สุขท่ามกลางสิ่งท้าทาย-Slow Change ค่อยๆ เปลี่ยน
Slow Change ค่อยๆ เปลี่ยน
บางคนอาจจะประหลาดใจถ้าผมเรียกตัวเองว่า นักกอล์ฟ โดยเฉพาะถ้าหากเขาเคยเห็นผม เล่นกอล์ฟจริงๆ ในภาษากอล์ฟแล้ว ผมน่าจะเรียกได้ว่า “แฮ็กเกอร์” ผมไปที่สนามมานานกว่า 30 ปี ตีลูกบอลสีขาวเล็กๆ เดินไปรอบๆ สนาม ตามปกติกิจกรรมนี้ไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกดีกับตัวเองมากขึ้น แต่ผมสนุกจริงๆ และยังทำต่อไปเรื่อยๆ เพราะว่าผมชอบเล่นและก็ชอบอยู่ กับพวกที่เล่นด้วยกัน
ท่านผู้อ่าน อาจจะสรุปไว้แล้วว่าแก่นเรื่องของฉบับนี้ เป็นเรื่อง “evolve” ผมอยากจะเสนอคำจำกัดความของ “evolve” ในแนวของผม เพราะว่าผมเปรียบเทียบสิ่งที่ evolve กับเกมกอล์ฟของผม แท้จริงแล้ว ความหมายของ “evolve” ก็คือ “การเปลี่ยนแปลงอย่างช้าๆ” ไม่มีการเพิ่มคุณค่าใดๆ ขึ้นมา ดังนั้นสิ่งต่างๆอาจจะเปลี่ยนไปในทาง ที่ดีขึ้นหรือแย่ลงก็ได้ ตัวอย่าง เช่น เราอาจพูดว่า “ความสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูกกำลัง evolve ไปในทางแข่งกันตะโกนใส่อีกฝ่ายหนึ่ง” ดังนั้นความสัมพันธ์ระหว่างแม่กับ ลูกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างช้าๆ ไปในทางแข่งกันตะโกน แทนที่จะพูดกันดีๆ ก็กลายเป็นตะโกนโต้กันไปมา
ผมไม่ได้ค่อยๆ เปลี่ยนไปในทางที่เป็นนักกอล์ฟที่เก่งขึ้น ผมไม่ได้มีร่างกายแบบนักกีฬา และการฝึกหนักเท่าไรก็คงจะไม่ช่วยอะไร ผมจึงไม่เชื่อในวิวัฒนาการตามธรรมชาติ ซึ่งหมายถึงว่า ชีวิตจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น เมื่อเวลาผ่านไป นี่อาจเป็นจริงในบางกรณี แต่อาจจะไม่เป็นจริงในกรณีอื่นๆ ดังนั้นเราจึงไม่มีกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงอย่างช้าๆ ของสิ่งต่างๆ ว่าเป็นไปอย่างไร
เราทุกคนอาจเห็นด้วยว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดขึ้นตลอดเวลา การใช้ชีวิตก็คือการมีประสบการณ์กับการเปลี่ยนแปลง การจะประสบความสำเร็จในการใช้ชีวิต เราต้องปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น โดยทั่วไป สิ่งที่ ไม่เปลี่ยนแปลงก็คือสิ่งที่ตายแล้ว ดังนั้นชีวิตของเราและ สิ่งต่างๆ ในชีวิตตกอยู่ในสภาวะของการค่อยๆ เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
นั่นก็ทำให้เรามีความหวัง ไม่ว่าเราจะรู้สึกอย่างไรเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เราเผชิญ โดยทั่วไปเราก็เห็นได้ว่า สิ่งต่างๆ จะเปลี่ยนไปเมื่อเวลาผ่านไป และความรู้สึกของเราเกี่ยวกับสภาวการณ์ที่เผชิญก็จะเปลี่ยนด้วยเช่นกัน บ่อยครั้งที่ความรู้สึกแย่ๆ ที่เรามีต่อสภาวการณ์ที่เราพบนั้น เป็นปฏิกิริยาต่อการเปลี่ยนแปลงที่เราเผชิญอยู่ ครั้นเราอยู่กับสภาวการณ์นั้นๆ สักช่วงเวลาหนึ่ง เราก็ไม่มีความรู้สึกแย่ๆ กับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอีกต่อไป พูดอีกอย่างก็คือ เราปรับตัวได้ สิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยจัดการไม่ไหว เราก็พบว่าเราสามารถจะจัดการได้โดยทางใดทางหนึ่ง สิ่งที่ครั้งหนึ่ง เคยทำให้เราเจ็บปวดมาก เราก็พบว่าเราได้ปรับตัวกับความเจ็บปวดนั้น หลายครั้งผู้ซึ่งประสบกับความซึมเศร้าอย่างอ่อน อาจรู้สึกดีขึ้นเมื่อเวลาผ่านไปสักพัก เพียงเพราะว่า เขาปรับตัวได้แล้ว ไม่ได้หมายความว่าสถานการณ์ดีขึ้น เพียงแต่หมายความว่าเราปรับตัวเข้ากับสถานการณ์นั้นๆ จึงไม่ซึมเศร้าเหมือนก่อน ความหวังก็คือ คอยก่อนแล้วคุณอาจจะรู้สึกดีขึ้น แต่แน่นอนว่าเรื่องนี้ใช้ไม่ได้กับกรณีที่ เป็นโรคซึมเศร้าอย่างรุนแรงครับ
อีกตัวอย่างหนึ่งครับ เมื่อลูกชายของผมผู้ซึ่งเป็นบุตรบุญธรรมของเรา มีอายุได้ราวๆ เก้าขวบนั้นเราได้ทราบว่า เขามีความบกพร่องทางพันธุกรรมซึ่งจะทำให้เขาไม่อาจเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ทำบทบาทหน้าที่ปกติทั่วไปได้ จิตแพทย์ผู้ให้คำปรึกษาแก่เราในเวลานั้นได้แนะนำว่าให้คืนเขากลับ ไปให้ยังหน่วยงาน หมอบอกว่า “เขาจะเป็นเด็กที่เลี้ยงยากมาก และชีวิตคุณอาจพังได้เลย” แน่นอนว่าเราไม่สามารถทำตามคำแนะนำนั้นได้ จริยธรรมของเราไม่ยอมให้เราทำอย่างนั้น เราได้ผูกพันตนแล้วและตั้งใจรักษาการผูกพันตนนั้นไว้ ไม่ว่าผลที่เกิดกับชีวิตเราจะเป็นอย่างไรต่อไปก็ตาม
สิ่งที่ปรากฏขึ้นจริงๆ ก็คือ ภาวะช็อคจากข่าวนี้ค่อยๆจางหายไป ใช่แล้วครับ ชีวิตเรา ได้รับผลกระทบในทางเลวร้ายมากบางอย่าง แต่ยิ่งเราอยู่ กับสถานการณ์มากเท่าใด เราก็ยิ่งพบความหวังและการ ปรับตัวมากขึ้นเท่านั้น เราไม่เคยประสบความสำเร็จเลย และลูกชายของเราก็ต้องทนทุกข์อย่างเลวร้ายในบางครั้ง เนื่องจากความผิดปกติทางพันธุกรรมนั้น แต่ครอบครัวของเราก็ปรับตัวจนมาถึงจุดที่เราสามารถจะอยู่กับสถานการณ์และมีความสุขได้ ทั้งที่สถานการณ์เป็นอย่างนั้น
การค่อยๆ เปลี่ยนแปลงนี้เป็นไปตามธรรมชาติ หรือเปล่า ผมไม่รู้หรอกครับ แต่ผมเชื่อแน่ว่าเราได้เห็นความสำคัญของศรัทธาในขบวนการนี้ หากเราไม่ได้เชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นอาจเกิดขึ้นได้ เราคงจะซึมเศร้าและเสียใจไปตลอดกาล แต่เรามีศรัทธา
ในสหรัฐอเมริกา มีศูนย์การแพทย์ที่ศึกษาความสำคัญของความศรัทธา เราไม่ได้พูดถึงศรัทธาใดโดยเฉพาะ พูดถึงแต่ศรัทธาเท่านั้น ศูนย์การแพทย์แห่งนี้พบว่า ศรัทธามีบทบาทสำคัญต่อการรักษาและการรับมือ เราเห็นได้จากสถิติว่าผู้คนที่มีศรัทธารับมือได้และรอดชีวิตมากกว่าผู้ซึ่งไม่มีศรัทธา
ผมคิดว่าสิ่งที่ผมอยากให้คุณเห็น คือ การเปลี่ยนแปลงนั้นไม่ได้นำมาซึ่งสิ่งที่เราไม่สามารถจะกำหนดได้เสมอไป เราสามารถมีอิทธิพลเหนือทิศทางของการ ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงของเราและอิทธิพลนั้นคือศรัทธาของเรา
กลับไปที่ตัวอย่างของเราเรื่องการสื่อสารระหว่าง คุณแม่กับลูกสาว คนใดคนหนึ่งสามารถมีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงของความสัมพันธ์ระหว่างกันได้ไหม ผมเชื่อว่าได้ การเปลี่ยนแปลงไม่ได้ขึ้นอยู่กับโอกาสหรือแม้แต่ โชคด้วยซ้ำ การสื่อสารแย่ลงซึ่งทำให้ความสัมพันธ์แย่ลงด้วย เนื่องจากไม่ว่าคุณแม่หรือลูกสาวไม่ได้ลงมือทำอะไรเพื่อปรับปรุง หรือ ถ้าแม้ว่าคนใดคนหนึ่งพยายามแล้วที่ จะทำให้ความสัมพันธ์ดีขึ้น แล้วอีกฝ่ายต่อต้าน ผลจากสถานการณ์นี้ถูกกำหนดโดยผู้มีส่วน การที่เราทราบว่าสถานการณ์เช่นนี้เป็นจริงหลายครั้งในชีวิตควรทำให้เรามีความหวังและช่วยเราให้มีศรัทธา
ผมหวังว่าความคิดนี้จะช่วยให้คุณมีศรัทธาที่เห็นว่าคุณอาจส่งผลกระทบต่อผลลัพธ์ของ สิ่งต่างๆ ในชีวิตคุณ เราอยู่ในโลกซึ่งอะไรก็เกิดขึ้นได้ มีหลายสิ่งในชีวิตที่เราไม่อาจควบคุมได้ แต่มีบางสิ่งที่ เราสามารถควบคุมได้เช่นกัน นานมาแล้วมีคริสเตียนผู้มีชื่อเสียงท่านหนึ่งอธิษฐานว่า “พระเจ้าที่รัก ขอทรงช่วยเราให้เปลี่ยนแปลงสิ่งที่เราสามารถเปลี่ยนแปลงได้ ขอทรงช่วยเราให้ ปรับตัวกับสิ่งต่างๆ ในชีวิตที่เราไม่ อาจเปลี่ยนแปลงได้ และขอทรงประทานสติปัญญาที่เรา จะสามารถรู้ได้ถึงความแตกต่างของสิ่งที่เราสามารถเปลี่ยนแปลงได้กับสิ่งที่เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้”
เราสามารถเลือกที่จะมีศรัทธาได้ ซึ่งหมายถึงเราสามารถเลือกที่จะมีอารมณ์ความรู้สึกและการตอบสนองของเราต่อสิ่งต่างๆ ในชีวิตได้ นี่อาจฟังดูเหมือนไม่จริงสำหรับคุณ คุณอาจคิดจริงจังว่าเราไม่สามารถเลือกอารมณ์ และปฏิกิริยาตอบสนองต่อสิ่งต่างๆ ได้ แต่ความจริงคือ คุณเลือกได้
คู่ฝาแฝดคู่หนึ่งรับทราบว่ามีของขวัญคริสต์มาสรอพวกเขาอยู่ในโรงเรือนเก่าๆ หลังหนึ่ง เมื่อพวกเขามาถึงก็พบเพียงขี้ม้าหนึ่งกอง ฝาแฝดคนหนึ่งร้องไห้ คร่ำครวญเกี่ยวกับของขวัญแย่ๆ นี้ เขาบอกว่า “นึกไม่ถึงว่าจะมีใครเกลียดเรามากจนให้ขี้ม้าแก่เรา” แต่ฝาแฝดอีกคนหนึ่ง ตื่นเต้นดีใจมาก เมื่อถามว่าทำไมเขาจึงตื่นเต้น เขาตอบว่า “ผมรู้ว่าถ้ามีขี้ม้าอยู่เยอะขนาดนี้ตรงนี้ ก็แสดงว่าจะต้องมีม้าสักตัวอยู่ไม่ไกลแน่ ม้าตัวหนึ่งเป็นของขวัญที่วิเศษเลยล่ะ”
ศรัทธาหมายถึงว่าเราสามารถมองบางสิ่งที่มอง ไม่เห็นได้ ถ้าเราเห็นบางอย่างแล้วก็ไม่จำเป็นจะต้องมี ความเชื่อศรัทธาอีกว่ามีอยู่จริง ศรัทธาทำให้เรามองไปยังอนาคต การมองไปยังอนาคตนี้ช่วยให้เรารู้สึกดีขึ้นและ ทำให้เรามีความหวัง ถ้าเราเชื่อว่าอนาคตจะมีสิ่งร้ายๆ รออยู่ เราคงขยาดกลัวอนาคตและก็คงจะไม่คาดหวังอะไรในแง่ดี ลองคิดดูสิครับ สิ่งต่างๆ ในชีวิตที่เราคาดหวัง ที่เรารอคอย เป็นสิ่งที่ทำให้ชีวิตนั้นก็พอทนไหว มีเพียงบางประสบการณ์ของชีวิต แต่ไม่ใช่ทั้งหมด ที่ทำให้เรามีความสุขในขณะนั้น เมื่อเราอยู่ที่ทำงาน เราก็เฝ้าคอยเวลาที่เราจะเลิกงานและกลับบ้าน แต่ถ้าเราอยู่บ้านนานเกินไปเราก็เฝ้าคอยเวลาที่ จะกลับไปทำงานอีก เราเฝ้าคอยช่วงวันหยุดที่จะถึง เรา เฝ้าคอยเด็กน้อยที่จะเกิดมา และเราก็เฝ้าคอยประสบการณ์ดีๆ ในชีวิตเรา
ผมหวังว่าชีวิตของคุณจะค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปในทางบวกและคุณจะสามารถเผชิญกับอนาคตได้ด้วยศรัทธานะครับ













สมาคมสายใยครอบครัวเป็นเครือข่ายเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ผู้อยู่กับ โรคจิตเวช ผ่านการศึกษา การสนับสนุน และการเป็นปากเป็นเสียงแทน ทำงานเพื่อชีวิตที่ดีกว่าของทั้งผู้ป่วยและผู้ดูแลโดยไม่หวังผลกำไร สมาคมสายใยครอบครัวได้รับการสนับสนุนจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน มีอาสาสมัครจากกลุ่มนักวิชาชีพด้านสุขภาพจิต ผู้ป่วย ผู้ดูแล และบุคคลทั่วไป 