subscribe: Posts | Comments

ชีวิตที่เปลี่ยนแปลง

0 comments
ชีวิตที่เปลี่ยนแปลง

ดิฉันเริ่มมีความผิดปกติตั้งแต่ตัดสินใจลาออก   จากการเรียนต่อ คิดมากทั้งวันทั้งคืน นอนไม่ หลับ นอนตี 4 หลับได้เพียง 2 ชั่วโมง ความคิดสับสน พูดจาจับประเด็นไม่ได้ พูดน้อยลงจนแทบไม่พูด วันๆ เหม่อลอยสลับกับร้องไห้ จนมีอาการพูดจาสับสน  ร่วมกับหวาดกลัว จึงได้เข้าปรึกษาจิตแพทย์ หมอให้ยามา ระงับอาการ ดิฉันนอนหลับเกือบตลอดวัน เบลอ ควบคุม ตัวเองได้ไม่เต็ม 100 % หน้าบวม หลังรักษาได้ 1 เดือน ก็เข้ารับการทำแบบทดสอบ ผลออกมาก็ปกติ การรักษายังเป็นตามเดิม แต่ดิฉันรู้สึกไม่ดีขึ้น ความรู้สึกแย่ยังมีตลอด อาการประสาทหลอน อาการหวาดกลัวหมดไป ดิฉันรับยาอยู่ 3-4 เดือน ก็ตัดสินใจเลิกพบแพทย์ เพราะอาการหลอนหมดไปแล้ว แต่อาการเศร้ายังคงมีอยู่ ดิฉันคิดเพียงว่า  หมอไม่ได้ให้ความสนใจประเด็นนี้ แสดงว่าอาการซึมเศร้า ยังคงไม่เป็นมากถึงขนาดต้องได้รับยา เพียงแต่รอเวลาฟื้นฟูสภาพจิตใจ กำลังใจจากครอบครัว และการออกกำลังกายจะทำให้อาการซึมเศร้าหายไป

ดิฉันกลับไปทำงานใหม่ ทุกอย่างใหม่หมด แม้งาน จะเบา แต่การเดินทางไปทำงานในแต่ละวันเหนื่อยมาก กลับมาอยู่ที่พักดิฉันอยู่คนเดียว ดิฉันเหงามากแต่พยายามไม่ติดต่อเพื่อน เพราะไม่อยากพูดคุยถึงเรื่องเก่าๆ เพียง    2 เดือน ดิฉันกลับมามีอาการอีกครั้ง เมื่อพบคนที่เรียน แห่งเดิมหรือได้รับข่าวสารจากที่นั่น ดิฉันจะซึมเศร้า นอน     ไม่หลับอีกเหมือนเดิม แต่คราวนี้เป็นไปอย่างช้าๆ สิ่งกระตุ้นให้เศร้าเริ่มมีมากขึ้นเรื่อยๆ เพลงเศร้าๆ , เสียงนินทา , เสียงแซวหรือการสัมผัสจากผู้ชาย อาการมากขึ้นจนกลัวเกือบจะทุกอย่าง ยิ่งอาการกลัวมีมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งนอน   ไม่หลับ กินอะไรไม่ลง น้ำหนักลดลง 10 กว่ากิโลกรัม    ตาโหล หน้าเรียวเล็ก เดินโซเซ เหนื่อยง่าย ไม่ผิดถ้าจะคิดว่าเป็นผีดิบ ตัดสินใจพบหมออีกครั้ง แต่คราวนี้เปลี่ยน   โรงพยาบาล มาครั้งแรกหมอก็วินิจฉัยว่าเป็นโรคในกลุ่ม  จิตเภท ดิฉันตกใจและเศร้าหนักกว่าเดิม แต่เพราะร่างกายไม่ไหวแล้ว จึงยอมรับการรักษาแต่โดยดี หลังกินยา จากที่พอพูดคุยรู้เรื่องกลายเป็นนอนทั้งวันทั้งคืน เบลอ จึงออกจากงานมาพักที่บ้าน การรักษาคราวนี้ทรมานจิตใจกว่า  ครั้งก่อน แต่ด้วยกำลังใจจากครอบครัวและความมุ่งมั่นที่จะหาย ดิฉันจึงผ่านอาการเหล่านั้นมาได้ ผ่านการรักษาไปเป็นเดือน เหมือนครั้งก่อนดิฉันอ้วนท้วนขึ้น อาการหลอนหายไป แต่จิตใจยังย่ำแย่เหมือนเดิม ดิฉันไม่ยอมเปิดใจ  เล่ารายละเอียดให้หมอฟัง เพราะหมอเป็นผู้ชาย หมอคงไม่เข้าใจความรู้สึกจริงๆ  แล้วสถานการณ์ก็เปลี่ยนไป คุณหมอท่านเดิมติดราชการ ดิฉันจึงมีโอกาสได้พบคุณหมอคนใหม่ คุณหมอซักอาการ ประวัติความเป็นมาใหม่ทั้งหมด และเป็นครั้งแรกที่มีคนสัมผัสความเศร้าเสียใจภายในใจดิฉัน คุณหมอเปลี่ยนการวินิจฉัยและแนวทางในการรักษา ดิฉันเหมือนมีแรงสู้กับโรคอีกครั้ง ดิฉันดีใจมาก ที่เริ่มมีคนเข้าใจจริงๆ หลังจากที่ลดยาตัวที่กดประสาทลง ดิฉันเริ่มมีความรู้สึกมากขึ้น ทั้งทุกข์ทั้งสุข สับสนไปหมด ทุกข์ที่ยังคงเสียใจเรื่องเก่าๆ แต่ดีใจที่ร้องไห้ได้ ที่ยิ้มได้ (ตอนกินยาตัวเก่า อารมณ์ดิฉันราบเรียบ ไม่ขึ้นไม่ลง หัวเราะไม่ออก ร้องไห้ไม่ได้ เวียนศีรษะตลอด) ยาที่เพิ่ม เข้ามาเป็นยาต้านเศร้า ผลของมันทำให้อารมณ์ดีขึ้นเรื่อยๆ แต่ท้องผูกอย่างหนัก (ไม่ทำให้กังวลเลย) ดิฉันรู้สึกดีขึ้นเรื่อยๆ ดิฉันไปพบคุณหมอทุกเดือน หมอพยายามทำจิตบำบัดให้ทุกครั้ง แต่เพียงเกริ่นถึงเรื่องเก่า ดิฉันจะปวดศีรษะคิดอะไรไม่ออก กลับไปซึมเศร้าเป็นอาทิตย์ ดิฉันจึงเอาพ่อบ้างแม่บ้างพี่บ้างไปคุยกับหมอ แต่ตัวเองไม่ยอมเล่ารายละเอียดจริงๆ บิดเบือนเฉไฉ ไม่ตรงประเด็นนานอยู่ 3-4 เดือน ต้องขอบคุณที่คุณหมอไม่ละความพยายาม ทุกครั้งคุณหมอยังใส่ใจไม่รำคาญ ดิฉันจึงตัดสินใจต้องกำจัดปัญหาภายในใจนี้ออกเสียที คราวนี้พูดหมดเปลือก น้ำตาท่วมห้อง  สบายใจขึ้น 2-3 วัน แต่คุณหมอบอกว่าอยากหายขาดให้เขียนสรุปเรื่องมา ดิฉันรวบรวมความคิด เครียดอีก ทีนี้เป็นอยู่ 2 อาทิตย์ แต่หลังจากเขียน รอบที่ 1 สรุปประเด็นชัดเจนขึ้น แต่สรุปประเด็นไม่ได้ทั้งหมด ดิฉันจึงยังมีอาการเศร้า เวลาคิดถึงเรื่องเก่าๆ อยู่ แต่ตอนนี้เป็นการเขียนรอบที่ 2 ดิฉันเข้าใจปัญหาของตัวเองทั้งหมด เริ่มเรื่องจากไปสนิทกับพี่คนหนึ่ง คิดและหวังดีอย่างพี่ชายอย่างบริสุทธิ์ใจ แต่นานวันด้วยเหตุผลต่างๆ พฤติกรรมเริ่มเปลี่ยน เขาฉวยโอกาส ดิฉันใช้วิธีหลบเลี่ยงด้วยต้องการรักษาน้ำใจ เพราะไม่เคยปฏิเสธหรือทำอะไรร

0saves
If you enjoyed this post, please consider leaving a comment or subscribing to the RSS feed to have future articles delivered to your feed reader.
468 ad

Leave a Reply

Login