subscribe: Posts | Comments

กฎหมายสุขภาพจิต เพื่อสังคม

0 comments
กฎหมายสุขภาพจิต เพื่อสังคม

พญ.ดวงตา ไกรภัสสร์พงษ์ 

นิตจิตเวช วิวัฒน์

 

เรื่องความผิดต่อร่างกาย โจทก์ (พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด) ฟ้อง จำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ธันวาคม 2553 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยใช้มีดทำครัวปลายแหลม ใบมีดยาว 5 นิ้ว จำนวน 1 เล่ม เป็นอาวุธแทงทำร้ายร่างกาย….ผู้เสียหายซึ่งเป็นบิดา บุพการีของจำเลย ถูกที่บริเวณศีรษะอย่างแรง จำนวนหลายครั้ง เป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับบาดแผลฉีกขาดขอบเรียบที่หนังศีรษะส่วนท้ายทอยข้างซ้าย คิ้วขวา สะบักซ้าย กะโหลกศีรษะข้างซ้ายแตกร้าว มีเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมอง สมองช้ำข้างขวา ได้ทำการผ่าตัดเปิดสมองข้างขวา เอาเลือดออก มีรอยช้ำเลือดออกที่สมองข้างขวาส่วนหลัง เดินได้ด้วยเครื่องพยุง ได้รับอันตรายสาหัส ต้องป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่ายี่สิบวัน และจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน เหตุเกิดที่แขวง….. เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร ในวันเวลาเกิดเหตุ เจ้าพนักงานจับจำเลยได้ และยึดได้   มีดทำครัวที่จำเลยใช้ในการกระทำความผิดดังกล่าวเป็น ของกลาง

พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 298 วางโทษจำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงลงโทษจำคุกจำเลย 2 ปี พิเคราะห์รายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติและรายงานผลการประมวล ข้อเท็จจริงของพนักงานเจ้าหน้าที่แล้วเห็นว่า ยังไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษ จำคุกจำเลยไว้”

คดีข้างต้นมีคำพิพากษาหลังจากเกิดเหตุการณ์ประมาณ 6 เดือน

เนื่องจากคดีนี้เป็นเหตุการณ์ที่มีการกระทำความรุนแรงในครอบครัว และที่ศาลอาญาธนบุรีได้จัดตั้งคลินิก ให้คำปรึกษา ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อให้มีการช่วยเหลือและแก้ไขทางจิตใจกับเหยื่อและผู้กระทำผิดในคดีที่เข้าข่ายการกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว นักโทษรายนี้จึงได้  พบกับผู้ให้การปรึกษา เมื่อได้ข้อมูลที่สำคัญบางประการ  ซึ่งเป็นข้อบ่งชี้ว่าควรส่งต่อให้นักโทษได้พบกับจิตแพทย์    ผู้เขียนจึงได้รับเชิญจากทางศาลฯ ให้พบกับนักโทษใน   ห้องไกล่เกลี่ยสมานฉันท์ของศาลฯ ในเช้าวันหนึ่ง

นักโทษเป็นชาย อายุ 41 ปี ได้เล่าว่าที่จริงแล้วตนเองตั้งใจจะฆ่าบิดา แต่เนื่องจากตนเคยมีข้อไหล่หลุด  มาก่อน จึงทำให้กล้ามเนื้อไหล่ไม่มีแรงมากพอ การกระทำจึงไม่ได้สมดังเจตนา “แล้วอะไรคือสาเหตุที่ทำให้คิดและกระทำเช่นนั้นล่ะ?” เขาเล่าว่าเขาได้รับความทุกข์ทรมานทางจิตใจ รู้สึกเสียศักดิ์ศรีอย่างมากตั้งแต่เริ่มเข้าสู่วัยรุ่น อายุประมาณ 17 ปี เขามีความคิดว่าพ่อ แม่ พี่สาว     น้องชายมีความอิจฉาที่ตนเป็นคนฉลาด หล่อ เท่ห์ จึง  กลั่นแกล้งตัดอนาคต โดยการแจ้งให้ตำรวจจับไปส่งรักษาที่โรงพยาบาลจิตเวช ต้องเป็นผู้ป่วยในสามสิบกว่าครั้ง เมื่อตอนที่เขาอายุ 27 ปี  รู้สึกโกรธมารดาอย่างมากที่บอกว่า จะส่งโรงพยาบาล จึงได้คว้ามีดตั้งใจจะฆ่ามารดา แต่มารดาหนีไปได้ จึงหันมาแทงสาวใช้จนเสียชีวิต เพราะคิดว่าสาวใช้ก็เป็นพวกเดียวกัน คดีดังกล่าว ศาลพิพากษาจำคุก เขาใช้ชีวิตอยู่ในเรือนจำ 9 ปี ระหว่างนั้นบิดาไปเยี่ยมและส่งเงิน ให้ใช้ในเรือนจำทุกเดือน เมื่อถามว่าการกระทำดังกล่าวผิดหรือไม่ เขาบอกว่าไม่ผิดและไม่รู้สึกผิดด้วย แต่ยอมรับการตัดสินของผู้พิพากษาได้ เขาไม่เคยทำผิดกฎระเบียบของเรือนจำ หลังจากพ้นโทษกลับมาอยู่บ้าน เขาเคยขอให้ครอบครัวไปเช่าแฟลตให้อยู่ต่างหาก แต่เจ้าของแฟลตมาขอร้องให้ครอบครัวของเขารับกลับเนื่องจากมีพฤติกรรมก่อความเดือดร้อน ตะโกนส่งเสียงดัง ไม่นอน รบกวนผู้พักอาศัยคนอื่น ครอบครัวจึงรับเขากลับไปอยู่ด้วย จนกระทั่งมาก่อคดีในครั้งนี้ด้วยความคิดเช่นเดิม โดยคิดว่าน้องสะใภ้และบิดาจะให้ตำรวจพาส่งโรงพยาบาลจิตเวช เขามีความคิดว่าศาลพิพากษาจำคุกสองปีก็จริง แต่ปีหน้าซึ่งเป็นปีเฉลิมฉลองแปดสิบสี่พรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เขาคงได้รับอภัยโทษกึ่งหนึ่ง ดังนั้นเวลาจำคุกที่เหลือก็เพียงหกเดือนเท่านั้น เขาบอกว่าจะขอไปอยู่แฟลต ไม่ยุ่งเกี่ยวกับครอบครัว ขอให้ครอบครัวส่งเงินให้เขาใช้ เขาจะหางาน  ทำ จะได้หาคู่ครองได้ แต่ขอให้ทางครอบครัวสัญญาว่าจะ ไม่อิจฉาในความฉลาด ความหล่อ ความเท่ห์ของเขาอีก    ผู้เขียนจึงขอความเห็นว่าถ้าจะทดสอบว่าเขาฉลาดมากน้อยเพียงใด โดยขอทำการทดสอบทางจิตวิทยาซึ่งทีมสหวิชาชีพของสถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์จะเข้าไปตรวจนักโทษในเรือนจำอยู่แล้ว เขาบอกว่ายินดี ผลการทดสอบพบว่าเขามีความคิดเบี่ยงเบนจากปกติ มีอารมณ์ฟุ้งมากกว่าปกติ ระดับสติปัญญาดีกว่าเกณฑ์เฉลี่ย จากการทบทวนประวัติที่   พนักงานเจ้าหน้าที่ได้สืบเสาะพบว่าเขามีประวัติทำร้ายร่างกายทุกคนในบ้านมาแล้ว

เนื่องจากในการพิจารณาคดีของจำเลยรายนี้ทั้ง  สองคดี ไม่มีการนำสืบประเด็นความเจ็บป่วยทางจิตเวชของจำเลย ทั้งๆ ที่สาเหตุหลักของการก่อคดีเกิดจากความคิด ผิดปกติ หลงผิด หวาดระแวงจนถึงขนาดไม่รู้ผิดชอบชั่วดี  ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากการที่จำเลยมีสติปัญญาในเกณฑ์ดี และสามารถโต้ตอบรู้เรื่อง เมื่อจำเลยรับสารภาพ จึงไม่มีการนำสืบพยานของจำเลย ครอบครัวเองก็คงไม่ทราบว่ามีกฎหมายที่สามารถบังคับรักษาจำเลยโดยคุมตัวไว้ใน     โรงพยาบาลจนกว่าจำเลยจะปลอดภัยต่อสังคมตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 48 การที่ศาลจะบังคับใช้กฎหมายมาตรานี้ได้นั้น ทางฝ่ายจำเลยจะต้องต่อสู้คดีว่าขณะกระทำผิดไม่รู้ผิดชอบเนื่องจากป่วยเป็นโรคจิต เพื่อให้ศาลพิจารณาว่าจำเลยมีความผิดไม่ต้องรับโทษหรือรับโทษน้อยลงเพียงใดก็ได้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 65 ก่อน ครอบครัวคงรู้สึกโล่งใจเมื่อศาลพิพากษาจำคุกจำเลยในคดีแรก อย่างน้อยจำเลยก็จะไม่มีโอกาสทำร้ายคนในครอบครัวเป็นเวลา  9 ปี แม้ว่าเขาจะไม่ได้มีโอกาสรับการรักษาทางจิตเวชในเรือนจำเลยก็ตาม แต่แล้วเมื่อสาเหตุของการกระทำความผิดไม่ได้รับการแก้ไข เมื่อเขาออกมาอยู่กับครอบครัวและสังคม จึงเกิดเหตุการณ์ที่น่าเสียใจและเสียขวัญอีก

เนื่องจากจำเลยรับสารภาพในคดีทำร้ายร่างกายบิดาดังที่กล่าวมาแล้ว ไม่มีการอ้างพยานประวัติความเจ็บป่วยและการรักษาทางจิตเวชในการต่อสู้คดี ดังนั้นจึงไม่เข้าข่ายที่จะอุทธรณ์ได้ แต่เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลทั้งหมดแล้ว พบว่าเขาป่วยเป็นโรคจิตเวชเรื้อรังที่มีความยุ่งยากซับซ้อน ไม่ยอมรับและไม่ตระหนักรู้ความเจ็บป่วยของตนเอง รู้สึกว่าตนเองมีตราบาปอย่างมากเกินกว่าที่จะยอมรับความจริงได้ จึงใช้กลไกทางจิตเพื่อคลายความเครียดทางจิตใจด้วยวิธีการโทษว่าครอบครัวอิจฉาและใช้การปฏิเสธความจริง ดังนั้น   ผู้ป่วยรายนี้จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับการรักษาโดยอยู่ภายใต้การดูแลรักษาอย่างใกล้ชิดจากผู้รักษา      สหวิชาชีพที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะซึ่งมีความเข้าใจจิตใจและความต้องการของทั้งผู้ป่วยและครอบครัวอย่างลึกซึ้ง

รายงานความเห็นของจิตแพทย์ที่ได้ไปตรวจนักโทษรายนี้ไปยังศาลว่าจำเลยป่วยทางจิตเวช เข้าข่ายวิกลจริต เพื่อให้ศาลพิจารณาใช้อำนาจสั่งให้ทุเลาการบังคับให้จำคุก ไว้ก่อน และมีคำสั่งให้จำเลยได้ถูกคุมตัวเพื่อรักษาใน     โรงพยาบาลจิตเวชจึงได้จัดทำขึ้น ทั้งนี้เป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 246 รวมทั้งได้สำเนาให้ผู้บัญชาการเรือนจำทราบด้วย เนื่องจากลักษณะความผิดปกติทางจิตของนักโทษเข้าข่ายตามมาตรา 22  แห่งพระราชบัญญัติสุขภาพจิต พ.ศ.2551 คือเป็นผู้ที่มีความจำเป็นต้องได้รับการบำบัดรักษาซึ่งทางเรือนจำก็สามารถส่งโรงพยาบาลจิตเวชประเมินวินิจฉัยและรักษา   ได้ตามมาตรา 25 ของพระราชบัญญัติสุขภาพจิต พ.ศ. 2551 เช่นเดียวกัน เมื่อศาลมีคำสั่งดังกล่าวข้างต้นและ         โรงพยาบาลรับตัวผู้ป่วยไว้รักษาเมื่อใด ก็ต้องจัดทำรายงานแจ้งให้ศาลทราบผลการรักษาอย่างน้อยทุก 90 วันนับแต่  รับตัวไว้ หากเมื่อถึงกำหนดพ้นโทษจำคุกแล้ว แต่อาการทางจิตของผู้ป่วยยังไม่ทุเลาจนถึงขั้นที่ปลอดภัยต่อครอบครัวและสังคม ทางโรงพยาบาลก็จะต้องประสานงานกับทางเรือนจำและครอบครัวเพื่อนำผู้ป่วยส่งรักษาแบบ    ผู้ป่วยในต่อไปโดยให้ครอบครัวเป็นผู้ลงนามยินยอม

          จากประสบการณ์ทางคลินิกของผู้เขียน ผู้ป่วยซึ่งมีภาวะรุนแรงเป็นอันตรายจากความคิดหลงผิดและไม่ยอมรับความเจ็บป่วย ต้องใช้เวลารักษาอย่างต่อเนื่องภายใต้การติดตามอย่างใกล้ชิดของผู้รักษาเป็นเวลาอย่างน้อย 3 ปี  กว่าที่เขาจะมีอาการทุเลาจนสามารถดูแลตนเองได้และปลอดภัยต่อสังคม นิติจิตเวชวิวัฒน์จึงเป็นการทำงานร่วมกับกระบวนการยุติธรรมที่มีการสื่อสารเชื่อมโยงซึ่งกันและกันทั้งที่เป็นแบบแผนและไม่เป็นแบบแผน ต้องมีแนวคิดเชิงรุกและประยุกต์ใช้กฎหมายที่มีอยู่เพื่อให้กฎหมายมีชีวิต       มีวิญญาณและมีการพัฒนาการบังคับใช้กฎหมายเพื่อประโยชน์สุขและความเป็นธรรมกับสังคมอย่างแท้จริง

0saves
If you enjoyed this post, please consider leaving a comment or subscribing to the RSS feed to have future articles delivered to your feed reader.
468 ad

Leave a Reply

Login