วันนี้ คุณรักตัวเองแล้วหรือยัง
ข้าพเจ้าชื่อ นายภัทรพันธ์ บริบูรณ์พระคุณ ปัจจุบัน อายุ 42 ปี ป่วยเป็นโรคไบโพลาร์ มากว่า 7-8 ปีอดีตเคยทำงานในองค์กรของคริสเตียนในฐานะนักเทศน์วิทยากรและผู้ประสานงานต้องเดินทางไปจังหวัดต่างๆ รวมทั้งต่างประเทศเป็นประจำ ข้าพเจ้าไม่เคยคิดว่าจะป่วยเป็นโรคไบโพลาร์เลย แม้ครั้งหนึ่งหลังกลับจากประเทศนอร์เวย์ ข้าพเจ้ารู้สึกซึมเศร้า หดหู่ อยากอยู่คนเดียว ไม่ยุ่งเกี่ยวกับใคร ข้าพเจ้าก็ยังไม่รู้ว่าป่วยด้วยโรคนี้
จนวันหนึ่งข้าพเจ้าไปนั่งดื่มกาแฟแถว โรงพยาบาลศิริราช ซึ่งเป็นสถานที่ที่ข้าพเจ้าชอบไป นั่งดื่มกาแฟคนเดียวเสมอเพราะติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา บรรยากาศสงบๆ ข้าพเจ้าหยิบหนังสือนิตยสารเล่ม หนึ่งมาอ่านเป็นบทความเกี่ยวกับอดีตผู้กำกับภาพยนตร์ซึ่งป่วยเป็นโรคไบโพลาร์ ได้เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยาจนหายและกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติอีกครั้งหนึ่ง เรื่องราวของท่านผู้นั้น ทำให้ข้าพเจ้าได้รู้ว่าข้าพเจ้าป่วยเป็นโรคไบโพลาร์ เมื่อข้าพเจ้าทราบข้าพเจ้าตกใจ น้ำตาไหลรินอาบแก้ม คำถามแรกที่ถามขึ้นมาคือทำไมต้องเป็นข้าพเจ้า
ในวันรุ่งขึ้นข้าพเจ้าตัดสินใจไปขอรับการรักษา ที่โรงพยาบาลรามาธิบดี เพื่อจะไม่ให้คนรู้ว่าป่วยเป็น โรคอะไร แต่เมื่อข้าพเจ้าขึ้นไปยังสถานที่ที่ผู้ป่วยต้อง รอพบแพทย์ ข้าพเจ้าร้องไห้อีกครั้งเนื่องจากมีผู้ป่วยจำนวนมากที่รอคอยพบแพทย์ บางคนมีอาการแย่มากกว่าข้าพเจ้า เมื่อพบหมอคุณหมอสอบถามและดูอาการได้บอกข้าพเจ้าว่าข้าพเจ้าป่วยเป็นโรคไบโพลาร์ เมื่อออกมาจากห้องตรวจ ข้าพเจ้าก็นึกถึงอนาคตว่าจะเป็นไปอย่างไร
วันรุ่งขึ้นข้าพเจ้าไปพูดคุยกับผู้อำนวยการในองค์กรของข้าพเจ้า เพื่อจะขอลาออกเนื่องจากคิดว่า ไม่สามารถทำงานได้อีกแล้ว แต่ไม่ได้รับการอนุมัติเนื่องจากผู้อำนวยการเป็นห่วงข้าพเจ้าว่าอยู่คนเดียว กลัวจะเป็นอันตราย จึงให้อยู่ในการดูแลของมิชชันนารีท่านหนึ่ง และมอบหมายงานให้น้อยลงเพื่อจะได้พักผ่อนมากขึ้น
มองย้อนกลับไปข้าพเจ้าคิดว่าปัจจัยที่ทำให้ข้าพเจ้าป่วยมีดังนี้ คือ
1. ตั้งเป้าการทำงานไว้สูงจนเกินไป
และไปไม่ถึงจุดหมาย
2. การทำงานหนักจนเกินไป
3. ไม่สมหวังในเรื่องความสัมพันธ์
(เรื่องความรัก)
4. กรรมพันธุ์
หลังจากรับการรักษา และทานยาแล้วระยะหนึ่งอาการก็ดีขึ้น ข้าพเจ้าได้กลับไปทำงานอีกครั้งก็เริ่มทำงานหนักเหมือนเดิม เดินทางบ่อยเหมือนเดิม ข้าพเจ้ากินยาไม่ต่อเนื่อง และขาดการพบแพทย์จึง เกิดอาการป่วยซ้ำ ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ ไม่ใช่เพียง ครั้งเดียวแต่หลายๆ ครั้งด้วยกัน ข้าพเจ้าจึงสรุปพฤติกรรมเช่นนี้ว่าการไม่รักตัวเอง
เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็น วงจรจนข้าพเจ้าลาออกจากงาน ค่ายาค่อนข้างสูง ข้าพเจ้าจึงเปลี่ยนมาใช้สิทธิบัตรทองรักษาฟรี ซึ่งดูเหมือนจะดี แต่ทางโรงพยาบาลที่ถูกระบุไว้ในเขตที่อาศัยของข้าพเจ้านั้นให้การดูแลผู้ป่วยไม่ดี ให้ยามี ผลค้างเคียงสูงจนข้าพเจ้าไม่สามารถทำอะไรได้เลย เพื่อนของข้าพเจ้าได้ช่วยข้าพเจ้าโอนประวัติผู้ป่วย มารักษาที่โรงพยาบาลศรีธัญญา ครั้งแรกที่ได้ยินชื่อ โรงพยาบาลก็ตกใจว่าตัวข้าพเจ้าป่วยขนาดต้องเข้า รับการรักษาที่โรงพยาบาลเฉพาะทางที่มีชื่อเสียงด้านนี้โดยเฉพาะ วันที่ข้าพเจ้าไปรับการรักษาที่โรงพยาบาล วินาทีแรกที่ก้าวออกจากรถข้าพเจ้าทำใจไม่ได้ เพื่อนต้องปลอบใจ ข้าพเจ้าร้องไห้น้ำตาไหลอาบแก้มเนื่องจากข้าพเจ้าคิดว่าชีวิตและอนาคตของข้าพเจ้า จบลงแล้ว อีกทั้งยังเห็นผู้ป่วยหลายคนมีอาการรุนแรงมากทำให้ข้าพเจ้าท้อใจเป็นอย่างมาก
อย่างไรก็ตามมันไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่านี้อีกแล้วหากต้องการจะหายก็ต้องทน ข้าพเจ้าขอบคุณพระเจ้าที่ได้คุณหมอที่เป็นคริสเตียนเป็นผู้ดูแล ข้าพเจ้าได้รับการช่วยเหลือจากท่านอย่างมาก แต่ขณะเดียวกันข้าพเจ้าก็เป็นคนไข้ที่ดื้อ และสร้างความปวดหัวแก่ท่านอย่างมาก คือกินยาไม่ครบ ไม่กินยา ไม่มาตามนัด หลายครั้งที่ข้าพเจ้าตั้งใจคิดจะทำร้าย หรือทำลายชีวิตตัวเอง โดยการไม่กินยาเลยซึ่งส่งผลกระทบต่อร่างกาย อารมณ์ และจิตใจอย่างอันตราย คือตั้งใจขนาดที่ว่าให้เสียชีวิตไปเลย หรือวางแผนการต่างๆ ที่จะทำให้ตัวเองต้องเสียชีวิต
ครั้งล่าสุด (ซึ่งข้าพเจ้าตั้งใจ และหมายความว่าจะเป็นครั้งล่าสุดจริงๆ) เกิดขึ้นในช่วง ต.ค. – พ.ย. ที่ผ่านมาข้าพเจ้าอยู่ในภาวะซึมเศร้า และอยากฆ่าตัวตาย ข้าพเจ้าตั้งใจไม่ทานยาเลยเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ไม่ รับประทานอาหาร ไม่อาบน้ำ ไม่สนใจตัวเอง สกปรกอย่างมาก ไม่อยากพบผู้คน น้ำหนักข้าพเจ้าลดไป 10 ก.ก. ข้าพเจ้ารอความตายในแต่ละวัน จนผู้ดูแลไปพบและพาข้าพเจ้าไปพบแพทย์อย่างฉุกเฉิน แพทย์ที่ตรวจเห็นว่าข้าพเจ้าควรจะเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล เพราะกลัวว่าเมื่อกลับไปแล้วอาจจะเกิดอันตรายขึ้น แต่ข้าพเจ้าปฏิเสธจนตอนบ่ายข้าพเจ้าจึงตัดสินใจขอรับ การรักษา ซึ่งคุณพ่อและผู้ดูแลต่างเห็นด้วย ข้าพเจ้าเข้าไปในเรือนรักษาผู้ป่วยชาย ข้าพเจ้ากลัวเพราะไม่รู้ว่าจะต้องอยู่รวมกับคนอื่นๆ ซึ่งไม่รู้ว่าอาการใครหนัก กว่าใคร
แต่เท่าที่ดูแล้วมีหลายคนหนักกว่าข้าพเจ้า กว่าจะปรับตัวได้ก็ต้องใช้เวลาถึง 2 วัน หลังจากนั้นก็เข้า สู่กระบวนการรักษา และฟื้นฟู โดยการทานยา ทานอาหารตรงเวลา มีกิจกรรมต่างๆ รวมทั้งได้รับการดูแล และเอาใจใส่จากคุณหมอประจำตัว ซึ่งยังติดตามดูแลเป็นเจ้าของไข้อยู่ รวมทั้งพยาบาลและเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลทุกๆ คน (ขอพระเจ้าทรงอวยพรทุกๆ ท่านครับ) สิ่งหนึ่งที่ทำให้ข้าพเจ้าฟื้นตัวและได้กลับบ้านอย่างรวดเร็ว คือ การที่ข้าพเจ้าเห็นคนไข้อื่นๆ ที่ป่วยหนักกว่า จึงเกิดความสงสาร ทำให้ไม่จดจ่ออยู่กับตัวเอง ข้าพเจ้าตัดสินใจให้ความร่วมมือกับคุณหมอ รับประทานยาตามเวลา รวมทั้งทำตัวให้เป็นประโยชน์โดยช่วยเหลือผู้ป่วย ด้วยกัน และรับคำแนะนำเพื่อกลับไปดำรงชีวิตที่บ้าน รวมเวลาที่ข้าพเจ้าพักรักษาตัวในหอผู้ป่วย 10 วัน แถมยังได้เพื่อนใหม่ๆ อีกด้วย ปัจจุบันข้าพเจ้าได้กลับไปทำงานแล้ว
ข้าพเจ้าขอสรุป และหนุนใจแก่ผู้ป่วยไม่ว่าจะเป็น จิตเภท หรือ ไบโพลาร์ ดังนี้คือ
| 1 |
ท่านต้องรักตัวเอง ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ล ได้กล่าว ว่า “จงรักพระเจ้าด้วยสุดจิต สุดใจ สุดกำลัง สุดความคิด จงรักเพื่อนบ้าน เหมือนรักตัวเอง”
| 2 |
เมื่อเราป่วยเราจึงต้องการหมอเพื่อรับการปรึกษา คำแนะนำ ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลได้กล่าวไว้ว่า “คนเจ็บต้องการหมอ แต่คนสบายไม่ต้องการ” เราต้องยอมรับความเป็นจริงว่าเราป่วย แต่ก็บอกตัวเองด้วยว่าเรามีหมอ มียา มีผู้ดูแล ดังนั้นเราจึงมีโอกาสหาย
| 3 |
เราต้องให้ความเชื่อฟัง และทำตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดโดยเฉพาะการทานยา และการมาพบแพทย์ตามนัด
| 4 |
ให้ความร่วมมือและ เชื่อฟังผู้ดูแล เพราะเขา รักและเป็นห่วงคุณ เขาจึงทุ่มเท แรงกาย แรงใจ ทรัพย์สิน ในการดูแลเรา เมื่อเขารักเรา เราควรที่จะรัก และเข้าใจเขาบ้าง
ท้ายสุดนี้ก่อนที่ข้าพเจ้าจะออกจากโรงพยาบาล พระเจ้าได้ให้บทประพันธ์แก่ข้าพเจ้า
ผมตระหนักว่าเกิดอะไรขึ้นในชีวิต
ทำไมผมถึงเป็นไบโพลาร์
ครั้งแรกรู้ถึงกับหลั่งน้ำตา
แต่ต่อมาอยากบอกว่าขอบพระคุณ
ผมเชื่อว่าพระเจ้ามีประสงค์ในชีวิต
ทำให้ผมได้เข้าใจในผู้อื่น
ความสงสาร ความเห็นใจกลับเพิ่มพูน
แสนอาดูรแด่ผู้คนผู้เดียวดาย
อยากแบ่งปันให้ทุกคนในโรคนี้
ให้รู้ว่าความหวังนั้นยังมีอยู่
มีผู้คนมากมายต่างเฝ้าดู
เพื่อรอวันให้ท่านกลับมาเหมือนอย่างเดิม
วันนี้คุณรักตัวเองแล้วหรือยัง













สมาคมสายใยครอบครัวเป็นเครือข่ายเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ผู้อยู่กับ โรคจิตเวช ผ่านการศึกษา การสนับสนุน และการเป็นปากเป็นเสียงแทน ทำงานเพื่อชีวิตที่ดีกว่าของทั้งผู้ป่วยและผู้ดูแลโดยไม่หวังผลกำไร สมาคมสายใยครอบครัวได้รับการสนับสนุนจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน มีอาสาสมัครจากกลุ่มนักวิชาชีพด้านสุขภาพจิต ผู้ป่วย ผู้ดูแล และบุคคลทั่วไป 