subscribe: Posts | Comments

กรมสุขภาพจิต กับแนวทางเพื่อชีวิตที่ดีขึ้นของผู้ป่วยจิตเวช

0 comments
กรมสุขภาพจิต กับแนวทางเพื่อชีวิตที่ดีขึ้นของผู้ป่วยจิตเวช

ทีมงานคอลัมน์ห้องรับแขกได้รับเกียรติเป็นพิเศษอย่างยิ่งจากอธิบดีกรมสุขภาพจิต นายแพทย์อภิชัย มงคล ให้เข้าสัมภาษณ์ท่านเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2553 ที่ผ่านมา ดิฉันและทีมงานต่างรู้สึกตื่นเต้นและดีใจเป็นอย่างมาก ในการสัมภาษณ์แขกรับเชิญท่านแรกของคอลัมน์ท่านนี้ บรรยากาศในการพูดคุยจากที่เราได้คาดการณ์ไว้ก่อนล่วงหน้าว่า คงจะเคร่งเครียดกลับไม่ได้เกิดขึ้นเลย ท่านได้ให้ความเป็นกันเองกับพวกเรา


ท่านผู้อ่านจะได้ทราบแนวความคิดและข้อมูลต่างๆ มากมายเกี่ยวกับนโยบายของกรมสุขภาพจิตที่จะดำเนินกิจกรรมเพื่อผู้ป่วยจิตเวช และยังได้รับข้อคิดดีๆ ในเรื่องการดูแลผู้ป่วยจิตเวชอย่างง่ายๆ ของท่านอธิบดีจากการได้อ่านบทสัมภาษณ์นี้

กรมสุขภาพจิตมีทิศทางอย่างไร ที่จะทำเพื่อชีวิตที่ดีขึ้นของผู้ป่วยจิตเวช

นพ.อภิชัย มงคล: สืบเนื่องจาก พ.ร.บ.สุขภาพจิตแห่งชาติ มีการประชุมติดตามความคืบหน้าทุกๆ ปี โดยมีรองนายกเป็นประธาน ปีนี้ก็จะประชุมเดือนหน้าที่ทำเนียบ ในกฎหมายสุขภาพจิตมีหลายข้อที่กำหนด   ให้รัฐบาลเพิ่มการดูแลให้ผู้ป่วยเข้าถึงบริการให้มากขึ้นและเป็นบริการที่มีคุณภาพมาตรฐาน ซึ่งตอนแรกก็    ไม่ได้เป็นสิ่งที่เป็นจุดเน้นของกฎหมายสุขภาพจิต แต่     การทำงานได้รับอานิสงส์โดยไม่ได้ตั้งใจจำนวนมาก                       คือ ผู้ใหญ่ในรัฐบาลที่มาจากกระทรวงต่างๆมีความเห็นตรงกันว่า จำเป็นต้องทำงานนั้นให้จริงจัง เพราะฉะนั้นตัวแทนของ สปสช. ตระหนักอยู่แล้วว่าปัญหานี้ผู้เข้าถึงบริการยังมีจำนวนไม่มากและการดูแลก็ยังด้อยกว่าโรคทางกาย จึงมีข้อเสนอให้มีกองทุนผู้ป่วยจิตเวชขึ้น ปีแรกคือปีปัจจุบันต่อเนื่องมาจากการประชุมครั้งก่อน ปีนี้ได้เงิน 200 กว่าล้าน ในการประชุมครั้งหน้าจะมีการเสนอการตั้งกองทุนผู้ป่วยจิตเวชขึ้น ระยะยาว 10 ปี คาดว่างบประมาณจะเพิ่มขึ้นไปถึงปีละ 5,000 ล้านอย่างน้อย  เพราะว่ากองทุนรักษาโรคไตที่ต้องล้างไต ตั้งไว้ปีละ 5,000 ล้าน สำหรับปัญหาเดียว สำหรับสุขภาพจิตน่าจะอยู่ในวิสัยที่จะได้รับกองทุนขนาดนั้น ทีนี้สิ่งที่จะต้องทำ ก็คือเพิ่มหน่วยบริการที่มีคุณภาพมาตรฐาน ต้องมีการฝึกอบรมเพิ่มเติม ให้โรงพยาบาลทั่วไป โรงพยาบาลชุมชน หรือกระทั่งโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ให้บริการตามมาตรฐานขั้นต่ำที่ต้องทำ เพราะตอนนี้เขาอาจจะเลือกได้ว่าจะส่งต่อหรือจะทำเอง ทำให้ประชาชนจำนวนมากต้องลำบากเพราะต้องเดินทางไกล ขณะเดียวกันนอกเหนือจากการพัฒนาหน่วยเหล่านั้นแล้ว ก็จะพัฒนาระบบตามจ่าย หมายความว่าถ้าที่ใดให้บริการผู้ป่วยมากเงินของกองทุนก็จะตามไปจ่าย เราหวังว่างานมันจะตามเงินไป เราจะวางเงินไว้ตามชุมชนและท้องถิ่นให้มาก เพื่อให้หน่วยบริการที่ใกล้บ้านให้บริการ และถ้าเขามีปัญหาก็ค่อยส่งต่อมา เราก็จะมีคนไข้ที่ยุ่งยากและซับซ้อนมาที่โรงพยาบาลจิตเวช เราก็จะให้บริการเขาดีขึ้น ตอนนี้คนไข้ง่ายๆ เข้ามาอยู่ที่แผนกผู้ป่วยนอก เยอะมาก ทำให้แย่งชิงเวลาที่เราต้องดูแลผู้ป่วยหนัก                เพราะฉะนั้นโดยสรุปสิ่งที่จะเกิดนโยบายในตอนนี้เราจะพัฒนากองทุนผู้ป่วยจิตเวชให้มีขนาดใหญ่ขึ้น โดยไปพัฒนาหน่วยบริการในกระทรวงสาธารณสุข ขณะเดียวกันจะใช้ระบบเงินนำงานไปสู่บริการใกล้ๆ บ้าน ตอนนี้ สปสช. ไม่ได้มีปัญหาเรื่องเงิน เขากังวลว่าถ้าโฆษณาประชาสัมพันธ์เยอะ ในขณะนี้ประชาชน                จำนวนมากวิ่งไปที่หน่วยบริการแล้วหน่วยบริการไม่พร้อมมันเป็นเรื่องไม่ดีงาม เพราะฉะนั้นเขาก็ให้เรา                 เร่งพัฒนาหน่วยปลายทางให้รอรับ ซึ่งอาจจะไม่ใช่ทุกโรค ในตอนต้นต้องค่อยๆ ทยอย ต้องเอาที่ทำได้ก่อน               แล้วสุดท้ายก็คือทั้งหมด นี่คือจุดเน้นที่ทำเพื่อการดูแล   ผู้ป่วยจิตเวชในประเทศไทย

 

งานที่ท่านเห็นว่าสำคัญและอยู่นอกเหนือจาก  งานบริหารกรมสุขภาพจิต เช่น การรณรงค์เพื่อการตระหนักรู้และป้องกันเรื่องโรคซึมเศร้าและการฆ่าตัวตาย (Sebod) มีอะไรบ้าง

นพ.อภิชัย มงคล: หลังจากวิกฤติเศรษฐกิจในปี 40 แล้วมีผลให้ปี 42 มีคนฆ่าตัวตายจำนวนมากขึ้นที่สุด  ในประวัติศาสตร์ประเทศไทยในปี 43 รัฐบาลกับกรมสุขภาพจิตก็เลยให้มีโครงการดูแลผู้ที่มีภาวะซึมเศร้า และฆ่าตัวตาย เป็นที่มาของงบ ปี 44 แล้วก็ดำเนินการต่อเนื่องโดยตลอด เพราะฉะนั้นการเฝ้าระวังและลดปัญหาการฆ่าตัวตายรับมาเป็นงานของตนแล้ว มัน  เป็นงานเชิงป้องกันส่งเสริมโดยกิจกรรมของโครงการ  คือ พัฒนาให้โรงพยาบาลต่างๆ นั้น เมื่อมีผู้ไปรับการรักษาต้องมีคุณภาพในการรักษาที่เกี่ยวพันกับการ    ฆ่าตัวตาย แล้วก็มีการรณรงค์ในชุมชน เช่น ที่ลำพูนก็เกิดถนนปลอดเหล้าขึ้น เพราะพบว่าการฆ่าตัวตายมีความสัมพันธ์อย่างยิ่งกับการกินเหล้า ก่อนหน้าที่จะมีปัญหา ทำให้เกิดการทะเลาะ ทำให้เกิดปัญหาเยอะ  สองเรื่องนี้คือให้หน่วยบริการรักษาดีขึ้น รวมทั้งรณรงค์ในชุมชน เรื่องสุดท้ายก็คือพัฒนาอาสาสมัคร อสม. ในการเยี่ยมพูดคุยกับผู้ที่มีความเสี่ยงจะฆ่าตัวตาย ความสำเร็จของการป้องกันการฆ่าตัวตายส่วนใหญ่เป็นความสำเร็จของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล และ อสม. เพราะหมอจากโรงพยาบาลอำเภอคงไม่สามารถไป เยี่ยมได้เป็นประจำ แต่หน่วยสามารถขอร้องให้ อสม. ไปเยี่ยม บางรายฆ่าตัวตายมาแล้วหลายครั้งแล้วก็ดีขึ้น บางคนเปลี่ยนพฤติกรรมเป็นผู้นำชุมชน เพราะฉะนั้นเรื่องการฆ่าตัวตายเป็นภารกิจหนึ่งของกรมสุขภาพจิต

ส่วนภารกิจที่ 2 คือโรคซึมเศร้า เป็นเพราะว่าธนาคารโลกและองค์การอนามัยโลกได้เห็นตรงกันว่า โรคซึมเศร้าเป็นโรคที่สร้างภาระต่อโลกมนุษย์มาก   สร้างภาระในทางเศรษฐกิจและสังคม สร้างภาระให้ผู้ป่วยและญาติ สร้างภาระให้ระบบมาก เป็นอันดับ 2 รอง จากภาวะหัวใจขาดเลือด ชนะหลายๆ โรค เพราะฉะนั้น  กรมสุขภาพจิตก็รับมาเพื่อดำเนินการไปเพื่อให้        มีการดูแลผู้ป่วยซึมเศร้าให้ดีขึ้นเรื่อยๆ แต่จริงๆ       แล้วสาธารณชน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สำนัก         งบประมาณ มีความเข้าใจเรื่องโรคซึมเศร้าได้ไม่     มาก แต่เข้าใจเรื่องการฆ่าตัวตายได้มาก เพราะฉะนั้นการของบประมาณเรื่องป้องกันการฆ่าตัวตาย                 เราจะได้งบประมาณมาทำโรคซึมเศร้าด้วย ได้งบมาดูแลผู้ป่วยจิตเภทที่อยากฆ่าตัวตายด้วย ได้งบมาดูแล    เด็ก รวมทั้งผู้ติดสารเสพติด เพราะฉะนั้นงานเรื่อง   โรคซึมเศร้าและฆ่าตัวตายยังเป็นงานสำคัญของกรมสุขภาพจิต การรักษาเป็นเรื่องหนึ่ง ส่วนการรณรงค์นั้นอยู่ในเรื่องป้องกันส่งเสริม ซึ่งเป็นภารกิจของเราโดยตรง                  รวมทั้งการฟื้นฟูให้คนมีอาชีพ เขาจะได้ภาคภูมิใจและ อยู่ได้

งานที่นอกเหนือจากงานบริหารกรมสุขภาพจิต                      ใกล้ตัวที่สุดก็คือเรื่องพัฒนาสติปัญญาเด็กไทย เพราะกระทรวงสาธารณสุขและประเทศไทยทราบดีว่าคนไทยฉลาดน้อยลงเรื่อยๆ มีความกังวลว่าอีก 10 ปีข้างหน้าถ้าเราไม่ป้องกันและแก้ไข ประเทศลาวและกัมพูชา                  มีแนวโน้มจะฉลาดกว่าเรา ถ้าเราปล่อยให้เป็นเช่นนี้   ซึ่งเรื่องนี้เกิดขึ้นจากการไม่สนใจไม่ตระหนักว่า                  ขณะนี้ประเทศไทยขาดเกลือไอโอดีน เกลือที่บริโภคกันส่วนมากเป็นเกลือไม่มีคุณภาพ เนื่องจากประชาชนอยากทานแบบนั้น เกิดการเสวนาเรื่อง “สมองเด็กไทย รอไม่ไหวแล้ว” ในเดือนธันวาคมนี้เราจะใช้เงิน                        10 ล้านบาทในการสำรวจ IQ. เด็กไทยทั้ง 76 จังหวัด  ใช้เงินจำนวนมากเพราะ 76 จังหวัดๆหนึ่งก็เป็นพัน               เพื่อเป็นตัวแทนทางสถิติเพื่อให้จัดลำดับ จะมีจังหวัด  ต่ำ 10 ต่ำ 20 ซึ่งไม่ได้ตั้งใจให้เกิดความอับอาย แต่ ตั้งใจให้มีโอกาสในการปรับปรุงแก้ไข เมื่อพบว่าจังหวัดตนต่ำ 10 ของประเทศก็เป็นหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัด สส. นายก อบจ. นายกเทศมนตรี แล้วกระทรวงสาธารณสุขก็จะช่วยให้ความรู้ได้ว่าจะแก้ด้วยวิธีใด     ได้บ้าง ตอนนี้ มีความรู้เอาไปให้เขาไม่สนใจ เพราะเขาไม่รู้ว่าปัญหาอยู่ที่ตรงไหนแน่ ส่วนจังหวัดที่ระดับสูงๆ 10 อันดับแรกของประเทศ ก็จะแข่งกันต่อไปเพื่อให้ฉลาดยิ่งขึ้น ซึ่งความฉลาดสติปัญญาคนมันจะทำให้เขาเรียนรู้ได้ดี และมีอาชีพดูแลตนเองได้ ปัญหาสุขภาพจิตสัมพันธ์กับเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้นถ้าคนไทยหลุดออกจากความยากจน ปัญหาสุขภาพจิตก็จะลดลง ดังนั้นจะเป็นการรณรงค์ที่สำคัญที่อยู่นอกเหนือจากงานปกติของ            กรมสุขภาพจิต เรื่องนี้ถูกกำหนดมาในกรมสุขภาพจิตเพราะเรามีโรงพยาบาลปัญญาอ่อน คือ สถาบันราชานุกูล เราเห็นว่ามีเด็กปัญญาอ่อนจำนวนมากซึ่งสามารถป้องกันได้ เพราะฉะนั้นนอกจากเรารักษาเด็กปัญญาอ่อนแล้ว เราต้องป้องกันไม่ให้เด็กเหล่านี้เกิดขึ้น  นี่เป็นความพยายามเรื่อง IQ. ที่ไม่เกี่ยวพันโดยตรง

อีกเรื่องหนึ่ง เราร่วมกับแผนงานสร้างเสริมสุขภาพจิตของ สสส. สำนักงานสถิติแห่งชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล รวม 4 หน่วยงาน ศึกษาสำรวจความสุขคนไทยทุกจังหวัด อีกไม่นานเราจะประกาศผล จังหวัดที่มี ความสุขน้อยที่สุดของประเทศจะมีการเรียงลำดับ     ตั้งแต่ 1-76 จังหวัดที่มีปัญหาก็ต้องแก้ปัญหา แล้วกรมสุขภาพจิต ก็สามารถช่วยเหลือได้ เพราะเราได้ทดลองแล้ว จังหวัดที่รับทราบตอนแรกก็ตกใจ แต่ว่าพอตั้งสติได้แล้ว องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น รัฐบาลท้องถิ่น และประชาชน ได้จัดงบประมาณเพื่อมาแก้ปัญหาเรื่องความสุขหรือสุขภาพจิตของประชาชน

เราจะวัดว่าคนมีความสุขหรือไม่ มี 4 องค์ประกอบ ซึ่งองค์ประกอบแรกคือเรื่องของสภาพจิตใจ ซึ่งเรื่องนี้หมอและพยาบาลเข้าใจดี คือป่วยหรือเปล่า เป็นซึมเศร้าหรือเปล่า เครียดหรือเปล่า วิตกกังวลมั้ย   วิตกจริตมั้ย นี่คือสภาพของจิต ถ้าเกิดเจ็บป่วยมากๆ ก็ถือว่าความสุขน้อย ดังนั้นโครงการการแก้ไขเรื่องความสุขของคนไทย ก็จะนำไปสู่การบริการรักษาพยาบาลที่ดีขึ้นด้วย แต่มันแค่เป็นองค์ประกอบที่ 1

องค์ประกอบที่ 2 คือเรื่องของความสามารถของจิตใจ ความสามารถในปัจจุบัน บางคนเรียกว่าความ เข้มแข็งทางใจ อย่างน้ำท่วมบางคนลุกขึ้นมาได้ บางคนล้มแล้วล้มเลย ไม่รอด หลังวิกฤติเศรษฐกิจปี 42     บางคนลุกขึ้นมาได้ บางคนลุกไม่ได้เห็นคนลุกได้ก็เกิดความน้อยเนื้อต่ำใจก็ซึมเศร้าและฆ่าตัวตายนี่คือความสามารถในการปรับตัวนั่นเอง ในยามปกติเราดูไม่เห็นว่าเขามีความสุขหรือไม่มีความสุข จะต้องวัดเมื่อเจอภาวะวิกฤติแล้วมันต่างกัน เจอเรื่องเดียวกันคนหนึ่งแย่เลย คนหนึ่งมองว่าเป็นโอกาส ธรรมดา

องค์ประกอบที่ 3 เครื่องมือนี้วัดเรื่องของคุณภาพของจิตใจ ซึ่งวัดไปถึงความดีงามของจิตใจ เช่น เรื่องความเมตตา กรุณา ความอยากช่วยเหลือผู้ที่ตกทุกข์  ได้ยาก มีจิตกุศล ทำบุญทำทาน มีความกตัญญูกตเวที อันนี้เป็นคุณภาพของจิตใจ ซึ่งถ้าออกมาไม่ดีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เรื่องนี้ต้องเป็นหน่วยงานทางศาสนามั้ง  หรือหน่วยงานไหนก็ต้องไปแก้ไข เรื่องแรกคือเรื่องสภาพจิตกับความสามารถของจิตใจ อาจเกี่ยวข้องกับกรมสุขภาพจิต แต่ด้านคุณภาพของจิตใจก็เปิดโอกาส ให้คนอื่นเข้ามาร่วมด้วย

องค์ประกอบสุดท้าย คือ เรื่องสภาพแวดล้อมและครอบครัวว่าคอยเกื้อหนุนมั้ย ข้างบ้านมีกลิ่นรบกวนรำคาญ มีดิสโก้เทค มีผู้ร้ายชุกชุม มีความไม่ปลอดภัย ก็คงทำให้ความสุขคนลดลงต่อให้อย่างอื่นดีก็ตาม ก็  เปิดให้คนอื่นแก้ไขด้วยนอกจากกรมสุขภาพจิต เพราะฉะนั้นโดยสรุป งานสำคัญที่อยู่นอกเหนืองานบริหารคือเรื่องของความพยายามในการเพิ่มสติปัญญาเด็กไทย เพื่อให้ความสามารถในการแข่งขันของคนไทยดีขึ้น เพื่อให้เป็นการแก้ปัญหาความยากจน โดยเชื่อว่าถ้าเขาสติปัญญาดีขึ้น เขาเรียนรู้ทำงานหาเลี้ยงชีพพึ่งพาตัวเองโดยที่ไม่ต้องให้คนเอาเงินไปแจก

เรื่องการประเมินและประกาศผลความสุขของแต่ละจังหวัด ทั้งสองเรื่องนี้เชิญชวนให้รัฐบาลท้องถิ่น และคนในท้องถิ่นกระวีกระวาดแก้ปัญหาของตน โดย  ไม่ใช้นโยบายแบบเหมาโหล ไม่ใช่ทุกจังหวัดต้องทำเหมือนกันจังหวัดที่มีปัญหามากก็กรุณาแก้ แก้ไม่เป็นบอกเราเพราะเราเคยทำเรื่องฆ่าตัวตาย เราส่งงบไป   76 จังหวัดปรากฏว่า 3 จังหวัดภาคใต้ต่อว่ามีเงิน    มากนักหรือถึงเอามาแจก เพราะภาคใต้เขาไม่ฆ่าตัวตาย               เขามีแต่ฆ่าคนอื่น ภาคใต้เราคงต้องไปทำงานในอนาคต  เรื่องลดอัตราการฆ่าผู้อื่น ภาคใต้ทั้งหมดนะไม่ใช่                  3 จังหวัด อัตราฆ่าผู้อื่นสูงมาก แต่สังคมไทยยังไม่เห็นเป็นเรื่องสำคัญ เมื่อไม่เห็นสำคัญเราก็ยังไม่ทำ                      แต่ฆ่าตัวตายเมื่อเทียบกับประชาคมโลก ปัจจุบันเราอยู่ในฐานะที่ดีมากเราประสบความสำเร็จมาก ทั่วโลกนิยมชมชอบโครงการดูแลผู้มีภาวะซึมเศร้าและเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย ตัวเลขของเราดีมากเมื่อเทียบกับหลายประเทศ แต่สังคมไทยยังแผ่นเสียงตกร่อง ยังคิดว่าเป็นปัญหาอยู่เราก็ทำต่อไป นี่คืองานรณรงค์ที่เกี่ยวพัน    ทั้งสองเรื่อง ก็เกี่ยวพันกับโรคจิตเวชโดยทางอ้อมอยู่ดี  เพราะคนเราถ้ามีความทุกข์มากๆ ซึมเศร้าได้ ซึมไป  ซึมมา เดี๋ยววิกลจริตไปด้วย ไปกันใหญ่ ตามจริงมีข้อมูลเพิ่มเติมว่าจะให้กรมสุขภาพจิตนั้นเป็นผู้จัดการการรักษา                 ผู้ติดสุราด้วย ซึ่งตอนนี้ไม่มีเจ้าภาพแน่นอน ถ้าโอกาสมาถึง ทาง สปสช. ตั้งกองทุนขึ้นมา ทางกรมสุขภาพจิต           ก็ยินดีเพราะแอลกอฮอล์จะเกี่ยวพันกับการป่วยทางจิตมาก ตั้งแต่เป็นสาเหตุที่ทำให้ป่วย

 

แนวทางการร่วมมือระหว่างกรมสุขภาพจิตกับองค์กรการกุศลเพื่อผู้ป่วยจิตเวช มีการดำเนินการอย่างไรบ้าง

นพ.อภิชัย มงคล: มีองค์กรอยู่หลายองค์กร ที่เรียกว่า NGO. คือไม่ได้หวังพึ่งกำไร เช่น สมาริตัน (ป้องกันการฆ่าตัวตาย) และสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิต เป็นเรื่องของผู้ป่วยและญาติในการที่จะดูแล เขามีพลังอำนาจมากในการต่อรองงบประมาณเพื่อมาดูแล เรามีพลังอำนาจจำกัดเพราะว่าเวลาเราของบเพิ่มเติม คนก็ชอบมองว่าหน่วยราชการไม่มีประสิทธิภาพ จะใช้เงินมากขึ้นเรื่อยๆ ควรที่คนที่อยู่กับปัญหาจะเรียกร้องเอง ช่วยกันคนละมือถึงจะได้งบประมาณพอ รวมทั้งสมาคมสายใยครอบครัวด้วย คือ องค์กรใดที่จัดตั้งมาเพื่อวัตถุประสงค์เดียวกับเรา คือ เพื่อสุขภาพจิตของคนไทยหรือแคบลงมาก็เรื่องการเจ็บป่วยของโรคทางจิต กรมสุขภาพจิต มีความตั้งใจและตั้งเป็นตัวชี้วัดของกรมสุขภาพจิตด้วยในเรื่องความสำเร็จในการทำงานกับองค์กรการกุศล หรือองค์กรไม่หวังผลกำไรต่างๆ มันเป็นตัวชี้วัดของเราเนื่องจากว่ามีหลายองค์กรเราก็กำหนดเป็นพันธกิจ 1 ใน 4 พันธกิจของเราอยู่แล้ว คือ เรื่องของเครือข่าย มีรองอธิบดีดูแลอยู่ขณะนี้เราได้  รองอธิบดีคนใหม่ ชื่อ คุณหมออิทธิพล สูงแข็ง ซึ่งเป็นอดีตนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดหลายจังหวัด เป็น  10 ปี เชื่อว่าท่านจะมีเครือข่ายมาต่อยอดกับเครือข่ายเท่าที่เรามีอยู่แล้วเพิ่มมากขึ้น เราหวังว่าพันธกิจเรื่องเครือข่ายจะเป็นงานหลัก 1 ใน 4 ของกรมสุขภาพจิต เรื่องของการเจริญเติบโตเรื่องเครือข่ายเราหวังว่าเราสามารถจัดงบสนับสนุนการดำเนินงานเท่าที่ทำได้ ทั้งนี้ ก็แล้วแต่เพราะเรามอบให้รองอธิบดีดูแลแต่ละพันธกิจ ผมดูแลพันธกิจที่ 1 คือ เรื่องเด็กและวัยรุ่น ยังมีเรื่องของความเป็นเลิศในการบริการอีก ซึ่งแต่ละคนก็รับผิดชอบกันไป

 

เนื่องจากท่านได้ให้โอกาสโดยการสละเวลา ประมาณ 1 ชั่วโมง ทำให้ทีมงานได้ซักถามประเด็นต่างๆ ได้หลากหลาย และได้ให้ข้อมูลที่มีประโยชน์แก่ผู้อ่านมากมาย ทางนิตยสารเพื่อนรักษ์สุขภาพจิต จึงขอให้ผู้อ่านได้ติดตามอ่านบทสัมภาษณ์ของท่านอธิบดีต่อในฉบับหน้าค่ะ

 

0saves
If you enjoyed this post, please consider leaving a comment or subscribing to the RSS feed to have future articles delivered to your feed reader.
468 ad

Leave a Reply

Login