subscribe: Posts | Comments

เจ็บป่วยกาย บอกอะไรในจิตใจ

0 comments
เจ็บป่วยกาย บอกอะไรในจิตใจ

พญ.สมรัก ชูวานิชวงศ์ 

หลายเดือนก่อนดิฉันได้พบหญิงสาวคนหนึ่ง  มาที่โรงพยาบาลในสภาพอ่อนแรงแทบจะเดินเข้ามาพบดิฉันในห้องตรวจไม่ไหว  พร้อมประวัติการรักษาจากคลินิกว่าในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาเธอได้ไปพบแพทย์หลายท่าน รวมทั้งจำนวนครั้งที่ไปพบแพทย์มากกว่า 30 ครั้ง เพื่อรักษาอาการ    ปวดท้องร่วมกับเวียนศีรษะซึ่งเป็นๆ หายๆ หลังให้การรักษาไปนานอาการไม่ดีขึ้น แพทย์ลงความเห็นว่าเธอควรได้รับการรักษาจากแพทย์เฉพาะทางที่โรงพยาบาลจิตเวช

เมื่อได้พูดคุยกับเธอก็ได้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า เธอเคยทรมานจากการเจ็บป่วยจนต้องหยุดเรียนไปในช่วงมัธยม  แล้วค่อยกลับไปเรียนใหม่ด้วยความลำบาก จบมาทำงานได้ไม่นานก็มีปัญหาสุขภาพและต้องกลับไปอยู่บ้านเพื่อช่วยกิจการของครอบครัวซึ่งเธอไม่ชอบเลย หนึ่งปีมานี้อาการเจ็บป่วยต่างๆ รุมเร้าเธอ เป็นกรดไหลย้อน น้ำในช่องหูไม่สมดุลทำให้เดินเซ เป็นโรคกลัวที่แคบ ภูมิแพ้ปวดท้อง เวียนศีรษะ นอนไม่หลับ ปัสสาวะบ่อย ไม่มีแรง เบื่ออาหารจนผอมลง เธอเห็นว่าเธอป่วยมาก  ทรมาน คิดอยากวิ่งไปให้รถชน แต่เนื่องจากกลัวบาปจึงต้องทนอยู่ต่อไป

ดิฉันได้ให้ยาต้านเศร้าแก่เธอ แต่เธอกลับมาก่อนวันนัดเพราะกินยาแล้วยิ่งทรมาน ลองให้ลดขนาดยาลงก็ยังทรมานมาก อ่อนเพลียจนต้องไปให้น้ำเกลือที่คลินิกตั้ง 2 รอบ อาการกรดไหลย้อนแย่ลง ลองเปลี่ยนยาใหม่แค่ 2 วัน ก็เกิดอาการใหม่ทรมานกว่าเดิม จนหมอที่ดูแลสุขภาพของเธอให้เธอหยุดยาทุกอย่าง ให้จิบได้แต่ยาน้ำสมุนไพรบรรเทาอาการปวดท้องเท่านั้น

นอกจากการพยายามหาว่าจะมียาตัวไหนช่วย เธอได้ ดิฉันก็พยายามหาทางทำงานทางด้านจิตใจกับเธอ แต่ดูเหมือนจะมีข้อจำกัด เธออ่อนเพลียบอกเล่าแต่เรื่องอาการทางกายสารพัด และแพทย์ก็เคยส่งเธอไปตรวจหาสาเหตุของอาการเหล่านั้น ยังไม่ได้คำตอบ เธอยังอยากไปตรวจให้ถึงที่สุดเพื่อจะได้รู้สาเหตุ แต่ถูกส่งมาพบจิตแพทย์ก่อน ดิฉันเห็นความตั้งใจของเธอจากการมาทั้งก่อนนัดและตามนัดแม้อาการจะไม่ดีขึ้น ดิฉันพยายามหาช่องจังหวะสำรวจผลกระทบที่เธอทำงาน   ไม่ได้และพ่อแม่ต้องมาดูแลเธอ เธอแทบจะพูดตอบโต้กับดิฉันไม่ไหว เพราะมีแต่อาการสารพัดปรากฏเพิ่มเติมขึ้นมาเมื่อถูกถาม เช่น แน่นท้อง เจ็บมึนที่ท้ายทอย   ใจเต้น น้ำตาไหล ดิฉันตีความว่าร่างกายของเธอไว   ต่อคำถามของดิฉัน และอวัยวะเหล่านั้นพูดแทน จึง  เชิญชวนให้เธอเฝ้าสังเกตและรับฟังร่างกายของเธอ   แม้จะยังฟังไม่ออกแต่ด้วยความอ่อนโยน น้ำเสียงที่  ผ่อนคลายบอกให้เธอส่งใจไปสู่ส่วนที่มีอาการ พร้อมกับให้เธอใช้มือสัมผัสที่ส่วนนั้นอีกทาง เพื่อเชื่อมโยงรับรู้ปฏิกิริยาของร่างกาย เธอรับรู้ว่าหัวใจของเธอเต้นช้าลง ท้องที่แข็งก็กระเพื่อมมีแรงขึ้นมาเล็กน้อย นี่เป็นสัญญาณชีวิตที่ดีที่ดิฉันใช้จูงใจเธอว่าเป็นหนทางที่จะ  ใช้สำรวจตรวจค้นเข้าไปให้ลึกได้เพื่อจะได้เข้าใจปัญหาชีวิตของเธอ ซึ่งสอดคล้องกับความปรารถนาของเธอที่เธออยากตรวจหาสาเหตุโรคทางกายให้ถึงที่สุด เพื่อจะรู้สาเหตุที่แท้จริง

เธอเห็นด้วยที่จะทำงานแนวนี้กับดิฉัน คือการสำรวจตรวจค้นให้ลึกลงไปในใจ ผ่านทางการรับรู้อาการทางกายจนกว่าปฏิกิริยาทางกายจะนำไปสู่เรื่องราวของจิตใจ เธอได้เชื่อมโยงกับร่างกายของเธอมากขึ้น เธอ  รับรู้ความเหนื่อยที่หัวใจ เมื่อได้เอามือสัมผัสที่หัวใจ    ไว้อย่างสงบ รอคอยสัญญาณจากหัวใจ ความเหนื่อยก็ น้อยลง สักพักเธอก็เกิดการตระหนักขึ้นมาว่าที่ผ่านมาเธอได้นำเอาความเครียด ความไม่ดีมากมายมาลงที่ตัวเธอ ดิฉันลองให้เธอหาดูว่าส่วนไหนที่รองรับสิ่งเหล่านั้น เธอพบว่าเป็นกระเพาะอาหารเมื่อเพ่งความใส่ใจไปที่กระเพาะ ก็มีประเด็นผุดขึ้นมาว่าเธอมีเรื่องซ่อนไว้ใน  จิตใจใหญ่ๆ 2 เรื่อง คือ เธอใฝ่ฝันอยากทำงานเกี่ยวกับความงามแต่ต้องกลับมาทำงานกับครอบครัว และ    ผิดหวังเกี่ยวกับความรัก

กว่าร่างกายของเธอจะเปิดทางให้เราได้พูดคุย เรื่องของจิตใจได้ เราต้องใช้เวลา ความอดทน                ความอ่อนโยนกันพอสมควร นั่นหมายความว่า  กระบวนการที่จะบ่งเสี้ยนชีวิตจำเป็นจะต้องกรุยทางก่อน

การผิดหวังในความรักของเธอ นำมาซึ่งภาระที่เธอสูญเสียความมีคุณค่าแห่งตนไป ทำให้เกิดความท้อแท้ แล้วทำให้เธอเห็นสภาพความเป็นจริงของตัวเธอคับแคบลง แต่เมื่อได้บ่งเสี้ยนในชีวิตหลุดไป คือการยอมรับความจริงนั้นได้แล้ว เธอก็สามารถมองมุมใหม่ของชีวิตเธอได้ ซึ่งเธอได้หาสิ่งดีๆ ที่เธอมี และพร้อมที่จะลุกขึ้นมาลงมือทำสิ่งดีให้กับตัวเอง

ส่วนประเด็นความใฝ่ฝันในชีวิตไม่สมหวัง แล้ว  ยังต้องกลับไปทำงานของครอบครัวที่ไม่ชอบนั้น               เราได้ช่วยกันหาเสี้ยนที่อยู่ลึก เธอเห็นว่าพ่อของเธอ  เก่งจากการเป็นคนงานธรรมดา แต่สามารถเรียนรู้จนกลายมาเป็นช่างที่มีฝีมือและมีกิจการเป็นของตนเอง  ได้ ทำให้เธอฝ่อ เพราะมองเห็นว่าตนเองไม่มีทางที่    จะเก่งแบบพ่อได้ ซึ่งนั่นเธอตีความว่า เธอล้มเหลว จึงพยายามหนีการตีความนี้ ไม่อยากให้มันเป็นจริง เธอหนีด้วยการยกข้ออ้างต่างๆ ให้เป็นอุปสรรคที่จะไม่เรียนรู้และทำงานนี้ ร่างกายของเธอจึงเป็นส่วนหนึ่งที่ถูกใช้เพื่อกีดกันเธอจากความรับผิดชอบงานของครอบครัว เมื่อเราได้รู้ตำแหน่งเสี้ยนแล้ว ก็บ่งออกไปได้ เธอชื่นชมพ่อ  เธอยอมรับตัวเอง ตัดสินใจให้โอกาสแก่ตนเองใหม่

          เธอลงมือปฏิบัติ ทำกิจกรรมต่างๆ ที่ฟื้นความสามารถและศักยภาพของเธอ วันนี้เธอกระฉับกระเฉง               มีรอยยิ้ม แววตามีประกาย เหมือนเป็นคนใหม่ กระบวนการวิวัฒน์ได้เกิดขึ้นและดำเนินอยู่ในขณะนี้ แต่ละครั้งที่มาเธอก็ยังเล่าว่าเธอทำอะไร มีเหตุการณ์ใหม่ๆ อะไรเกิดขึ้นบ้าง ซึ่งยังคงมุ่งไปในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างมีความหวังและพลัง

0saves
If you enjoyed this post, please consider leaving a comment or subscribing to the RSS feed to have future articles delivered to your feed reader.
468 ad

Leave a Reply

Login