ระหว่างทางยังพอมีสีสันของฤดูใบไม้ร่วง อันสวยงามให้เห็นประปราย ต้นไม้บางต้นเปลี่ยนสีเป็น สีแดง สีเหลืองดูเพลินตาแต่โดยมากใบจะร่วงปกคลุมดินทิ้งกิ่งก้านให้เปล่าเปลือยดูงดงามไปอีกแบบดูเพลินหลับไปเมื่อไรไม่รู้ตื่นอีกทีตอนรถไฟวิ่งข้ามไนแองการ่าฟอลล์ดูแล้วยิ่งใหญ่ตระการตาสวยงามมาก ฉันตื่นเต้นจนเก็บอาการ ไม่อยู่วิ่งไปวิ่งมาระหว่างกระจกแต่ละบานๆ เพื่อถ่ายรูปน้ำตกไม่รู้สึกอายเท่าไรเพราะมีผู้หญิงฝรั่งสูงวัยสวม เสื้อคลุมขนสัตว์คนหนึ่งก็ทำท่าตื่นเต้นวิ่งไปวิ่งมาไม่แพ้กัน ที่สำคัญอยู่ต่างบ้านต่างเมืองอย่างนี้ไม่จำเป็นต้องอาย ใคร หลังผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองที่ไนแองการ่าฟอลล์อีกประมาณ 150 กิโลเมตรก็ถึงนครโตรอนโต
โรงพยาบาลที่ฉันทำงานชื่อว่า Whitby Mental Health Centre ตั้งอยู่ในเมืองวิทบีย์ จังหวัดออนตาริโอซึ่งเป็นโรงพยาบาลจิตเวชระดับตติยภูมิขนาดใหญ่เช่นเดียวกับโรงพยาบาลศรีธัญญา จำนวนเตียงผู้ป่วยในมีเพียง 330 เตียงเนื่องจากประเทศแคนาดาดำเนินนโยบายคืนผู้ป่วยสู่ ชุมชนมานานกว่า 20 ปี ภายหลังโรงพยาบาลเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น Ontario Shores Centre for Mental Health Sciences อันเนื่องมาจากชื่อโรงพยาบาล Whitby นี้เป็น “ตราบาป” คือถ้าเอ่ยชื่อโรงพยาบาลคนเขาก็นึกถึง โรงพยาบาลรักษาคนโรคจิตก็เลยเปลี่ยนชื่อเสียเพราะพริ้งเป็น Ontario Shores แปลว่าโรงพยาบาลริมฝั่งทะเลสาบออนตาริโอ
นอกจากชื่อของโรงพยาบาลจะเปลี่ยนไป การดูแล ผู้ป่วยของประเทศแคนาดาก็เปลี่ยนไปมาก หากย้อนไป เมื่อหลายสิบปีก่อนสภาพโรงพยาบาลก็คงไม่แตกต่าง จากศรีธัญญา อันเป็นที่รักของเราในปัจจุบัน ตึกผู้ป่วยกระจัดกระจายอยู่ห่างๆ ภายในแต่ละตึกจุผู้ป่วยเป็นสิบๆ รายมีเตียงเรียงรายเป็นตับๆ เป็นแถวเป็นแนว ปัจจุบันตึกหรือที่ชาวแคนาดาเรียก “กระท่อม” เหล่านี้ได้ปลดระวางไปหมดแล้ว มีเหลือ ทิ้งร้างอยู่เพียงตึกเดียวซึ่งนัยว่าทาง โรงพยาบาลจะอนุรักษ์ไว้เป็นพิพิธภัณฑ์ ตึกโรงพยาบาลในปัจจุบันถูกสร้างขึ้นใหม่และแบ่งโซนเป็น 8 ตึก แต่ละตึกมีแคปซูลแก้วเป็นทางเดินเชื่อมต่อถึงกันทำให้มีความรู้สึกเหมือนเป็นตึกเดียวกัน ทั้งนี้ก็เพราะในฤดูหนาวบางครั้ง หิมะตกหนักอุณหภูมิลดต่ำถึง -30 องศาเซลเซียสการที่ตึกทั้ง 8 เชื่อมต่อกันอย่างนี้ทำให้บุคลากรเดินทางระหว่างตึกอย่างสะดวกเพราะภายในติดฮีทเตอร์อบอุ่นสบาย ห้องนอนผู้ป่วยมีทั้งห้องเดี่ยวและห้องคู่ แต่ไม่มีห้องรวมสิบเตียงอย่างของเรา ภายในห้องนอนผู้ป่วยยังมีโต๊ะเขียนหนังสือ ตู้เสื้อผ้าลิ้นชัก ผู้ป่วยสามารถนำของเล็กๆ น้อยๆ ติดตัวมาจากบ้านได้ เช่น เสื้อผ้า รองเท้า (ไม่ต้องสวมชุดผู้ป่วยอย่างบ้านเรา) ผู้ป่วยบางรายนำหนังสือมาอ่านมีรูปถ่าย ลูกหลานกับการ์ดอวยพรน่ารักๆ หรือแม้แต่วิทยุเครื่องโปรดทั้งนี้ก็เพื่อให้ผู้ป่วยเกิดความรู้สึกอบอุ่นคล้ายอยู่กับบ้าน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นทางโรงพยาบาลก็มีนโยบายในการเข้มงวดตรวจตราข้าวของที่มีคมหรืออาจเป็นอันตรายและไม่อนุญาตให้ผู้ป่วยมีไว้ เช่นเดียวกับโรงพยาบาลจิตเวชทั่วไป

พูดถึงความหนาวเย็นของประเทศแคนาดา ใน หน้าหนาวอากาศอาจติดลบถึง 40 องศาเซลเซียสและ ฤดูหนาวยาวนานเกือบหกเดือน ปัญหาก็คือผู้ป่วยจิตเวชที่มีอาการทางด้านลบ (negative symptoms) เช่น เก็บตัวอยู่ในโลกส่วนตัวไม่พูดไม่จาไม่สุงสิงกับใคร การดูแลตนเองบกพร่อง บางครั้งแม้อากาศหนาวเย็นลงอย่างมากผู้ป่วยก็ ไม่สวมเสื้อผ้าให้เหมาะสม บางรายเป็นผู้ป่วยเร่ร่อนไม่มี ที่อยู่เป็นหลักแหล่งปกติหน้าร้อนซึ่งแคนาดาก็ร้อนอบอ้าว ไม่แพ้เมืองไทยผู้ป่วยเหล่านี้ก็อาศัยนอนตามสวนสาธารณะป้ายรถเมล์ไปตามเรื่อง ในหน้าหนาวคงทำอย่างนั้นไม่ได้เพราะอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ครั้งหนึ่งฉันเคยรับผู้ป่วยหญิงรายหนึ่งไว้ อันที่จริงอาการทางจิตก็ไม่ได้ถึงขั้นเอะอะอาละวาดรุนแรงแต่อย่างใด แต่ผู้ป่วยรายนี้สวมเสื้อตัวกางเกงตัวกับรองเท้าแตะออกไปเดินถนนขณะที่อุณภูมิภายนอกนั้นติดลบเกือบ 20 องศา สุดท้ายตำรวจจึงต้องนำส่งโรงพยาบาลตอนนั้นฉันนึกในใจเป็นผู้ป่วยเร่ร่อนจรจัด ในเมืองไทยจะว่าไปก็ดีไปอย่างไม่ต้องกลัวหนาวตาย คนไทยยังค่อนข้างเมตตาเห็นผู้ป่วยเหล่านี้ก็ยังสงสารให้ข้าวให้น้ำพอประทังชีวิตแม้ความสงสารเหล่านี้จะไม่ได้ช่วยอะไรผู้ป่วยมากมาย แต่อย่างน้อยก็คงไม่ปล่อยให้ผู้ป่วยอดตาย

ทุกวันฉันจะขี่จักรยานจากบ้านไปที่สถานีรถไฟ ยูเนี่ยน สเตชั่นจากใจกลางเมืองโตรอนโตขึ้นรถไฟเที่ยว 7.28 น. ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงก็ไปถึงเมืองวิทบีย์จากนั้นก็นั่งรถบัสอีกต่อไปถึงโรงพยาบาล ฉันทำงานที่วอร์ด PRB (Psychiatric Rehabilitation B) เช้าวันจันทร์กับ วันพฤหัสฯ เป็นวันที่จะมีการประชุมทีมสหวิชาชีพซึ่งในวอร์ด PRB ที่ฉันทำงานจะมีจิตแพทย์สองคนก็คือฉันและ คุณหมอโจฮาร์เราทั้งสองคนรับดูแลผู้ป่วยภายในตึกคนละครึ่งแต่ทุกวันจันทร์และพฤหัสบดีจะมีการประชุมร่วมกันกับทีมพยาบาล นักสังคมสงเคราะห์ เภสัชกร นักจิตวิทยาและนักอาชีวบำบัด ในบางครั้งอาจมีนักนันทนาการบำบัด (Recreational therapist) นักพฤติกรรมบำบัด (Behavioral therapist) หรือนักศึกษาเข้าร่วมประชุมด้วย สาเหตุที่ฉัน ชื่นชอบการเข้าประชุมสหวิชาชีพนี้เป็นพิเศษก็เพราะว่า วันประชุมเป็นวันที่ทั้งทีมอยู่พร้อมหน้าพร้อมตามี สารทุกข์สุกดิบอะไรก็นำมาเล่าสู่กันฟัง ที่สำคัญใครมี ขนมเค้ก คุ้กกี้ ชอกโกแลตขนมอะไรต่อมิอะไรก็ต่างขน มาแบ่งปันกัน (พยาบาลที่นี่ส่วนใหญ่มีฝีมืออบขนมได้อร่อยเด็ดทีเดียว) มิเชลล์นักอาชีวบำบัดมักจะคอยตระเตรียม น้ำชากาแฟไว้ใครอยากจะดื่มอะไรก็ช่วยเหลือตัวเอง (help yourself) อะแฮ่มเดี๋ยวจะหาว่าฉันเห็นแก่ขนมอร่อยๆ อันที่จริงการประชุมสหวิชาชีพนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งเพราะจะมีการทบทวนอาการและการรักษาผู้ป่วยแต่ละรายในรอบ สัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้ป่วยแต่ละรายจะถูกจ่ายให้อยู่ในความดูแลของจิตแพทย์ 1 คน นักสังคมสงเคราะห์ 1 คนแต่จะมีพยาบาลเจ้าของไข้ 2 คน พยาบาลเจ้าของไข้หลักเรียกว่า prime nurse และพยาบาลคนที่สองเรียกว่า alternate เนื่องจากพยาบาลขึ้นเวรเป็นกะมีโอกาสที่พยาบาลหลัก ไม่อยู่ช่วงเช้า หากมีประชุมเรื่องผู้ป่วยในเวลาเช้าพยาบาลคนที่สองก็จะเข้าประชุมแทนได้ในการประชุมทีมสหวิชาชีพพยาบาลจะรายงานอาการผู้ป่วยในช่วงเวลาที่ผ่านมา รวมทั้งความคืบหน้าของแผนการรักษา แพทย์และ นักสังคมสงเคราะห์ซึ่งอาจจะได้พบญาติผู้ป่วยหรือพูดคุย กับผู้ป่วยในอาทิตย์ที่ผ่านมาก็จะนำมารายงานในที่ประชุม ไม่ว่าจะเป็นการที่แพทย์เปลี่ยนยาหรือให้การรักษาด้วยไฟฟ้า จิตบำบัดหรือการที่นักสังคมฯได้ติดต่อบ้านพักที่ ผู้ป่วยจะไปอยู่ภายหลังออกจากโรงพยาบาล เรียกว่าข้อมูลทั้งหมดทั้งมวลทั้งด้านการรักษาด้วยยา จิตบำบัดและสังคมบำบัดก็จะนำมาถกเถียงแลกเปลี่ยนกันในที่ประชุม แรกๆ ที่ฉันเริ่มทำงานที่โรงพยาบาลฉันไม่คุ้นกับระบบอย่างนี้ สักเท่าไรเพราะเมื่อสั่งยาเสร็จ พยาบาลโทรศัพท์ตามและถามว่า “ทำไมหมอจึงให้ยาตัวนี้” ระบบการดูแลผู้ป่วยที่เมืองไทยเป็นระบบเคารพนับถือไม่ว่าแพทย์จะจ่ายยาใดๆฉันไม่เคยถูกถามถึงเหตุผลโดยทีม จนบางครั้งเกือบลืมไปว่าเราดูแลผู้ป่วยเป็นทีม แต่ที่แคนาดาถ้าไม่รายงานให้ทีมทราบเขาก็จะถาม การถามนี้ไม่ใช่ว่าพยาบาลไม่ให้เกียรติหรือไม่เชื่อมั่นในการตัดสินใจของแพทย์ แต่พยาบาลเขารู้หน้าที่ว่าเขาควรมีสิทธิรับรู้ในฐานะหนึ่งในทีมผู้รักษา เพื่อ จะสามารถเฝ้าระวังได้ถูกต้องกรณีผู้ป่วยมีอาการข้างเคียงจากยา นอกจากการดูแลผู้ป่วยเป็นทีมแล้วพยาบาลยัง ถามทุกครั้งที่ฉันปรับเปลี่ยนยา หรือเพิ่มลดขนาดยา “หมอบอกคนไข้แล้วหรือยัง” การที่ผู้ป่วยมีส่วนร่วมในการรักษาในประเทศแคนาดาเป็นเรื่องใหญ่มากๆ อีกนั่นแหละแรกๆ ฉันเป็นงงไปเหมือนกันคิดในใจ “ต้องบอกด้วยหรือ” ที่เมืองไทยขนาดบอกก็แล้วเขียนใส่กระดาษส่งให้กับมือ ด้วย พอถามผู้ป่วยว่ารู้หรือไม่ว่าตนป่วยเป็นโรคอะไร ค

0saves
If you enjoyed this post, please consider leaving a comment or subscribing to the RSS feed to have future articles delivered to your feed reader.
468 ad

Leave a Reply

Login