subscribe: Posts | Comments

การเปลี่ยนแปลง (Change) ของงานสุขภาพจิต

0 comments
การเปลี่ยนแปลง (Change) ของงานสุขภาพจิต

นพ.มล.สมชาย จักรพันธุ์  ที่ปรึกษากรมสุขภาพจิต 

ก่อนที่ท่านประธานาธิบดี บารัค โอบามา จะได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา ท่านได้ชูคำขวัญว่า สหรัฐต้องการการเปลี่ยนแปลง (Change) หลายๆ ด้าน                ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และบทบาทของประเทศมหาอำนาจต่อประเทศอื่นๆ ท่านเป็นประธานาธิบดีที่มีภูมิหลังของความแตกต่าง โดยมีคุณแม่เป็นหญิงอเมริกัน ผิวขาว คุณพ่อเป็นนักเรียนทุนจากประเทศในแอฟริกา คุณแม่เคยทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกสาขามานุษยวิทยาเกี่ยวกับ     ความหลากหลายของชาติพันธุ์ที่ประเทศอินโดนีเซีย     โดยบารัค โอบามา ได้มาใช้ชีวิตในวัยเด็กที่อินโดนีเชีย     ระยะหนึ่ง (อยู่กับพ่อเลี้ยงซึ่งเป็นนักธุรกิจชาวอินโดนีเชีย) หลังคุณแม่เสียชีวิตจากโรคมะเร็งและเรียนจบปริญญา   เอก บารัค โอบามา ได้กลับมาอยู่กับยาย (ผิวขาว) ที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งสิ่งที่คุณแม่และคุณยายปลูกฝังให้กับ    บารัค โอบามา คือ ความมั่นใจ มุ่งมั่นกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงซึ่งนำมาสู่การได้เป็นประธานาธิบดีผิวสีคนแรกของประเทศ ที่ทรงอำนาจที่สุดในโลก

ถ้าย้อนกลับมาดูการเปลี่ยนแปลงของวงการ  สุขภาพจิตในประเทศไทยจะเห็นได้ว่ามีการเปลี่ยนแปลง  ทั้งโครงสร้างของงานในระบบสาธารณสุข และเปลี่ยนแนวคิดของผู้ที่ดูแลรักษาและผู้ที่อยู่กับปัญหาเอง ทางด้านโครงสร้างคงต้องขอบคุณต่ออดีตแพทย์และผู้บริหาร      ทั้งของกรมสุขภาพจิตเองและกระทรวงสาธารณสุขที่ทั้ง ผลักดันและสนับสนุนให้โครงสร้างของงานสุขภาพจิตขึ้นเป็นระดับกรมในกระทรวงสาธารณสุขซึ่งอาจจะเป็น  ประเทศเดียวในเอเชียที่ระบบสาธารณสุขของประเทศไทยเห็นความสำคัญของ  งานด้านสุขภาพจิตอย่างมาก

สำหรับแนวคิดของผู้ที่ทำหน้าที่ดูแลรักษาผู้มีปัญหาสุขภาพจิต ที่จะเน้น ผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางมากขึ้นในขณะที่  การพัฒนาทางยาและวิธีการบำบัดต่างๆ หลากหลายมากขึ้นทำให้รักษาผู้ป่วย   ได้ดีขึ้น

ที่สำคัญคือ ความคิดของผู้ที่อยู่กับปัญหาได้แก่ ตัวผู้ป่วยและญาติที่ได้เปลี่ยนไปเป็นแนวคิดที่ว่าความเจ็บป่วยทางด้านจิตใจไม่ใช่สิ่งที่น่าอับอาย ไม่ใช่การลงโทษจากสิ่งที่มองไม่เห็น ไม่ใช่ สิ่งที่ลึกลับแปลกประหลาดอีกต่อไป ความเจ็บป่วยทางจิตใจก็คล้ายกับทางกาย มีสาเหตุ มีการดำเนินโรค มีวิธีการบำบัดรักษาและฟื้นฟูที่ได้ผล ผู้เจ็บป่วยทางจิตควรมี “สิทธิ” ที่จะได้รับการดูแลรักษาเหมือนความเจ็บป่วยอื่นๆ ไม่ใช่ผู้  ที่จะรอรับความเมตตาสงสารจากผู้อื่น ผู้ที่อยู่กับปัญหาสุขภาพจิตได้เปิดเผยตัวและออกมาสู่สังคมมากขึ้นและที่   มีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดคือ การรวมตัวของผู้ที่อยู่กับปัญหาเป็นสมาคมและชมรมต่างๆ 2-3 ร้อยชมรมแล้ว ในขณะนี้ ถ้าผู้ที่ทำหน้าที่ดูแลเห็นความสำคัญให้ความสำคัญและสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ จะช่วยแบ่งเบาภาระของการบริการไปได้อย่างมาก

          ขอให้พวกเราทุกคนช่วยทำให้การเปลี่ยนแปลงของงานสุขภาพจิตยั่งยืนและงอกงามเติบโตไปในทิศทางที่ควรจะเป็นต่อไป

0saves
If you enjoyed this post, please consider leaving a comment or subscribing to the RSS feed to have future articles delivered to your feed reader.
468 ad

Leave a Reply

Login