subscribe: Posts | Comments

จุดยืนใหม่ที่ไม่เหมือนเดิม

0 comments
จุดยืนใหม่ที่ไม่เหมือนเดิม

ลอดเดือนสิงหาคมถึงตุลาคมที่ผ่านมา    ภาพประชาชนประสบภัยน้ำท่วมคงเป็นภาพสะเทือนใจคนไทยทั้งประเทศ ชาวบ้านถูกน้ำพัดพาหายสาบสูญ บางรายญาติยังรอความหวังว่าจะพบศพเพื่อนำมาประกอบพิธีทางศาสนา บางรายน้ำท่วมสูงเกือบมิดหลังคา เรือกสวนไร่นาพากันเสียหาย ผู้ป่วยบางรายขาดยาเนื่องจากหมู่บ้านน้ำท่วมไม่สามารถเดินทางมารับยาได้ตามปกติ ถนนในหมู่บ้านกลายเป็นแม่น้ำเชี่ยวกราก สะพานถูกตัดขาดต้องติดค้างอยู่บนชั้นสองของบ้านรอความช่วยเหลือจากภายนอก บ้างรีบมารับยาก่อนนัดและขอรับยาไปคราวละหลายเดือนเพราะเกรงว่าจะไม่สามารถเดินทางมารับยาได้บ่อยๆ ในจำนวนนี้มีชาวบ้านบางรายสิ้นเนื้อประดาตัว บางรายไม่รู้จะมีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่ออะไร

คติชาวพุทธเชื่อในกฏแห่งกรรมเราได้ยินคนเฒ่าคนแก่พูดกันอยู่เนืองๆ ว่าทุกอย่างเกิดขึ้นและเป็นไปตามกรรม ซึ่งทำให้คนบางคนฟังแล้วขัดหูเพราะอะไรๆ ก็โทษแต่กรรม บ้างอาจค้านว่าบางคนทำแต่กรรมดีไฉนชีวิตจึงประสบแต่เคราะห์ร้ายซ้ำแล้วซ้ำเล่า ผู้ป่วยรายหนึ่งถูกน้ำท่วมเมื่อต้นปีไปคราวหนึ่งทำให้แปลงผักที่ปลูกเสียหายทั้งหมด ตอนนี้ข้าวในนากำลังจะเกี่ยวได้ในอีกเดือนข้างหน้ากลับต้องมาจมอยู่ใต้น้ำเป็นอาทิตย์ ความหวังจะได้เก็บเกี่ยวเอาเงินไปใช้หนี้ดูจะเลือนลาง  ผู้ป่วยตัดพ้อว่าดำเนินชีวิตอยู่ในศีลในธรรมตลอดทำไมชีวิตจึงได้ถูกเคราะห์ซ้ำกรรมซัดไม่รู้จักจบจักสิ้น

เวลาที่คนเราประสบความทุกข์มักมีการตอบสนองอยู่สองประเภท คนประเภทแรกทุกข์แล้วโศกตรมจมอยู่กับความทุกข์ คนประเภทที่สองทุกข์แล้วลุกขึ้นหาทางสู้เพื่อพ้นจากภาวะทุกข์ เวลาพูดคุยกับผู้ป่วยที่มาปรึกษาด้วยเรื่องทุกข์สารพัด คนประเภทแรกจะจมอยู่กับอดีต กับความคิดซ้ำๆ ย้ำๆ เช่นว่า “ทำไมหนอเรื่องอย่างนี้จึงเกิดขึ้นกับเรา” “ทำไมคนเหล่านั้นจึงทำกับเราได้อย่างนี้” “เราทำผิดอะไรทำไมต้องมาเจอปัญหาหนักนี้” ทุกครั้งที่คิดคำนึงถึงอดีตก็ร้องไห้เสียใจได้ทุกเวลา ความเจ็บปวดแม้ผ่านไปนานวันแต่ทุกครั้งที่ระลึกถึงก็เจ็บแปลบได้  ทุกครา ฉันพูดกับผู้ป่วยเสมอว่าหากคนคนหนึ่งถูกทำร้ายจนเกิดบาดเจ็บมีแผล วันเวลาล่วงผ่านไปจนแผลตกสะเก็ดกลายเป็นแผลเป็น ความเจ็บทางกายมลายหายไปสิ้นแล้ว หากแต่ทุกครั้งที่เหลือบมองแผลเป็นความทุกข์ใจที่เกิดจากการระลึกถึงเรื่องราวอันเจ็บปวดในอดีตก็ดูเหมือนจะกลับมาทำให้ร้องไห้เจ็บปวดได้ทุกครั้งไป มีคนจำนวนมากเท่าใดที่ตกอยู่ในสภาพจมอยู่กับอดีตอย่างนี้

ยกตัวอย่างคนคนหนึ่งทำเงินหาย 1,000 บาท ทุกข์ที่หนึ่งเกิดจากเงินหาย ตามมาด้วยทุกข์ใจที่สอง  คือคิดเสียดายที่เงินหาย หากวันนั้นทั้งวันนั่งคิดเสียดายเงินที่หาย คิดย้ำๆ ว่า “หายได้อย่างไร” “ทำไมเราจึง โชคร้าย” คิดทุกครั้งก็เสียใจทุกครั้งเรียกได้ว่าทุกข์จากการดำริถึงเรื่องที่ทำให้ทุกข์ดูจะเป็นแผลร้ายเรื้อรังที่ ยากจะเยียวยา

คนประเภทที่สองมักเผชิญทุกข์ด้วยสติ อยู่กับปัจจุบัน อาจคร่ำครวญถึงเรื่องราวในอดีตและตำหนิตนเองโทษโชคชะตาฟ้าดินอยู่บ้างแต่มักจะเป็นอยู่    พักเดียวแล้วก็ตั้งคำถามกับตัวเอง “เราจะทำอย่างไร  ต่อไป” คำถามประเภทนี้เป็นการกำหนดทิศทางเดินให้กับชีวิตแทนที่จะจมจ่อมอยู่กับ “ทำไมๆๆ” คนเหล่านี้ มักก้าวต่อไปข้างหน้าและมองหาโอกาสในการแก้สถานการณ์ให้ดีขึ้นหรืออย่างน้อยก็ไม่ทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง ภาษาฝรั่งเรียกว่า “Do No Harm” นับเป็นกฎข้อแรกในการรับมือกับสถานการณ์วิกฤติหรือเมื่อต้องเผชิญกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด ผู้ป่วยบางรายตั้งสติไม่ทันเพราะเหตุการณ์ฉุกเฉินเป็นสิ่งที่หลายคนไม่ได้เตรียมพร้อมที่จะรับมือด้วยว่าคนเรามักดำเนินชีวิตด้วยความประมาท พอเกิดเหตุการณ์ร้ายๆ ขึ้นกลับแก้ปัญหาไปตามอารมณ์จนทำให้สถานการณ์บานปลายเช่นบางรายเลือกทางออกด้วยการทำร้ายตัวเอง หรือทำร้ายผู้อื่น ตัดสินใจหย่าร้างหรือลาออกจากงาน นอกจากไม่ทำให้ปัญหาคลี่คลายได้แล้วยังกลับพาตัวเองไปสู่หนทางตัน

การเผชิญสถานการณ์อันไม่ปกติแบบคนประเภทที่สอง มักนำไปสู่การแก้ปัญหาแบบเป็นขั้นเป็นตอน และเป็นระบบ คนเหล่านี้มักมอง “ปัญหา” หรือ “อุปสรรค” เป็นความท้าทาย หรือเป็นโอกาสที่เข้ามาทดสอบและเกิดความกระตือรือร้นที่จะแก้ไขและเอา ชนะมันให้ได้ ผู้ป่วยหญิงรายหนึ่งเป็นโรคซึมเศร้า   ตอนมารักษาครั้งแรกเธอตั้งท้องอ่อนๆ สามีเป็นคนพามารักษา นัดครั้งหลังๆ สามีไม่มาด้วยถามได้ความว่าสามีทิ้งเธอไปอยู่กับผู้หญิงคนใหม่ ทั้งๆ ที่เธอเริ่มท้องแก่ขึ้นทุกวันๆ ผู้ป่วยเล่าว่าเธอกลับมาอยู่กับพ่อแม่เพราะรู้ว่าลำพังตัวคนเดียวคงลำบากยามใกล้คลอดและเลี้ยงดูลูกอ่อน แต่ก็ยังทุกข์ซ้ำสองเมื่อชาวบ้านต่างพากันเอาไปนินทาว่าเธอถูกสามีทิ้งทั้งที่ตั้งท้อง ผู้ป่วยรายนี้นั่ง  รถเมล์มารับยาเอง รับยาแล้วยังต้องไปอีกโรงพยาบาลหนึ่งเพื่อตรวจครรภ์ ฉันถามผู้ป่วยว่าอะไรเป็นแรง   ผลักดันให้ยืนหยัดต่อสู้อยู่ได้ในสถานการณ์อย่างนี้ เธอเอามือลูบที่ท้องแล้วตอบพร้อมรอยยิ้มว่า “สู้เพื่อลูก” เธอเล่าพร้อมน้ำตาว่าเมื่อไปตรวจครรภ์คราวที่แล้ว   คุณหมออัลตร้าซาวด์ให้ดูลูกในครรภ์เธอปลื้มใจจน  กลั้นน้ำตาไม่ไหว แถมยังเล่าติดตลกว่ามองไม่เห็นว่าเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายเพราะลูกเขินเอาขาบังเอาไว้ แม้  ผู้ป่วยรายนี้จะร้องไห้และหมดกำลังใจหลายครั้งแต่ฉัน  ก็เห็นเธอลุกขึ้นใหม่ได้อย่างรวดเร็ว

ไม่มีใครอยากให้ชีวิตตนเองลำบาก ไม่มีใครอยากดำเนินชีวิตไปในทิศทางแห่งทุกข์แต่ทว่าใครเล่าจะกำหนดได้ จะเลือกได้ว่าจะมีชีวิตดีงามราบรื่นปราศจากอุปสรรคร้ายๆ สังคมไทยสอนให้คนแพ้ไม่เป็น ล้มไม่ได้ พลาดไม่ดี ดูตัวอย่างนักกีฬามวยโอลิมปิก เวลาต่อยแพ้ผู้บรรยายจะแสดงน้ำเสียงตำหนิและต่อว่า ว่าอ่อนซ้อม ผิดพลาด โค้ชนักกีฬามักให้สัมภาษณ์ว่านักกีฬาไทยเวลาซ้อมทำได้ดีกว่าเวลาลงสนามจริงๆ นั่นเป็นเพราะค่านิยม “แพ้ไม่ได้” ฝังอยู่ในหัว จะว่าไปก็เห็นได้ชัดในเด็กเล็กๆ ที่ครูมักประเมินคะแนนจากผลงานที่นำมาส่ง งานศิลปะที่ออกมาบูดๆ เบี้ยวๆ ไม่สวยงามมักได้คะแนนต่ำโดยคะแนนความใส่ใจ ความพยายาม ความสามารถในการทำงานเป็นทีมมักไม่ได้ถูกนำมาประเมินด้วย   เด็กไทยจึงมองความสำเร็จเป็นเส้นตรงที่คนเดินเร็วกว่าคือผู้ชนะ แทนที่จะมองให้เห็นว่าคนเราประสบความสำเร็จในสิ่งที่แตกต่างกันได้ ค่านิยมแพ้ไม่ได้ทำให้สังคมของเราป่วย ล้มแล้วลุกไม่ขึ้น ชนกับปัญหาแล้วคิดว่าชีวิตจบสิ้นลงแล้ว หากเราจะช่วยกันบอกให้เด็กๆ เข้าใจว่าปัญหาและอุปสรรคเป็นธรรมชาติของชีวิต เป็นสิ่ง   ที่เป็นสัจจธรรมและเกิดขึ้นกับทุกผู้ทุกคนไม่เลือก     ชั้นวรรณะ และสักวันมันก็สามารถเกิดขึ้นกับเราและครอบครัวเรา มุมมองอย่างนี้อาจช่วยให้คนเราไม่กลัวที่จะเผชิญกับปัญหา เห็นโลกตามความเป็นจริงมากขึ้น มิใช่เช่นในละครที่พระเอกและนางเอกจะต้องลงเอย  ด้วยความรักแสนหวานทุกเรื่องไป

คุณสมบัติจำเป็นประการหนึ่งในการเผชิญกับปัญหาคือ Sense of mastery หมายถึงความรู้สึกเชื่อมั่นว่าปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นตนสามารถแก้ไขและรับมือ   ได้ สามารถที่จะพยายามและผ่านพ้นไปได้ เชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับตัวเองที่จะทำให้มันดีขึ้นได้ มากกว่าที่จะโทษว่าเป็นเรื่องของโชคชะตา คนที่มี sense of mastery ดีจะลุกขึ้นเผชิญปัญหาอย่างกล้าหาญมากกว่าที่จะไปสะเดาะเคราะห์ต่อชะตา กราบไหว้ต้นไม้ผีสางให้ช่วยดลบันดาลให้ชีวิตดีขึ้น เมื่อตระหนักรู้ในศักยภาพภายในของตน คนเหล่านี้ก็จะมีแนวโน้มมองปัญหาในลักษณะที่เป็นจริงมากยิ่งขึ้น คิดได้ว่าปัญหานั้นเกิดจากอะไร จะแก้ได้ที่ไหน และที่สำคัญคือ “เรา” จะจัดการกับปัญหานี้ได้อย่างไร ตรงกันข้ามกับคนที่ไม่มี sense of mastery ที่จะพาลโทษว่าเป็นความผิดของคนโน้นคนนี้ จึงมองไม่เห็นทางออกของปัญหาด้วยคิดแต่ว่าหาก “เขา” ไม่เปลี่ยนก็ไม่มีทางแก้ปัญหาได้ แทนที่จะมองว่า “เรา” หรือตนเองจะจัดการกับปัญหาอย่างไรได้บ้าง

ในเมื่อปัญหาเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับโลก คงไม่มีใคร หลีกเลี่ยงได้ ทำอย่างไรเราจะช่วยกันป่าวประกาศออกไปให้ทุกๆ คนรับรู้ว่า “อย่ากลัวปัญหา” เจอกับปัญหาแล้วก็ควรจะเผชิญกับมันอย่างมีสติ ไม่ใช่หลีกเลี่ยงหรือละเลยปล่อยให้ปัญหาเล็กๆ สะสมกลายเป็นปัญหาใหญ่ๆ แม้ปัญหานั้นจะเปลี่ยนชีวิตของคุณ ทุกสิ่งทุกอย่าง    ไม่กลับมาเป็นเหมือนเดิม อย่างไรเสียชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป ผู้คนมากมายที่ประสบอุทกภัยในปีนี้แม้บ้านที่จมน้ำจะเสียหายไร่นาพากันเฉาตาย ชีวิตที่ยังเหลือก็ยังต้องสู้ต่อไป แม้วันนี้ชีวิตจะไม่เหมือนเดิมแล้ว ผู้คนรอบข้างอาจจะเปลี่ยนแปรไป คนที่พร้อมเดินไปข้างหน้าก็จะมองเห็นความช่วยเหลือจากคนรอบข้างเป็นน้ำใจอันงดงามซึ่งจะเป็นแรงผลักดันให้ตนลุกขึ้นสู้เพื่อชีวิตใหม่

       การยอมรับกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และความ เชื่อมั่นในตนเองจะเป็นพลังอันสำคัญให้ก้าวไปข้างหน้า กอปรกับความช่วยเหลือจากหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนกับแรงใจจากคนไทยทั้งประเทศคงเป็นปัจจัยเสริมให้คนที่กำลังเผชิญทุกข์ลุกขึ้นสู้ใหม่ด้วยความหวังและพลังใจที่จะก้าวไปสู่จุดยืนใหม่ที่(ยังสุขได้แม้จะ)   ไม่เหมือนเดิม

พญ.อภิสมัย ศรีรังสรรค์

0saves
If you enjoyed this post, please consider leaving a comment or subscribing to the RSS feed to have future articles delivered to your feed reader.
468 ad

Leave a Reply

Login